วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บันทึกรัก “พ่อ” คิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9

บันทึกรัก “พ่อ” ในหนังสือ “บันทึกความจงรัก” ของ สสส. ที่ อภิศักดิ์ เจือจาน ได้บันทึกไว้ในมุมของตัวเอง ผ่านความรู้สึกนึกคิด ยังไม่จบแค่ความเดิมตอนที่แล้ว

29 ตุลาคม 2559 เวลา 08.56 น. เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน นักข่าวคนหนึ่งทูลถาม (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ว่า พระองค์ทรงปรารถนาจะเป็นที่จดจำอย่างไร? คำตอบของพระองค์นั้นทรงสนพระทัยน้อยมากว่าประวัติศาสตร์จะจดจำพระองค์อย่างไร ทรงตอบว่า...“ถ้าพวกเขาจะเขียนถึงในทางที่ดี พวกเขาควรเขียนถึงว่า ได้ทำอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์”

1 พฤศจิกายน 2559 เวลา 00.30 น. สมเด็จย่าทรงเลี้ยงในหลวงของเรามาอย่างดีมาก ต่อไปนี้คือตัวอย่างบางส่วนที่สะท้อนเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน....สมัยทรงพระเยาว์ ในหลวงทรงได้ค่าขนมจากสมเด็จย่าอาทิตย์ละครั้ง แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผัก ผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม สมัยทรงพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่าโทษนี้ควรตีกี่ที...

ซึ่งในหลวงก็จะทรงต่อรองว่า “ทีเดียวก็พอ”

ในบ้านที่ประทับ สมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า “กระป๋องคนจน” หากในหลวงทั้งสองพระองค์ทรงนำเงินไปทำกิจกรรมอะไรแล้วมีกำไรจะต้องถูก “เก็บภาษี” หยอดใส่กระปุกนี้ 10%

แล้วทุกสิ้นเดือน สมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่า จะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนคนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่า อยากได้จักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆเขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าตอบว่า “ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มากค่อยเอาไปซื้อจักรยาน” และเพราะหากทรงอยากได้ของเล่นอะไร สมเด็จย่าจะสอนให้ต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง

นี่แหละหลายครั้งที่ในหลวงทั้งสองพระองค์ก็ทรงประดิษฐ์สิ่งที่อยากได้ขึ้นมาเอง ครั้งหนึ่งทรงหุ้นค่าขนมกันเพื่อซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วทรงนำมาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง

สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่ โดยให้โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยขึ้นมา แล้วเลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็นจิ๊กซอว์ ในหลวงไม่โปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยกเว้นนาฬิกา...ยาสีพระทนต์ก็ทรงบีบใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ

ปีหนึ่งๆในหลวงจะทรงเบิกดินสอไว้ใช้แค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง ใช้จนกระทั่งกุด มือจับเขียนไม่ได้เมื่อไหร่ถึงจะทรงทิ้งและถ้าใครมาขนดินสอกุดๆที่ทรงเห็นว่ายังใช้ได้อยู่ไปทิ้งละก็จะกริ้วอย่างมาก

“สามตัวอย่างหลังมานี้มาจากการที่สมเด็จย่าทรงปลูกฝังเรื่องการประหยัด และไม่ฟุ้งเฟ้อมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์...ทุกครั้งที่ได้ยินได้อ่านเรื่องในหลวง นอกจากจะรักพระองค์ท่านแล้ว อีกใจหนึ่งก็ยังนึกรักสมเด็จย่าตามไปด้วย”

5 ธันวาคม 2559 เวลา 16.37 น. ตามประสาเด็ก 5 ธันวาคมของทุกปีนับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสำหรับหัวเกรียนบ้านนอกอย่างผมเสียเหลือเกิน ที่หน้าอำเภอเขาจะมีหนังกลางแปลงตั้งเรียงราย 5-6 จอ ไล่ตั้งแต่ในสนามหน้าอำเภอ ข้างรั้วอำเภอ หน้าศาลาประชาคม หน้าโรงพักไปจนถึงตีนสะพานข้ามน้ำยม

ฉายกันตั้งแต่หลังจุดเทียนชัยไปจนรุ่งสางของวันใหม่โน่นเลย

ตามหน้ารั้วบ้านคนเขาจะเอาไม้ไผ่มาปักเรียงรายตลอดรั้วเพื่อตั้งตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ดัดแปลงมาจากกระป๋องนมข้นหวาน จุดให้แสงสว่างและสร้างบรรยากาศสวยงามไปตลอดทางที่จะมุ่งหน้าสู่อำเภอ สว่างไสวและดูสวยงามมากเหลือเกินสำหรับเด็กตัวจิ๋วอย่างผม

พอโตขึ้นมาเรียนจบ เข้าสู่วัยทำงานในเมืองหลวง 5 ธันวาคมของผมเปลี่ยนมาเป็นการไปเตร่อยู่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่สายๆ เตรียมซื้อโคมบังลมที่ตลาดวังหลัง รอเวลาเย็นย่ำ จุดเทียนชัยพร้อมคณะแพทย์ พยาบาล และพสกนิกร ร้องเพลงถวายในหลวงที่ประทับอยู่ชั้นบน

5 ธันวาคม 2559 ปีนี้ไม่เหมือนเดิม กลางวันไปซ้อมดนตรี ตอนนี้มาร่วมงานแสดงดนตรีของค่าย Classy Records ณ บ้านพักตากอากาศ เราร่วมกันเล่นดนตรีถวายพ่อผู้สถิตอยู่บนชั้นฟ้า

...คิดถึงเหลือเกิน...

30 ธันวาคม 2559 เวลา 19.03 น. วันนี้ได้นั่งนิ่งๆอยู่กับตัวเองเป็นครั้งแรก หลังจากที่ช่วงครึ่งหลังของเดือนธันวาคมมีกิจกรรมและการงานค่อนข้างมาก รู้สึกทันทีเลยว่า...คิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 เหลือเกิน

จริงๆแล้วไม่ว่าวันไหนก็คิดถึงทั้งนั้นแหละ คิดถึงเหมือนหิวข้าว คือวันละหลายๆรอบ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต...เท่าที่สังเกตดูด้วยตัวเอง ตามปกติแล้วช่วง 1-2 วันหลังจากวันหยุดยาว คิวเข้ากราบพระบรมศพมักจะไม่ยาวนัก เป็นแบบนี้มาหลายรอบ และผมเองก็ได้ไปต่อแถวโดยใช้เวลาไม่นานก็ช่วงแบบนี้แหละ

ความจริงแล้วเรื่องคิวยาวหรือไม่ยาวนี้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้เลย สถิติที่ผ่านมาพอถึงเวลาอาจไม่เป็นอย่างที่คาด ดังนั้น วันที่ 4-5 มกราคม 2560 ผมจะอยู่ในชุดที่พร้อมตลอดเวลา และหมั่นเช็กข่าวในแอพ ZONE...มีจังหวะที่ดีเมื่อไร จะได้ออกเดินทางทันที

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 00.39 น. อ่าน#หนังสือของพ่อ เล่มนี้อย่างช้าๆ พยายามพิเคราะห์ว่าทำไมในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงชื่นชมผู้นำผู้รวมชาติยูโกสลาเวียผู้นี้อย่างยิ่ง สิ่งที่เป็นความรู้สึกร่วมระหว่างหนังสือเล่มนี้กับพระมหาชนกก็คือทั้งสองคนต่างมี “ความเพียร” อันยิ่งยวด

ความเพียรของพระมหาชนกนั้น เราท่านคงได้ทราบกันบ้างแล้ว ส่วนความเพียรของติโตนั้นถือว่าเป็นความเพียรแบบ Mission Impossible ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

“ในสภาวะที่คนในชาติของตนกำลังแตกแยกกระจัดกระจายด้วยภาวะสงครามโลกและในฐานะที่เป็นกองกำลังนอกสายตาของทั้งโซเวียตและเยอรมัน ติโตก็สามารถรวมชาติเป็นหนึ่งเดียวได้ในที่สุด ภายใต้ความคิด ความเชื่อในระบอบคอมมิวนิสต์”

ใช่เพียงแค่ความเพียรและการรวมพลังสามัคคีของคนในชาติเท่านั้น ติโตยังเห็นคุณค่าของการศึกษาอย่างยิ่งยวด เขาเชื่อว่าผู้คนที่จะร่วมขับเคลื่อนการปฏิวัติไปสู่จุดหมายได้ ต้องได้รับการศึกษาเป็นสำคัญและตัวเองก็หมั่นศึกษาพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด แม้กระทั่งเวลาที่ตัวเองโดนจับขังคุกในโซเวียต

นี่คือส่วนเสี้ยวหนึ่งที่ อภิศักดิ์ กลั่นออกมาได้จากหนังสือเล่มนี้ ใครมีโอกาสอย่าลืมหามาอ่าน หนังสือหนาแค่ 121 หน้าเท่านั้น แต่บรรจุขุมพลังทางความคิดไว้อย่างล้นเหลือ อ่าน#หนังสือของพ่อ อ่าน# ความคิดของพ่อ แล้วมาถกกันครับ ผมรออยู่

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11.45 น. พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง มงคลสูงสุดของชีวิต ร่วมเป็นคณะเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ...กราบขอบพระคุณ สมาคมนิสิตเก่านิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ให้โอกาสที่ดีงามที่สุด...มงคลสูงสุด...

ทั้งหมดนี้แม้จะเป็นบันทึกเล็กๆในหน้าประวัติศาสตร์ส่วนตัว แต่เชื่อว่าจะช่วยย้ำเตือนให้ผู้อ่านได้ระลึกว่าในหัวใจคนไทยนั้นมี “พ่อ” อยู่เสมอมาและจะมีอยู่ตลอดไป.