วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“ออมสิน” ยกเครื่องแก้หนี้ครู ปรับกลยุทธ์แก้หนี้เสีย-ชำระดีได้เงินคืน

“ออมสิน” ปรับกลยุทธ์แก้หนี้ครู ปรับสัญญากับ สกสค.ยกเลิกเงินอุดหนุน 2,500 ล้านต่อปี ช่วยครูมีปัญหาไม่จ่ายหนี้ เปลี่ยนเป็นมาใช้เป็นแรงจูงใจให้คืนครูจ่ายหนี้ตรงเวลาปีละ 8,000–10,000 บาท พร้อมยกเครื่องปรับโครงสร้างหนี้ยกแผงช่วยครูเป็นหนี้เสียกลับเป็นหนี้ดี ด้านคลังโว “หนี้นอกระบบ” ลด

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้มีข้อตกลงใหม่กับสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) โดยได้ยกเลิกสัญญาเก่ากับ สกสค. เนื่องจากที่ผ่านมา ธนาคารออมสิน ได้หารือกับ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ แล้ว ในกรณีที่จะยกเลิกการจ่ายเงินสนับสนุนพิเศษ 0.5-1% หรือคิดเป็นเงินปีละ 2,500 ล้านบาท กับ สกสค. ที่ทางธนาคารออมสินจ่ายเข้ากองทุนสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ชพค. และ ชพส. โดยที่ผ่านมา เงินก้อนนี้จะนำไปช่วยเหลือครูที่มีปัญหาไม่ชำระหนี้ แต่คณะกรรมการ (บอร์ด) สกสค.ระบุว่า เงินจำนวน 2,500 ล้านบาท เป็นเงินได้รับดอกเบี้ยจากครูที่มีวินัยในการชำระหนี้ดีอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงควรจะมอบให้ครูที่มีวินัย แต่ไม่ควรนำเงิน 2,500 ล้านบาท ไปช่วยเหลือครูที่ไม่มีวินัยหรือเบี้ยวหนี้กับธนาคารออมสิน

ดังนั้น ในข้อตกลงใหม่ ธนาคารออมสินจะนำเงินก้อนดังกล่าวจัดสรรเฉลี่ยคืน (Cash Back) ให้แก่ครูที่ชำระหนี้ดีครบ 12 งวดติดต่อกัน ตามบัญชีเงินกู้ระหว่างธนาคารออมสินกับครูผู้กู้ ซึ่งจากการคำนวณเบื้องต้น ครูที่มีวินัยชำระหนี้ดีจะได้รับจัดสรรเงินเฉลี่ยคืนปีละประมาณ 8,000-10,000 บาททุกปี ต่อมูลหนี้ 1 ล้านบาท ส่วนครูที่มีปัญหาคือ ไม่ชำระหนี้กับธนาคารออมสิน จนเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีประมาณ 9,250 คน หรือคิดเป็นเงิน 5,432 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นครูที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลมีประมาณ2,000คน จากจำนวนครูที่เข้าร่วมกับธนาคารออมสิน 400,000 คน ซึ่งคิดสัดส่วนครูที่ดีมากกว่า 90% การยกเลิกสัญญากับ สกสค.ไม่ใช่เป็นการปิดโอกาสไม่ให้ครูที่เป็นเอ็นพีแอลแก้ไขหนี้กับธนาคารออมสิน

โดยล่าสุด ธนาคารมีโปรแกรมใหม่สำหรับปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารออมสิน ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ 3 แนวทาง คือ 1.กรณีรายได้คงเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายมากกว่า 30% ของรายได้ สามารถพักชำระเงินต้นไม่เกิน 3 ปี และชำระดอกเบี้ยปกติ 100% 2.กรณีรายได้คงเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 15-30% ของรายได้ สามารถพักชำระเงินต้นไม่เกิน 3 ปี และชำระดอกเบี้ยปกติไม่น้อยกว่า 50% 3.กรณีรายได้คงเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 15% ของรายได้ สามารถพักชำระเงินต้นไม่เกิน 3 ปี และชำระดอกเบี้ยปกติไม่น้อยกว่า 25% ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้ตามโครงการนี้จะทำให้ครูที่เป็นเอ็นพีแอลและครูที่อยู่ฟ้องร้องกับศาลทั้ง 9,250 คน ไม่ต้องเป็นหนี้เอ็นพีแอลอีกต่อไป ซึ่งจะทำให้ครูมีสภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

วันเดียวกัน นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้รับรายงานว่า หนี้นอกระบบได้รับการแก้ไขได้มากขึ้น ซึ่งพระเอกของการแก้ไขหนี้นอกระบบคือ สินเชื่อ 2 รายการ ประกอบด้วย 1.สินเชื่อพิโก้ไฟแนนซ์ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากบริษัทเอกชนได้เปิดสำนักงานกระจายครอบคลุมเกือบทุกจังหวัด โดยขณะนี้มีบริษัทนิติบุคคลยื่นคำขออนุญาตเปิดพิโก้ไฟแนนซ์ 369 ราย ใน 63 จังหวัด โดยสินเชื่อพิโก้ไฟแนนซ์เดือน ส.ค.2560 มียอดสินเชื่อสะสม 1,859 บัญชี เป็นเงิน 58.58 ล้านบาท หรือคิดเป็นวงเงินสินเชื่ออนุมัติเฉลี่ย 31,513.61 บาทต่อบัญชี และยังไม่มีสถิติสินเชื่อค้างชำระเกินกว่า 3 เดือน หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)2.การปล่อยสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือน มี.ค.2560 ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ได้อนุมัติสินเชื่อเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินให้เป็นทางเลือกของประชาชนในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบแทนหนี้นอกระบบรายละไม่เกิน 50,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.85% ต่อเดือนหรือประมาณ 11% ต่อปี โดยได้เร่งกระจายความช่วยเหลือด้านสินเชื่อดังกล่าวแก่ประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และสิ้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ได้อนุมัติสินเชื่อรวม 150,226 ราย เป็นเงิน 6,791.73 ล้านบาท คิดเป็น 67.92% ของวงเงินโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) 10,000 ล้านบาท

ขณะที่การดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่กระทำผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงกวดขันจับกุมผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบและผู้ติดตามทวงถามหนี้โดยวิธีการผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินการสะสมของปีงบประมาณ 2560 ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2560 มีการจับกุมผู้กระทำผิด 1,499 คน.