วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คุกหญิงไก่ 3 ปี ชดใช้อีก 5.9 แสน บังคับใช้แรงงาน ลักษณะค้ามนุษย์

ศาลอาญาพิพากษาคดี “หญิงไก่” กักขังหญิงสาว3 คน ศาลชี้มีผู้เสียหายเพียงคนเดียวที่มีลักษณะค้ามนุษย์ สั่งจำคุก 3 ปี จ่ายเงินค่าสินไหมให้เหยื่อเกือบ 6 แสนบาท เนื่องจากขณะทำงานเป็นแม่บ้านให้ถูกยึดบัตรประชาชน รับค่าจ้างไม่ตรงตามจำนวนและไม่ส่งเรียนตามที่ตกลงกันไว้ เป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงาน

ศาลพิพากษาคดี “หญิงไก่” มีความผิดค้ามนุษย์ เปิดเผยขึ้นที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 ต.ค. ศาลมีคำพิพากษาคดี ที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องนางมณตา หรือหญิงไก่ หยกรัตนกาญ เป็นจำเลยในความผิดฐานค้ามนุษย์ ก่อนหน้านี้วันที่ 6 มิ.ย. 2560 ศาลอาญาได้พิพากษาจำคุกหญิงไก่ รวม 7 ปี 6 เดือน ฐานหมิ่นเบื้องสูงมาแล้ว

คดีนี้อัยการฟ้องว่า ต้นเดือน มิ.ย. 2549-ปลายเดือน ต.ค.2553 น.ส.ดาลิน หล้าคำ อายุ 19 ปี ผู้เสียหายที่ 1 สมัครทำงานเป็นแม่บ้านไว้ที่ศูนย์จัดหางานใน จ.ปทุมธานี ต่อมาศูนย์ฯส่งตัวไปทำงานกับจำเลยที่ประชานิเวศน์คอนโด เขตจตุจักร จำเลยบังคับให้ทำงานบ้านตั้งแต่เวลา 05.00-22.00 น. ทุกวัน ไม่มีวันหยุดโดยไม่ให้ค่าจ้าง จ่ายเพียงค่ายังชีพเล็กน้อยและขู่ว่าถ้าไม่ยอมทำงานจะแจ้งตำรวจจับบิดามารดา ผู้เสียหายกลัวเพราะเคยเห็นจำเลยแจ้งตำรวจให้จับกุมลูกจ้างคนอื่นที่ออกจากงาน กล่าวหาว่าลักทรัพย์ทำให้ผู้เสียหายต้องยอมทำงาน การกระทำของจำเลยเป็นการค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการบังคับใช้
แรงงาน

ต่อมาระหว่างต้นเดือน พ.ค. 2551-ปลายเดือน เม.ย. 2552 จำเลย ยังหลอกลวง น.ส.กาญจนา ปองลาภสุนทร ผู้เสียหายที่ 2 จาก จ.แม่ฮ่องสอน จำเลยอ้างกับบิดามารดาของผู้เสียหายว่าเป็นคุณหญิงให้ผู้เสียหายมาทำงานให้ที่ กทม. จะให้เงินเดือน 6,000 บาท พร้อมส่งเสียให้เรียนพยาบาลฟรี จำเลยให้เงินบิดามารดาผู้เสียหายไว้ 5,000 บาท เพื่อให้ยินยอมพาผู้เสียหายมารับใช้ที่ประชานิเวศน์คอนโด และยึดบัตรประชาชนผู้เสียหายไว้ ก่อนบังคับทำงานเช่นเดียวกับผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ส่งให้เรียน และเมื่อต้นเดือน ก.ค.2552-ก.พ.2553 จำเลยได้หลอกลวง น.ส.ขวัญจิรา จิรสกุลโชคชัย อายุ 17 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 3 ให้มาทำงานแม่บ้านกับจำเลยที่ประชา-นิเวศน์คอนโด อ้างว่าจะให้เงินเดือน 4,500 บาท ให้เรียกว่า “คุณหญิง” ให้ทำงานบ้านและนวดตัวให้จำเลย เป็นการบังคับใช้แรงงานเด็ก มีลักษณะคล้ายกับการเอาคนลงเป็นทาสด้วยวิธีการข่มขู่ จำเลยถูกจับกุมชั้นสอบสวนให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่พยานโจทก์ คือ น.ส.ดาลิน ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ทำงานกับจำเลยเดือนแรกมอบเงินให้ 5,500 บาท จำเลยได้ส่งเสียให้เรียนออกค่าเทอมให้ แต่ระหว่างเรียนผู้เสียหายไม่ได้ไปสอบ เพราะจำเลยอ้างว่าไม่มีคนดูแลทำให้เรียนไม่จบ ผู้เสียหายยินยอมทำงานชดใช้เงินค่าเทอม โดยไม่ได้ตกลงค่าตอบแทนกัน จำเลยไม่ได้ยึดบัตรประชาชนไว้ ทำงานให้นาน 4 ปี ศาลเห็นว่าผู้เสียหายกับจำเลยไม่ได้ตกลงเงินค่าจ้างกัน ไม่ได้ยึดบัตรประชาชนผู้เสียหาย ผู้เสียหายยินยอมทำงานเพื่อใช้หนี้ค่าเทอม และได้ความจากเพื่อนผู้เสียหายที่เป็นลูกจ้างด้วยกันว่าจะทำงานบ้านเสร็จเวลาประมาณ 10.00 น. จากนั้นจะแบ่งเวรไปนอนในห้องจำเลยเพื่อนวดตัวให้ กรณีจึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะต้องทำงานตั้งแต่ 05.00-22.00 น. จึงไม่ผิดตามคำฟ้อง

ขณะที่ น.ส.ขวัญจิรา ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความว่า เดินทางไปทำงานกับจำเลย ตามคำชักชวนของเพื่อน จำเลยบอกว่าให้ค่าจ้างเดือนละ 4,500 บาท พามา พักอยู่ห้องเดียวกับเพื่อนที่เป็นลูกจ้างอีกหลายคน แบ่งหน้าที่กันทำงาน จำเลยให้เงินเดือนไว้ใช้เดือนละ 1,000 บาท ต่อมาผู้เสียหายไม่อยากทำงาน จำเลยข่มขู่ว่าถ้าผู้เสียหายกลับบ้านจะให้ตำรวจจับบิดา มารดา แต่ภายหลังเพื่อนของผู้เสียหายได้ช่วยพูดกับจำเลย บอกเหตุผลว่าต้องกลับไปช่วยเลี้ยงน้อง จำเลยยินยอมให้กลับ และระหว่างทำงานจำเลยไม่ได้ยึดบัตรประชาชนไว้ จากคำให้การในชั้นสอบสวนของบิดาผู้เสียหายไม่มีข้อความใดที่ให้การว่าจำเลยพูดด่าหรือข่มขู่ว่าจะให้ตำรวจไปจับตัว ประกอบกับก่อนที่ผู้เสียหายจะกลับบ้าน จำเลยยังพาไปเที่ยวที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยบังคับข่มขู่ จึงไม่ผิดตามคำฟ้อง

ส่วน น.ส.กาญจนา ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่าได้มาทำงานเป็นแม่บ้านกับจำเลยเพราะมีเพื่อนชักชวน จำเลยได้เดินทางมาที่บ้านผู้เสียหายที่ จ.แม่ฮ่องสอน บอกว่าจะให้ค่าจ้างเดือนละ 6,000 บาท และจะส่งเรียนพยาบาล ผู้เสียหายตกลงมาทำงาน จำเลยมอบเงิน 5,000 บาท ให้กับบิดามารดาผู้เสียหาย เมื่อได้มาทำงานที่บ้านของจำเลยแล้ว จำเลยได้ขอบัตรประชาชนของผู้เสียหายมาเก็บไว้ และไม่จ่ายค่าจ้างตามที่ตกลงกันไว้ พิจารณาจากคำเบิกความของผู้เสียหายประกอบบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวน ปรากฏว่าผู้เสียหายให้ถ้อยคำไว้ในทำนองเดียวกัน น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามที่ผู้เสียหายได้ประสบมาจริง เห็นว่าการที่จำเลยรับผู้เสียหายมาทำงาน อ้างว่าจะส่งให้เรียนพยาบาล แต่เมื่อผู้เสียหายมาทำงานกลับไม่ส่งเรียนพยาบาล ไม่ให้เงินเดือนตามที่ตกลงกันไว้ ยึดบัตรประชาชนมาเก็บไว้ ส่อแสดงว่ามีเจตนาจัดหาที่อยู่อาศัยหรือรับตัวผู้เสียหายโดยใช้อำนาจมิชอบ เป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงาน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์

ศาลพิพากษาว่า ข้อเท็จจริงในส่วนผู้เสียหายที่ 2 ฟังว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องให้จำคุก 4 ปี คำให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุก 3 ปี และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 590,007 บาท แล้วออกหมายจำคุกต่อไป