วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ธปท.เตือนรับมือภาคการเงินโลก

“ไอเอ็มเอฟ” ชี้ดอกเบี้ยขึ้น-เงินทุน-ภัยไซเบอร์เสี่ยง

ผู้ว่าการ ธปท.ยันเศรษฐกิจโลกฟื้นจริงแต่ยังมีความเสี่ยงภาคการเงิน โดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ เตือนประเทศไทยหาจุดเปราะบางของตัวเองเตรียมรับมือความผันผวนค่าเงิน–ดอกเบี้ยขึ้น–เงินทุนเปลี่ยนทิศ–ภัยโลกไซเบอร์ ส่วนเงินเฟ้อต่ำไม่น่ากลัว ยันใช้เป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2.5% บวกลบ 1.5% ต่อปีหน้าอีกปี

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงประเด็นทางเศรษฐกิจและการเงินโลกจากการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ฟื้นตัวอย่างชัดเจน และเป็นการฟื้นตัวที่กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค ทั้งในสหรัฐฯ ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และในไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ทุกประเทศในสหภาพยุโรปมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งแรงต่อยังภาคการค้าของโลกชัดเจนมากขึ้น และปี 2560 นี้จะเป็นปีแรกที่อัตราการขยายตัวของการค้าโลกจะสูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การส่งออกทั่วโลกปรับตัวดีขึ้นด้วยโดยไอเอ็มเอฟได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปีนี้มาอยู่ที่ขยายตัว 3.7% จาก 3.6% ในครั้งก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังเป็นปริศนาของเศรษฐกิจโลก คือ อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำไม่เพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัว ซึ่งเงินเฟ้อของประเทศ ไทยก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน โดยมีจุดสังเกต 3-4 ประการ คือ ค่าจ้างแรงงานยังไม่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ กำลังการผลิตทั่วโลกยังเหลืออยู่ทำให้ไม่เกิดการลงทุนใหม่ นอกจากนั้น การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมทั้งการใช้เครื่องจักรกล (Automation) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกระทบต่อตลาดแรงงานในอนาคต ขณะที่การเข้าสู่สังคมสูงอายุที่ทำให้ความต้องการออมเพิ่มมากกว่าความต้องการใช้จ่าย

“ที่ประชุมยังได้ประเมินความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก โดยด้านที่ 1.คือ แนวโน้มการปรับดอกเบี้ยขึ้นของประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งให้ธุรกิจที่อาศัยเงินทุนราคาถูกจากดอกเบี้ยที่ต่ำมานานอาจมีปัญหาสภาพคล่องได้ 2.ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มจะเผชิญหน้าชัดเจนขึ้น ทั้งคาบสมุทรเกาหลีและรัสเซีย 3.นโยบายกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะการปรับปรุงความตกลงการค้าอเมริกา เหนือ (นาฟต้า) ซึ่งอาจกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตอย่างไม่คาดคิดได้ 4.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีน และ 5.เป็นความเสี่ยงใหม่ที่พูดถึงค่อนข้างมาก คือ ความเสี่ยงที่มาจากภัยในโลกไซเบอร์ ที่มีโอกาสจะสร้างความเสียหายต่อระบบได้อย่างรวดเร็ว และก่อความเสียหายรุนแรงมากขึ้น”

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อถึงภาคการเงินโลกด้วยว่า มีมากขึ้นจากการแสวงหาผลตอบแทนสูงๆ จนประเมินความเสี่ยงที่ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยจุดที่น่าเป็นห่วงคือ 1.ตลาดตราสารหนี้ ที่คุณภาพของตราสารในเกรดการลงทุนลดต่ำลงมาก และในช่วงหลังๆมีประเทศที่เคยผิดนัดชำระหนี้ และประเทศในแอฟริกาที่ไม่เคยออกตราสารหนี้มาก่อนหันมาออกตราสารจำนวนมาก ทำให้โดยเฉลี่ยจากเดิมที่มีตราสารในเกรด BBB หรือเกรดต่ำสุดที่สามารถลงทุนได้เพิ่มขึ้นในตลาดตราสารหนี้โลกอยู่ที่ 25% ขึ้นมาอยู่ที่ 45-50% ดังนั้น หากดอกเบี้ยโลกเพิ่มขึ้นอาจจะมีปัญหาการต่ออายุหรือชำระคืนหนี้ได้ จุดที่ 2.ความผันผวนของราคาสินทรัพย์อยู่ระดับที่ต่ำมาก ทำให้คนลงทุนเกิดความชะล่าใจและไม่ระมัดระวัง ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงราคาที่รุนแรงและก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ลงทุนได้ จุดที่ 3.การกู้เงินในระบบทั้งภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือนยังสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ไอเอ็มเอฟกังวลถึงการนำเงินอนาคตมาใช้และส่งผลต่อการใช้จ่ายและเศรษฐกิจในอนาคต และจุดที่ 4.ภาคการเงินของจีนสำหรับประเทศไทยนั้น นายวิรไทกล่าวว่า จากความกังวลทั้งหมดของเศรษฐกิจโลก ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมตัวรับมือ ทั้งส่วนของรัฐบาล เอกชน และ ธปท.เอง จะต้องเร่งตรวจสอบการทำธุรกิจ หรือการดำเนินการของตัวเองว่ามีส่วนที่มีจุดเปราะบางหรือมีความเสี่ยงที่ไม่สมดุลหรือไม่ เช่น มีการกู้สั้นแต่ลงทุนยาว หรือมีการกู้เป็นเงินตราต่างประเทศแต่มีรายได้เป็นเงินบาท รวมทั้ง เตรียมเครื่องมือรองรับความผันผวนด้านสินทรัพย์ตั้งการ์ดให้สูงขึ้นเพื่อรับมือกับภัยไซเบอร์ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของประเทศหลัก ส่งผลต่อสภาพคล่องและการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลก

ขณะที่ค่าเงินบาท แม้ว่าในช่วงไตรมาสที่ 3 และในเดือน ต.ค.นี้จะเคลื่อนไหวสอดคล้องกับภูมิภาคมากขึ้น แต่ภาพรวมยังผันผวนสูง ทำให้ต้องบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนต่อเนื่อง และขณะนี้เงินร้อนระยะสั้นจากต่างประเทศที่เคยเข้ามาพักในไทยเริ่มลดลงแล้ว แต่ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นนั้นส่วนหนึ่งเป็นไปตามพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีขึ้น

“เสถียรภาพด้านการเงินของไทยเท่าที่ติดตามยังไม่น่าเป็นห่วงนัก เพราะปัญหาการออกตราสารหนี้ที่ไม่มีการจัดอันดับ และการผิดนัดชำระหนี้ในช่วงที่ผ่านมาได้ลดลงแล้ว ขณะที่มีความเข้มงวดการดำเนินการของสหกรณ์มากขึ้น โดยในส่วนของนโยบายการเงินยังอยู่ในภาวะที่เหมาะสม ขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายนโยบายการเงินนั้นจะเข้าสู่เป้าหมายในปีหน้า และคงจะยังไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในการดำเนินนโยบายการเงินในปีหน้า โดยคาดว่าจะเสนอกระทรวงการคลังที่ 2.5% บวกลบ 1.5% เช่นเดียวกับปีนี้”