วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘ยึดคำพ่อสอน อยู่อย่างพอเพียง’ พาพ้นภัย นำเศรษฐกิจยั่งยืนบนพื้นฐาน ความรู้ คู่คุณธรรม

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เล่าความประทับใจที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า ด้วยเหตุที่เติบโตมากับครอบครัวที่ในบ้าน ในสำนักงานทั้งในไทยและต่างประเทศมีพระบรมฉายาลักษณ์ ทำให้รู้สึกเหมือนกับพระองค์อยู่ในทุกที่ที่เราไป และได้เห็นภาพพระราชกรณียกิจต่าง ๆ จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าพระองค์นั้น ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเพียรอย่างแท้จริง และไม่ว่าบนพื้นแผ่นดิน ประเทศไทยที่พระองค์เสด็จฯ ไปเยี่ยมเยือนจะลำบากสักเพียงไร พระองค์ก็ทรงทุ่มเท ทั้งพระราชหฤทัยและพระวรกายด้วยพระราชวิริยะอุตสาหะอย่างหนัก

“ผมโตมากับครอบครัวที่ในบ้าน สำนักงานในไทยและต่างประเทศ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เบลเยียมไต้หวัน ฯลฯ มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้เห็นพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ด้วยความทุ่มเท ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย พระองค์เปรียบเสมือนพระในใจ ของคนไทยทุกคน มีพระเมตตา มีความรักและความเสียสละ ผมจึงได้ซึมซับพระราชจริยวัตรของพระองค์ นำมาเป็นต้นแบบในชีวิต”

เมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็ได้น้อมนำพระราชดำรัสอันทรงคุณค่า ของพระองค์ที่ได้ยินจากวิทยุมาสร้างแรงบันดาลใจและปรับใช้ในชีวิตการทำงานด้วยเช่นกัน ซึ่งพระองค์ตรัสไว้ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี เมื่อ 11 ธ.ค. 2512 ว่า

ในบ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุม คนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้

“เราไม่ควรดูแค่ความเก่งกาจอย่างเดียว
แต่ต้องดูว่าเป็นคนดี มีคุณธรรมหรือไม่ด้วย
สิ่งนี้เป็นหลักสำคัญอันดับหนึ่ง
ของการเป็นผู้นำที่ดี”

“พระราชดำรัสนี้ สอนผมว่าเมื่อเราเป็นผู้นำควรต้องทำตัวอย่างไร หรือแม้กระทั่งการคัดเลือกผู้นำ ต้องคัดเลือกอย่างไร เราไม่ควรดูแค่ความเก่งกาจอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าเป็นคนดี มีคุณธรรมหรือไม่ด้วย สิ่งนี้เป็นหลักสำคัญ อันดับหนึ่งของการเป็นผู้นำที่ดี”

นอกจากนี้ในปี 2540 ที่เกิดวิกฤตฟองสบู่แตกทำให้องค์กรมีหนี้เพิ่มสูงขึ้น ต้องใช้เวลาร่วม 10 ปีกว่าจะฟื้นกลับมาได้ แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดพ้นภัยมาได้ คือการน้อมนำ "หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ของพระองค์มาเป็นแนวทางในการบริหาร โดยนำแก่นสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ คือ ความพอประมาณความมีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี โดยยึดหลักสำคัญ คือ ความรู้คู่คุณธรรมตามพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน

“ถ้าเราคิดไม่ได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ในเรื่องความพอประมาณว่าเราทำอะไรเกินกว่า ที่จะทำได้หรือเปล่า เราก็จะคิดโทษแต่ปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ระบบค่าเงินผันผวนจนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง การน้อมนำ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้แก้ปัญหา ทำให้เรา มีสติอย่างมากและยึดเป็นหลักจนทำให้ผ่านช่วงวิกฤตมาได้แม้ต้องใช้เวลาร่วมสิบปีกว่าจะฟื้นขึ้นมาโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักปรัชญาที่ให้ทั้งข้อคิด เสมือนคำปลอบประโลมของพระองค์ท่านที่มีพระเมตตา อย่างหาที่สุดมิได้ต่อชาวไทยที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด”

สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ข้าพระพุทธเจ้า นายศุภชัย เจียรวนนท์
ประธานคณะผู้บริหาร และพนักงาน
บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด