วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อุทธรณ์ยืนจำคุก3ปี 'เบญจา' อดีตรมช.คลัง สมัยรบ.ปู เลี่ยงภาษี'โอ๊ค-เอม'

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 3 ปี “เบญจา หลุยเจริญ” อดีต รมช. คลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมอดีต ผอ.สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร อีก 3 คน ฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ส่วนคนใกล้ชิดเลขาฯ คุณหญิงอ้อ เจอ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ช่วย “โอ๊ค-เอม” เลี่ยงภาษี

เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 19 ต.ค.60 ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบ ถนนสีคาม ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขดำ อท.43/2558 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.คลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร, น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย, น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย, นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผอ.สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดของเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

คดีนี้ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องแผนกคดีทุจริตฯ ในศาลอาญา เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 58 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า จำเลยที่ 1-4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของกรมสรรพากรปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อไม่ให้นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรของนายทักษิณ ต้องเสียภาษีอากร หรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย และได้รับประโยชน์ที่มิควร โดยชอบด้วยกฎหมาย จากการที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อปี 2549 คนละ 164,600,000 หุ้น ในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ถือได้ว่านายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา เป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้น คนละ 7,941,950,000 บาท ซึ่งการกระทำนั้นทำให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และราชการเสียหาย จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดี

โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 59 โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1-4 ในการตอบข้อหารือที่ขัดไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อกรมสรรพากร ซึ่งความผิดสำเร็จตั้งแต่การตอบข้อหารือ โดยจำเลยที่ 5 ซึ่งหารือมายังสำนักกฎหมาย แล้วนำคำหารือไปใช้ประโยชน์ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนพิพากษาว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 83 ให้จำคุกคนละ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 86 มีโทษ 2 ใน 3 จึงให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยทั้งหมดจึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

ต่อมาจำเลยทั้งหมดได้ประกันตัวหลักทรัพย์คนละ 3 แสนบาท

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันเเล้วเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหมดฟังไม่ขึ้น ส่วนที่อุทธรณ์ขอให้มีการลงโทษสถานเบานั้นเห็นว่าสภาพความผิดของจำเลยทั้ง 5 มิได้คำนึงถึงความเสียหายความน่าเชื่อถือในการจัดเก็บภาษีของประเทศ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายเเรง ที่ศาลชั้นต้นไม่รอการลงโทษศาลทุจริตเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน.