วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'สามารถ' โชว์ของ! งัดข้อมูลน้ำ สวน ผู้ว่า กทม.บริหารจัดการน้ำล้มเหลว

"สามารถ" โชว์ข้อมูลปริมาณฝนตก ไม่ได้ถล่มกรุงอย่างที่ ผู้ว่า กทม.อ้าง ตั้ง 2 ข้อสังเกต ไม่พร่องน้ำรองรับฝน ทั้งที่มีเรดาห์ตรวจจับถึง 3 ตัว แถมเครื่องสูบน้ำที่ดินแดงใกล้ทางด่วนวิภาวดี ไม่เดินเครื่องสูบน้ำ อาจเพราะเครื่องเสีย หรือไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำจุด

เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 60 นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ในหัวข้อ "ถ้าเป็นแบบนี้...ยังไงก็ท่วม!" ว่า "เหตุการณ์ฝนกระหน่ำกรุงเมื่อเช้ามืดของวันเสาร์ที่ 14 ต.ค. 60 ทำให้น้ำท่วมขังในหลายพื้นที่นานหลายชั่วโมง บางพื้นที่กว่าน้ำจะลดเป็นปกติต้องรอจนถึงตอนเย็นของวันเสาร์ น่าเห็นใจคนกรุงเทพฯ ที่ต้องประสบความเดือดร้อนในครั้งนี้ และเข้าใจถึงความยากลำบากในการป้องกันน้ำท่วมของผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) เห็นใจ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่า กทม.ที่ต้องออกมาขอโทษประชาชนคนกรุงเทพฯ เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ขอโทษครั้งที่ 1 ไปเมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หากฟังคำชี้แจงของ กทม.ที่ระบุว่า ฝนตกหนักมากบางพื้นที่มีปริมาณสูงกว่า 200 มม. ก็คล้อยตามเพราะคิดว่าเป็นปริมาณฝนที่ตกในช่วงระยะเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าสูงมาก เนื่องจากมีปริมาณเกินความจุของท่อระบายน้ำและคูคลอง ฉะนั้นการมีน้ำท่วมขังคงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อดูข้อมูลเชิงลึก กลับพบว่าไม่ใช่ปริมาณฝนใน 1 ชั่วโมง เช่น ที่เขตพระนคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณฝนมากที่สุดคือ 203 มม.ในช่วงเวลาฝนตกตั้งแต่ 00.10-05.00 น. ของวันเสาร์ที่ 14 ต.ค. 60 หรือระยะเวลาเกือบ 5 ชั่วโมง (ส่วนที่ท่านผู้ว่าฯ กทม.ให้สัมภาษณ์ว่าที่เขตพระนครมีปริมาณฝน 214.5 มม.นั้น เป็นการรวมปริมาณฝนในช่วงเวลาอื่นเข้าไว้ด้วย) หรือที่บริเวณดินแดง ซึ่งมีน้ำท่วมสูงและขังเป็นเวลานาน พบว่ามีปริมาณฝน 174 มม.ในช่วงเวลาฝนตกตั้งแต่ 01.00-05.00 น. หรือระยะเวลา 4 ชั่วโมง ผมเกิดความสงสัยว่า ทำไมที่ดินแดงซึ่งมีปริมาณฝนน้อยกว่าที่พระนคร แต่กลับมีน้ำท่วมถึงขั้นวิกฤติ ผมจึงดูข้อมูลปริมาณฝนอย่างละเอียดเป็นรายชั่วโมง พบปริมาณฝนดังนี้

เวลา 01.00 น. ปริมาณฝน 17 มม.
เวลา 02.00 น. ปริมาณฝน 25 มม.
เวลา 03.00 น. ปริมาณฝน 93 มม.
เวลา 04.00 น. ปริมาณฝน 37.5 มม.
เวลา 05.00 น. ปริมาณฝน 1.5 มม.

นายสามารถ ระบุต่อว่า "จะเห็นได้ชัดว่า ปริมาณฝนต่อชั่วโมงไม่สูง ยกเว้นเวลา 03.00 น. ซึ่งมีปริมาณฝน 93 มม. เพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น ที่มีปริมาณฝนค่อนข้างสูง ผมจึงขอตั้งข้อสังเกตถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณดินแดงเป็นช่วงเวลานาน ดังนี้ 1. ในขณะที่ฝนตกไม่มีการเดินเครื่องสูบน้ำที่สถานีสูบน้ำดินแดง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ด่านเก็บค่าทางด่วนบนถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่อยู่ หรือเป็นเพราะเครื่องเสีย เพราะหากมีการเดินเครื่องสูบน้ำ น้ำจะไม่ท่วมสูงและขังอยู่เป็นระยะเวลานาน เนื่องจากระบบท่อระบายน้ำในกรุงเทพฯ สามารถรับน้ำได้ 60 มม.ต่อชั่วโมง แต่ตามข้อมูลข้างต้น พบว่ามีฝนตกลงมาในแต่ละชั่วโมงน้อยกว่า 60 มม. ยกเว้นในเวลา 03.00 น. เพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น ที่มีฝนตกลงมา 93 มม. ซึ่งเกินความจุของท่อ แต่ถ้ามีการเดินเครื่องสูบน้ำตั้งแต่ฝนเริ่มตกอย่างต่อเนื่อง น้ำก็จะไม่ท่วมขังเป็นเวลานานแน่นอน เนื่องจากสถานีสูบน้ำดินแดงจะสูบน้ำจากคูน้ำริมถนนวิภาวดีรังสิตไปที่บึงมักกะสัน เพื่อส่งต่อไปที่อุโมงค์มักกะสันต่อไป อีกทั้ง จะสูบน้ำเพื่อระบายไปสู่คลองสามเสนด้วย 2. ก่อนฝนตกไม่มีการพร่องน้ำ การพร่องน้ำเป็นการสูบน้ำออกจากท่อ และคูคลอง ซึ่งจะทำให้ท่อและคูคลองมีพื้นที่รับน้ำฝนที่จะตกลงมา น้ำก็จะไม่ท่วมขังเป็นเวลานาน กทม.สามารถพร่องน้ำก่อนฝนตกได้ล่วงหน้านับชั่วโมง เพราะ กทม.มีเรดาร์ถึง 3 เครื่อง เรดาร์เหล่านี้ทำหน้าที่ตรวจจับกลุ่มฝน ทำให้รู้ว่ากลุ่มฝนจะมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อไหร่ เมื่อรู้แล้ว กทม.สามารถพร่องน้ำในท่อและคูคลองได้ล่วงหน้าก่อนฝนตก อนึ่งที่ผ่านมา กทม.มักจะอ้างว่าไม่สามารถพร่องน้ำในคลองแสนแสบได้ เพราะจะทำให้ไม่สามารถเดินเรือได้ แต่ในกรณีนี้เป็นช่วงเวลาที่เรือในคลองแสนแสบได้หยุดให้บริการแล้ว ดังนั้น กทม.จะใช้ข้ออ้างนี้ไม่ได้"

"หาก กทม.ชี้แจงว่า ได้ทำการพร่องน้ำแล้ว ถามว่า กทม.กล้าเปิดเผยข้อมูลระดับน้ำในคลองต่างๆ ในช่วงเวลาก่อนฝนตก ระหว่างฝนตก และหลังฝนตกหรือไม่ ข้อมูลระดับน้ำเหล่านี้จะชี้ให้เห็นว่ามีการพร่องน้ำจริงหรือไม่ ซึ่งถ้าข้อสังเกตของผมถูกต้อง กทม.ก็ไม่สามารถจะโยนความผิดไปที่ปริมาณฝนหรือขยะได้อีกต่อไป แต่ กทม.จะต้องหันมามองที่การบริหารจัดการน้ำของตนเอง มิฉะนั้นคนกรุงเทพฯ จะต้องเตรียมลุยน้ำในหน้าฝนต่อไปอีกเช่นเคย ทั้งหมดนี้ไม่อยากเห็นท่านผู้ว่าฯ กทม.ต้องออกมาขอโทษพี่น้องประชาชนคนกรุงเทพฯ เป็นครั้งที่ 3" นายสามารถ ระบุ