วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อัศจรรย์ฟ้าเปิด ร.10 เสด็จฯยกฉัตรพระเมรุมาศ ฝนหยุดตก-แดดทอแสงรำไร

พระราชทานไฟหลวง-หีบเพลิง 22 ต.ค.บวงสรวงครูแทงหยวก

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงยกนพปฎลมหาเศวตฉัตรยอดพระเมรุมาศ และพระราชทานโคมไฟหลวงไปในการพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระเมรุมาศจำลอง ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งทุกจังหวัดทั่วประเทศและพระราชทานหีบเพลิงไปในการพิธีถวายพระเพลิงในต่างประเทศ ขณะที่ต้นกล้วยตานี 50 ต้นจากสวนในจังหวัดจันทบุรี สำหรับใช้จัดทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธานบนพระเมรุมาศ ถูกลำเลียงเข้ามาไว้ในโรงโขน ในพระบรมมหาราชวังแล้ว ด้านพสกนิกรยังหลั่งไหลถวายพวงมาลัยที่หน้าซุ้มประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ที่หน้าพระบรมมหาราชวังเหลือเวลาอีกเพียง 6 วัน ก็จะถึงวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ซึ่งปวงพสกนิกรไทยนับวันยิ่งอาลัยและใจหาย ขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งยังนำพวงมาลัยดอกดาวเรืองไปถวายสักการะที่หน้าซุ้มพระฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ถนนหน้าพระลาน หน้าพระบรมมหาราชวังอย่างไม่ขาดสายตลอดวันตลอดคืนด้วยความจงรักภักดีอย่างที่สุด

กล้วยตานี 50 ต้นจากจันทบุรีเข้าวังแล้ว

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 18 ต.ค. ที่โรงโขน โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพระบรมมหาราชวัง นายธนวินทร์ จุ้ยอนันต์ นักจัดการในพระองค์ปฏิบัติการ กองศิลปกรรม สำนักพระราชวัง ในฐานะตัวแทนสำนักพระราชวัง ที่เดินทางไปประกอบพิธีบวงสรวงตัดต้นกล้วยตานี 50 ต้น จาก 3 สวน ในจังหวัดจันทบุรี นำขบวนรถบรรทุก 3 คัน ที่ขนกล้วยตานีซึ่งถูกปลูกขึ้นสำหรับใช้จัดทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธาน บนพระเมรุมาศ เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ทางประตูช่องกุดก่อนจะเริ่มกระบวนการขนย้ายลงจากรถ โดยใช้ทีมช่างเครื่องสดราชสำนักที่เป็นชายล้วนตามธรรมเนียมปฏิบัติราชสำนักฝ่ายใน ที่อนุญาตให้บุรุษเท่านั้นที่สามารถจับต้องกล้วยตานีที่จะใช้ทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธาน ที่ผ่านพิธีทั้งหมด เข้าพักรอไว้ด้านหลังอาคารโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ แล้วมีการประกอบพิธีสงฆ์ทอดผ้าบังสุกุล 1 ไตร เป็นอันสิ้นสุดกระบวนการ รอการประกอบพิธีบวงสรวงช่างเครื่องสด ครั้งสำคัญ ในวันที่ 19 ต.ค. ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯมาทรงเป็นองค์ประธานในพิธี

แยกต้นเอกเก็บรักษาโดยเฉพาะ

นายบุญชัย ทองเจริญบัวงาม นักจัดการในพระองค์ชำนาญการ กองศิลปกรรม สำนักพระราชวัง หนึ่งในทีมออกแบบเครื่องสดประดับพระจิตกาธาน กล่าวว่า นอกจากต้นกล้วยตานีจากจังหวัดจันทบุรีแล้ว ยังมีต้นกล้วยตานีจากอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี จากจังหวัดอ่างทอง ที่จะถูกขนมารอพิธีบวงสรวงในวันที่ 19 ต.ค. สำหรับการดูแลรักษากล้วยทั้งหมด จะถูกวางโดยรองผ้าขาวและคลุมด้วยใบตอง โดยเฉพาะต้นกล้วยตานีต้นเอก ที่ตัดเป็นปฐมฤกษ์จะถูกแยกไปเก็บรักษาไว้เฉพาะ เนื่องจากต้องใช้สำหรับการแทงหยวกประดับพระจิตกาธานชั้นสำคัญ คือชั้นเรือนยอดฉัตรชั้นที่ 9 ในลายลูกฟักช่องกระจก สำหรับกระบวนการคัดเลือกต้นกล้วยตานี ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะต้องเป็นกล้วยที่ปลูกขึ้นเฉพาะ ก่อนการปลูกมีการขอรุกขเทวดาเรียบร้อย ทั้งต้องมีความสูง 4 เมตร เส้นผ่าศูนย์ กลางประมาณ 1 ฟุตเศษ ฯลฯ

ทีมช่างเครื่องสดพร้อมปฏิบัติงาน

ผู้แทนกองศิลปกรรมสำนักพระราชวัง กล่าวด้วยว่า ทีมช่างเครื่องสดประดับพระจิตกาธาน ทั้งหมด 323 คน ประกอบด้วย ช่างฝีมือฝ่ายใน ช่างฝีมือดอกไม้ประดิษฐ์ ช่างแทงหยวกราชสำนัก ช่างสกุลแทงหยวก ศิษย์เก่าโรงเรียนช่างฝีมือในวังชาย-หญิง ร่วมกับตัวแทนช่างจาก 4 ภาค ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้เข้าร่วมในพิธีนี้ มีความพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต และจะใช้อาคารโรงโขน โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ เป็นสถานที่ปฏิบัติงาน เริ่มตั้งแต่หลังพิธีบวงสรวง วันที่ 19 ต.ค.เป็นต้นไป จะมีการเร่งจัดทำดอกไม้ประดิษฐ์ การทำร้อยกรองชั้นยอดเรือนเก้า เป็นฝีมือของฝ่ายในสำนักพระราชวัง โดยจะประดับคู่กับดอกเข็มประดิษฐ์ประดับเลื่อมสีทอง 4 แสนดอก ที่ให้ประชาชนจิตอาสาร่วมกันทำขึ้น

22 ต.ค. บวงสรวงครูช่างแทงหยวก

นายบุญชัยกล่าวอีกว่า กระทั่งในวันที่ 22 ต.ค. จะมีพิธีบวงสรวงครูช่างแทงหยวก จึงจะเริ่มกระบวนการแทงหยวกกล้วยตานีทั้งหมด เพื่อให้คงความสด จากนั้นวันที่ 25 ต.ค. เวลา 05.00 น.จะนำขึ้นประดับบนพระจิตกาธานให้เสร็จก่อนเวลา 16.00 น. ทั้งเมื่อสิ้นสุดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว ในวันที่ 27 ต.ค. จะมีพิธีจำเริญน้ำ ตามจารีตของช่างราชสำนัก เนื่องจากกาบกล้วยที่โดนเพลิงไหม้นั้น ถือว่าเป็นพระเพลิงศักดิ์สิทธิ์จากฟ้า การดับพระเพลิงได้ต้องใช้น้ำจากพระคงคาเท่านั้น จึงต้องนำกาบกล้วยบางส่วนที่เหลือ ลงเรือที่ราชวรดิฐ นำล่องไปปากคลองบางกอกใหญ่หน้าป้อม วิชัยประสิทธิ์ ทำพิธีขอพระคงคาดับเพลิงฟ้าให้ร่มเย็น จึงจบหน้าที่ช่างเครื่องสดราชสำนัก

ใช้กล้วยตานีจากสวนนนท์อีก 11 ต้น

ขณะที่ช่วงเช้าวันเดียวกันนายเกษม ปฐมฤกษ์ อายุ 37 ปี ข้าราชการกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวง วัฒนธรรม เจ้าของสวนกล้วยตานีหม้อ หมู่ 6 ตำบลหนองเพรางาย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี นำต้นกล้วยตานีหม้อจากสวนของตัวเอง ที่ทำพิธีบวงสรวงขอขมาและตัดเตรียมไว้ 9 ต้น และต้นกล้วยตานีหม้อจากสวนของนายวัฒนา เดชศรีสุข อายุ 75 ปี อีก 2 ต้น รวม 11 ต้น ขึ้นรถกระบะไปส่งวิทยาลัยในวัง (ชาย) เพื่อใช้ในการแทงหยวกประกอบพระจิตกาธาน ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีนายบุญชัย ทองเจริญบัวงาม นักจัดการงานในพระองค์ชำนาญการ เป็นผู้รับมอบ

ใช้ดอกไม้สื่อถึงคนไทยไม่ลืม ร.9

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรูปแบบเครื่องสดประดับพระจิตกาธาน ในพระราชพิธีนี้ถูกออกแบบขึ้นโดยยึดตามรูปแบบเดิม ที่ศึกษามาจากภาพถ่ายเก่าในหอจดหมายเหตุ งานพระบรมศพ รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 โดยผนวกเข้าด้วยกัน ด้วยหลักแนวคิดที่ใช้สัญลักษณ์ที่จะสื่อถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยดอกปาริชาต สีเหลือง และม่วงอมชมพู ที่สื่อถึงดอกไม้บนสรวงสวรรค์ ตามตำนานไตรภูมิ มีกลิ่นหอม ซึ่งใครได้กลิ่นจะสามารถระลึกชาติได้ เปรียบเหมือนคนไทยทั้งประเทศจะไม่ลืม “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

ประดิษฐ์คิดค้นแบบใหม่ 1 แบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า แบบของเครื่องสดพระจิตกาธานนี้ ที่เรือนชั้นยอดประดับด้วยร้อยกรองดอก ไม้สดเป็นตาข่ายทุกชั้น การประดับชั้นรัดเอว (ประดิษฐานพระโกศจันทน์) ประดับลายแทงหยวก ลายกลีบบัวจงกลซ้อนกาบลาย 5 ชั้น ด้านหน้าประดับดอกปาริชาต 16 ดอก หมายถึงสวรรค์ 16 ชั้น ส่วนการตกแต่งชั้นเรือนไฟ หรือเรือนฟืน จะมีรูปเทวดานั่งคุกเข่า พระหัตถ์ถือขรรค์ 8 องค์ ประดุจพิทักษ์รักษาและส่งเสด็จฯกลับสู่สรวงสวรรค์ ส่วนลายแทงหยวกใช้ลายราชสำนักโบราณ 5 แบบ และประดิษฐ์คิดค้นใหม่ 1 แบบ คือ ลวดลายประดับเสาเรือนไฟ ที่ช่างกองศิลปกรรม คิดขึ้นใหม่เป็นลายเถารูปเลขเก้าไทย

ประชุม ผวจ.ซักซ้อมงานถวายพระเพลิง

เวลา 09.00 น. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายข้อราชการของกระทรวงมหาดไทย และซักซ้อมแนวทางการปฏิบัติงาน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ให้แก่ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า จะติดตามความความพร้อมในการจัดงานพระราชพิธีสำคัญ ส่วนมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย กระทรวงมหาดไทย ได้ประสานความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงให้ดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวด รวมทั้งให้ติดตามสถานการณ์ทางการข่าวและการแจ้งเตือนประชาชนให้ร่วมกันดูแลความสงบเรียบร้อย วันนี้ก็จะมีการเน้นย้ำในเรื่องนี้อย่างเต็มที่โดยเฉพาะในพื้นที่จัดงาน

พร้อมทุกจุดถวายดอกไม้จันทน์

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า หากประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาร่วมพระราชพิธีสำคัญดังกล่าว กรุงเทพมหานครได้จัดเตรียมจุดถวายดอกไม้จันทน์และพระเมรุมาศจำลองในพื้นที่ต่างๆไว้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงด้านการจัดการจราจร ได้เตรียมพร้อมไว้เช่นกัน นอกจากนี้ ประชาชนในภูมิภาคสามารถร่วมแสดงความอาลัยได้ในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งจัดสร้างพระเมรุมาศจำลองไว้จำนวน 76 แห่งทั่วประเทศและจุดถวายดอกไม้จันทน์จำนวน 802 แห่งในทุกอำเภอ รวม 878 แห่ง ยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ร.10 เสด็จยกฉัตรยอดพระเมรุมาศ

ต่อมาเวลา 17.00 น. สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่ง มายังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง จากนั้นในเวลา 17.09 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต มายังพระที่นั่งทรงธรรม พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ทรงยกนพปฎลมหา เศวตฉัตรยอดพระเมรุมาศ ในการนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ โดยเสด็จด้วย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการอำนวยการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างพระเมรุมาศและบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ และพระยานมาศงานพระราชพิธีฯ เฝ้ารับเสด็จ

นายกฯกราบบังคมทูลรายงาน

นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลรายงานและเบิกคณะกรรมการจัดสร้างพระเมรุมาศ ประกอบด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ ประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เลขานุการคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ และคณะผู้ออกแบบพระเมรุมาศ มีนายธีรชาติ วีรยุทธานนท์ สถาปนิกชำนาญการ นายก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรมชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร วิศวกรโครงสร้างพระเมรุมาศ นายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล หัวหน้ากลุ่มวิศวกรรม สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร วิศวกรชำนาญการพิเศษ

ทรงเจิมแล้วทรงยกมหาเศวตฉัตร

จากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมนพปฎลมหาเศวตฉัตร นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ถวายสายสูตรยกนพปฎลมหาเศวตฉัตร โหรหลวงลั่นฆ้องชัย ชาวพนักงานประโคม สังข์ แตรและดุริยางค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยกนพปฎลมหาเศวตฉัตรขึ้นสู่ยอดพระเมรุมาศ แล้วพระราชทานสายสูตรคืนอธิบดีกรมศิลปากรรับไปผูกไว้ที่เสาบัว จากนั้นเสด็จฯไปทอดพระเนตรพระที่นั่งทรงธรรมและพระเมรุมาศ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ

อัศจรรย์ฟ้าเปิดขณะประกอบพิธี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนพิธียกนพปฎลมหาเศวตฉัตรเริ่มขึ้น ได้มีฝนตกโปรยปรายลงมาและหยุดลง ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จพระราชดำเนินมาถึงลานพระราชพิธี ในขณะนั้นท้องฟ้ายังคงครึ้ม ทั้งมีลมพัดอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงเวลาอันเป็นมงคลฤกษ์ 17.17 น. ขณะที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจิมนพปฎลมหาเศวตฉัตรและในห้วงเวลาที่นพปฎลมหาเศวตฉัตรลอยขึ้นสู่ยอดพระเมรุมาศ ท้องฟ้าที่ครึ้มกลับมีแสงแดดรำไร ส่องมายังพระเมรุมาศ ซ่าง และหอเปลื้อง ทางฝั่งทิศตะวันตก ทำให้เป็นประกายสีทองอร่ามสวยงามมาก ขณะเดียวกัน ลมที่พัดอย่างต่อเนื่องกลับนิ่งสงบให้นพปฎลมหาเศวตฉัตรลอยขึ้นไปประกอบยังยอดพระเมรุมาศอย่างสมพระเกียรติ ในเวลา 17.19 น. สร้างความอัศจรรย์ใจให้กับผู้ร่วมพิธีเป็นอย่างยิ่ง

นายกฯเข้าเฝ้าฯรับพระราชทานไฟหลวง

ค่ำวันเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.พร้อมคณะประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางบุษยา มาทแล็ง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด และผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ที่รับผิดชอบพื้นที่พระเมรุมาศทั้ง 8 แห่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานไฟหลวงและรับพระราชทานหีบเพลิงไปในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ บพิตร ของประชาชน ในการนี้นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯถวายเข็มที่ระลึกในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผวจ.รับหีบเพลิงและไฟหลวงพระราชทาน

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางไปยังตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเชิญไฟหลวงพระราชทานและหีบเพลิงพระราชทานไปยังตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีและคณะถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อจากนั้น ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเบิกรายชื่อผู้เข้ารับหีบเพลิงพระราชทานและไฟหลวงพระราชทานตามลำดับ ดังนี้ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด เสร็จแล้ว นายกรัฐมนตรีและคณะ ถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นอันเสร็จพิธี

พสกฯยังหลั่งไหลถวายพวงมาลัย

ส่วนที่ถนนหน้าพระลาน หน้าพระบรมมหาราชวัง ตลอดทั้งวันมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางนำพวงมาลัยดอกไม้มาถวายสักการะหน้าซุ้มพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช กันอย่างต่อเนื่อง น.ส.รติยาภรณ์ ชูแก้ว หรือลูกปัด อายุ 19 ปี สาวสงขลา ที่ได้รับเลือกจากบริษัท อีอาร์เอ็ม ไทยแลนด์ เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2017 นำพวงมาลัยดอกดาวเรืองมาถวายสักการะ และเปิดเผยว่า ได้อธิษฐานขอให้ประสบความสำเร็จ นำชื่อเสียงกลับมาให้ประเทศไทย เพราะในวันงานพระราชพิธี ถวายพระเพลิงพระบรมศพ ไม่ได้อยู่ เนื่องจากต้องเดินทางไปประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2017 ที่ญี่ปุ่น ภูมิใจที่ได้เกิดมาใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ประทับใจที่พระองค์ทรงรับสุนัขจรจัดมาเป็นสุนัขทรงเลี้ยง เพราะตนเป็นคนรักสุนัขเหมือนกัน ได้น้อมนำเรื่องความเมตตา ความขยัน และความอดทนมาใช้ในชีวิตประจำวันด้วย และเวลาท้อแท้ไม่มีกำลังจะทำอะไร จะนึกถึงพระองค์และทำให้ผ่านไปได้

40 ปีในต่างแดน มี “ร.9” ยึดเหนี่ยวใจ

เช่นเดียวกับนางอมรรัตน์ จันต๊ะ หรือน้าตุ๋ย ซิดนีย์ เจ้าของร้านอาหาร “ชาติไทย” ร้านอาหารชื่อดังมีทั้งหมด 9 สาขา ในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเดินทางมาเมืองไทยเพื่อถวายสักการะ ในหลวงรัชกาลที่ 9 และก่อนเดินทางกลับเมื่อวันที่ 18 ต.ค. ได้นำพวงมาลัยดอกดาวเรืองเข้าถวายสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ “รัชกาลที่ 9” ที่ถนนหน้าพระลาน กล่าวว่า ถึงแม้ว่าจะพำนักอยู่ต่างประเทศมาเป็นเวลานานเกือบ 40 ปี แต่มีความจงรักภักดีรัชกาลที่ 9 มาตลอด สิ่งที่ยังคงสำนึกในใจเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเกือบ 40 ปีนั้น คือความเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเสมอมาและได้นำพระราโชวาทมาปรับใช้กับชีวิตในต่างแดน ถึงแม้ว่าพระองค์ท่านจะจากพวกเราไปถึง 1 ปีแล้วก็ตาม แต่ยังคงรู้สึกใจหายทุกครั้งที่นึกถึงและเห็นพระฉายาลักษณ์ การเดินทางมาไทยครั้งนี้จึงเป็นการตั้งใจที่จะกลับมากราบพระองค์และร่วมแสดงความอาลัยในการส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย

เยี่ยมชมการซ้อมมหรสพ

ที่โรงละครแห่งชาติ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมการซ้อมมหรสพสมโภชในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ว่า การแสดงมหรสพครั้งนี้ใช้นักแสดงมากถึง 3,000 คน ได้รับรายงานว่ามีความพร้อมแล้ว กว่าร้อยละ 90 นักแสดงและครูผู้ฝึกสอนทุกคนต่างตั้งใจที่จะแสดงถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และนับเป็นมงคลแห่งชีวิตที่จะได้แสดงต่อหน้าพระที่นั่ง ในพระราชพิธีถวายพระเพลิง โดยในวันที่ 21 ต.ค. คณะนักแสดงจะมีการซ้อมร่วมกับฉากทั้ง 3 เวทีมหรสพ บริเวณท้องสนามหลวงทิศเหนือ จะมีการทดลองระบบไฟ ระบบเสียง เพื่อดูความพร้อมของการแสดงทั้งหมด

ขนเครื่องประกอบฉากเข้าพื้นที่

นายศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ผู้กำกับการแสดงละครเรื่องมโนราห์ กล่าวว่า การฝึกซ้อมละครเรื่องมโนราห์ มีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 90 โดยใช้ผู้แสดงจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) จำนวน 121 คน เป็นคณาจารย์นักศึกษาคณะศิลปนาฏดุริยางค์และคณะศิลปศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลป ศาลายา โดยการแสดงจะผสมผสานละครนอกกับละครชาตรี ทำให้มีสีสันและอัตลักษณ์ กระบวนท่ารำมีความวิจิตรงดงามเข้ากับทำนองเพลงไพเราะ ชมแล้วสนุกสนานเพลิดเพลิน ขณะนี้ได้ขนเครื่องประกอบการแสดงฉากของละครมโนราห์ อิเหนา และละครรำมหาชนกเข้าพื้นที่จริง กำหนดฝึกซ้อมใหญ่วันที่ 21-22 ต.ค.

ปลงผมผู้บวชถวายรัชกาลที่ 9

ที่ลานหน้าองค์พระประธานพุทธมณฑล จ.นครปฐม วัดพิชยญาติการาม ร่วมกับกระทรวงกลาโหม จัดพิธีปลงผมผู้เข้าร่วมบรรพชาอุปสมบท ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ จำนวน 1,339 คน หลังจากปลงผมแล้วจะมีพิธีบรรพชาในวันที่ 19 ต.ค. เวลา 08.30 น. โดยมีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีบรรพชา ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจะแยกย้ายไปเข้าพิธีอุปสมบทยัง 39 วัด ที่จัดเตรียมไว้ ก่อนกลับมาอยู่ปฏิบัติธรรมที่อาคารโพธิญาณมหาวิชชาลัย พุทธมณฑล จ.นครปฐม ถึงวันที่ 30 ต.ค.