วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ใจสลาย! 1 วันแห่งความโศก บันทึกจากลูกถึงพ่อของแผ่นดิน จดจำไม่ลืมเลือน

13 ตุลาคม 2559...เรายังจำบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าครั้งนั้นได้ดี หัวใจของประชาชนคนไทย ณ เวลานั้น เจ็บปวดรวดร้าวไปกับการสูญเสียครั้งใหญ่หลวง เมื่อสำนักพระราชวังประกาศว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต

1 ปีช่างผ่านไปไวเสียเหลือเกิน...

13 ตุลาคม 2560...ก่อนเข้าเช้าวันที่ 13 ตุลาคม เพื่อนพี่น้อง คนรู้จักของเราในโลกโซเชียลโพสต์แสดงความแปลกใจถึงปรากฏการณ์อันน่าเหลือเชื่อ "หมอกสีขาวปกคลุมทั่วเมืองหลวง" หรือตามตำราโบราณนั้น เรียกหมอกนี้ว่า “หมอกธุมเกตุ” ซึ่งเคยเกิดขึ้นครั้งในวันเดียวกันนี้ แต่ปีที่แล้ว คือ 13 ตุลาคม 2559 ภายหลังจากที่สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์การเสด็จสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9

ในค่ำคืนก่อนถึงวันครบรอบ 1 ปี การจากไปของพระเจ้าแผ่นดินที่เรารักและเทิดทูนไว้เหนือเกล้า ณ คืนนั้น เรานอนอยู่บนเตียง ทิ้งเรื่องราวในหัว สลัดปัญหาชีวิตมากมายไว้ชั่วคราว เราหยิบหนังสือ “ใต้เบื้องพระยุคลบาท” ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ขึ้นมาอ่าน ใจหนึ่งอยากทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อเป็นการระลึกถึงพ่อหลวง ใจหนึ่งอยากเปิดโลกทัศน์ตัวเองจากเรื่องราวของพ่อ

ในหลายช่วงหลายตอนของหนังสือ ทำเรายิ้ม ทำเราร้องไห้ หรือแม้กระทั่งทำเราขนลุกด้วยความปลาบปลื้ม โดยมีตอนหนึ่งในหนังสือ ซึ่งเขียนเอาไว้ชนิดที่ว่า ตรงกับบรรยากาศ และความรู้สึกของเรา ณ ขณะนั้นอย่างที่สุด “เดินเข้าไปในห้องส่วนตัว เปิดตู้เสื้อผ้าแน่นตู้เต็มไปหมด ถามคุณใส่หรือเปล่า ใส่บ้างไม่ได้ใส่บ้าง เก็บไว้ทำไมไม่รู้ เสียดายแล้วยังซื้อเติมไปเรื่อยๆ นะ พอเซลทีไรก็ซื้อ ประเดี๋ยวซื้อต้นไม้ข้างนอกดีกว่ามันยังงอกงาม มันยังให้ประโยชน์กับเราโดยตรง...ลองหยิบขึ้นมาทีละตัว และถามตัวเองว่า 3 เดือนแล้วใช้หรือเปล่า ตัวนี้ถ้าใช้วางไว้ซีกหนึ่ง ถ้าคำตอบว่าไม่ได้ใช้ เอาวางไว้อีกซีก ผมรับรองว่าไม่ได้ใช้กองโตกว่าที่ใช้อีก...”

ในขณะที่อ่านข้อความนี้ ภาพจำลองในหัวของเราคือ ตู้ข้างเตียงนอนของเราเอง ภายในตู้เสื้อผ้ามีเสื้อผ้าไม่ต่ำกว่าร้อยตัว ไม้แขวนเสื้อที่ใช้แขวนเบียดกันแน่นเอี๊ยดจนไม่สามารถแขวนเสื้ออีกตัวได้ เสื้อผ้าที่ซื้อมาใหม่ต้องพับและกองไว้ในตะกร้า แต่จะมีเสื้อผ้าเพียง 10-15 ตัวเท่านั้นที่เราจะหยิบมาใส่อยู่เสมอ ซึ่งก็จริงอย่างที่ ดร.สุเมธ ได้ไล่เรียงเอาไว้ในหนังสือ ตามที่ ดร.สุเมธ ได้เรียนรู้จากรับสั่งของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ว่า “ลดความฟุ่มเฟือย อยู่ธรรมดา อยู่อย่างด้วยเหตุด้วยผล เงินมันก็เหลือ”

ในค่ำคืนนั้น เราหลับไปพร้อมกับหนังสือ และหลับไปพร้อมกับคำสอนของพระองค์ท่าน จนรุ่งเช้า เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงทีวี ทุกช่องกำลังเสนอภาพบรรยากาศสวดพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ รวมทั้ง ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศนำพวงมาลัยและดอกไม้สดเดินทางมากราบสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บริเวณกำแพงหน้าพระบรมมหาราชวังอย่างต่อเนื่อง

เรารีบลุกจากที่นอน อาบน้ำล้างหน้าล้างตา แต่งเนื้อแต่งตัวออกไปร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 อย่างที่ตั้งใจจะทำในวันหยุดนี้

เรากดโทรศัพท์ไปที่เบอร์ 1348 เพื่อสอบถามเส้นทางรถเมล์ โดยหวังว่า จะไม่ให้การเดินทางของเราครั้งนี้ไปเป็นภาระกับพี่ป้าน้าอาที่ต้องใช้เส้นทางร่วมกันกับเรา เพราะสิ่งใดก็ตามที่ทำให้รถติดน้อยลง เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น

เมื่อเดินทางไปถึงสนามหลวง เราเดินไปที่จุดคัดกรองท่าช้างทันที แต่เดินไปได้ราวๆ 750 เมตร ก็พบท้ายแถวของประชาชนที่มากราบสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ อยู่บริเวณหน้าท่ามหาราช เรายืนเข้าคิวอยู่ราวๆ 45 นาทีท่ามกลางฝนที่ตกโปรยปราย จึงจะได้เข้าไปสู่จุดคัดกรอง แต่เชื่อเถอะว่า การยืนรอคอยในระยะเวลานานๆ เช่นนี้ ไม่ได้ทำให้อารมณ์ของเรา และพี่ป้าน้าอาที่ยืนอยู่ข้างกันหงุดหงิดรำคาญใจแม้แต่น้อย

ทุกคนในบริเวณนั้น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างตามภาพที่เห็น เช่น ลูกเล็กเด็กแดงที่ไม่ได้พกร่มมา ผู้ใหญ่ที่อยู่ ณ บริเวณนั้นแทบจะทุกคน ก็พร้อมที่จะสละร่มที่พกมาเพียงคันเดียวให้เด็กน้อยได้เอาไว้กางกันแดดกันฝน คุณตาคุณยายที่หน้ามืดวิงเวียน ก็ได้ยาดมยาหม่องจากหลานๆ ที่ไม่คุ้นหน้าคอยหยิบยื่นให้ เพราะในความโศกเศร้า ยังคงมีแสงเงาจากความเอื้ออารีของคนไทยด้วยกันส่องสว่างอยู่เสมอ

เรายืนรออีกราวๆ 1 ชั่วโมง วินาทีแห่งความปลาบปลื้มก็มาถึง...เรายืนตั้งจิตอธิษฐานถึงพระองค์อยู่ชั่วครู่ จากนั้น จึงได้เข้าไปกราบสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมมาลัยดอกดาวเรืองที่เตรียมมา

ณ เวลานั้น เราขนลุกอย่างบอกไม่ถูก ภาพในหัวของเรามีแต่ภาพพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรตามถิ่นทุรกันดาร ทรงถือแผนที่ติดพระวรกายอยู่ตลอดเวลา ทรงมีพระเสโทหยดลงมาตรงปลายพระนาสิกเพราะความเหน็ดเหนื่อย ภาพเหล่านี้ตัดสลับไปสลับมาอยู่ในหัวของเราตลอด

เสร็จสิ้นจากภารกิจอันแสนจะปลาบปลื้มใจนี้ เรายังนั่งเรือข้ามฟากจากท่ามหาราชมุ่งหน้าไปยังท่าวังหลัง ณ เวลานั้น เวลาก็ล่วงเลยไป 19.00 น. เห็นจะได้ เราเดินเข้าโรงพยาบาลศิริราช เพราะหวังว่าจะไปหาซื้อไอศกรีมนมสด ของสวนจิตรลดา ที่ร้าน Golden Place (โกลเด้น เพลซ) แต่บรรยากาศภายใน รพ.ศิริราชนั้น คลาคล่ำไปด้วยผู้คน

ทุกคนล้วนใส่เสื้อสีดำ แววตาของผู้คนที่เราเดินผ่านนั้น มีน้ำตาเอ่อล้นอย่างยากที่จะอดกลั้น บางคนกอดรูปในหลวง รัชกาลที่ 9 บางคนเงยหน้ามองขึ้นไปบนอาคารเฉลิมพระเกียรติ (อันเป็นที่ประทับครั้งที่ 'ในหลวง รัชกาลที่ 9' เสด็จเข้ารักษาพระวรกาย)

จากนั้น เรายังเดินฝ่าผู้คนไปยังต้น ‘ศรีตรัง’ (6 สิงหาคม 2554 ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังบริเวณสนามหญ้าลานพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เพื่อทรงปลูกต้น ‘ศรีตรัง’)

โดยครั้งหนึ่ง เรา ในฐานะผู้สื่อข่าวได้ทราบข่าวจากแม่บ้านของศิริราชที่ทำงานอยู่ในบริเวณนั้นว่า ใบของต้นศรีตรังเริ่มร่วงหล่นตั้งแต่เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงผ่าตัด จนมาถึงวันที่พระองค์ท่านสวรรคต ต้นศรีตรังต้นดังกล่าว ก็แห้งเหี่ยวราวกับยืนต้นตาย

ขณะที่ ต้นศรีตรังในวันนี้ ยังคงดูแห้งเหี่ยว ปราศจากใบ แต่ยังคงสามารถยืนตระหง่านท่ามกลางศิริราชได้...

นอกจากนี้ เรายังมีโอกาสได้ร่วมร้องเพลง “ความฝันอันสูงสุด” (เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 43) ไปกับคณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล และบุคลากรของทางโรงพยาบาล โดยใจความท่อนหนึ่งจากเพลงดังกล่าวนั้น มีบทกลอนช่วงหนึ่งกล่าวไว้ว่า

“..จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา..”

ในท่อนนี้ เราได้ยินเสียงสะอื้นจากผู้คนที่ยืนอยู่รอบข้าง เราได้เห็นหยาดน้ำตาจากผู้คนที่รักพ่อสุดหัวใจ...