วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เรื่องเล่าพระราชา 'ผึ้ง สิริยส' หนึ่งในผู้ร่วมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ

เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต และวงศ์ตระกูล ของ 'ผึ้ง' สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยา ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณได้ร่วมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เพื่อให้สมพระเกียรติ และส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเธอ เปิดใจให้ไทยรัฐออนไลน์ ฟังว่า ตนเองรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นหนึ่งในหนึ่งร้อยราชสกุล ที่ได้ร่วมเดินในครั้งนี้ 

เธอเริ่มเล่าให้เราฟังตั้งแต่เริ่มคัดเลือกราชสกุลเลยว่า ด้วยความที่พี่เป็นลูกคุณพ่อ พลเอกยศ ที่ท่านได้ถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาอย่างจงรักภักดีสูงสุดด้วยเวลาอันยาวนาน ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณที่จะได้เข้ามาร่วมในครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติอย่างมาก ถามว่าริ้วขบวนในนามราชสกุลก็มีประมาณ 120 กว่า แล้วเราก็อยู่ใน 100 ราชสกุลที่ยังคงเหลืออยู่ เพราะว่าเทพหัสดินเป็นสายราชสกุลตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ก็ส่งชื่อไป แล้วแต่ว่าทางเขาจะคัดเลือกหรือเปล่า น่าจะเป็นสำนักนายกฯ กับสำนักพระราชวัง ที่เลือกว่าจะมีท่านไหนที่จะเดินร่วมในริ้วขบวนบ้าง ริ้วขบวนก็มี 6 ริ้ว พี่เดินริ้วที่ 3 ริ้วที่ 3 เป็นริ้วที่เวียนพระเมรุมาศ ก็คือเหมือนกับเวียนพระเมรุ 3 รอบ

'ความรู้สึกเราก็ดีใจมาก แล้วก็รู้สึกตอนที่ส่งชื่อไปเขามีให้เขียนประวัติ เขียนว่าเราเป็นใคร ลูกเต้าเหล่าใคร ทำอะไรมาบ้าง แล้วพอดีคุณพ่อพี่รับราชการ คุณพ่อคือพลเอกยศ เทพหัสดินฯ แล้วคุณแม่คุณหญิงเพลิน เทพหัสดินฯ ทั้ง 2 ท่านได้ถวายงานมานานมาก ตั้งแต่หลาย 10 ปีที่ผ่านมาแล้ว ครั้งนี้ก็คงเป็นบารมีของพ่อแม่เราที่ทำงานถวายทั้งพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็สมเด็จพระราชินี ในราชวงศ์นี้มานาน'

ตัวเรานั้นไม่ได้เป็นคนรับราชการเลย แล้วเทพหัสดินมี 5 คน เป็นผู้หญิงคนเดียว นอกนั้นผู้ชายหมดเลย ก็เลยรู้สึกว่าถือว่าเป็นบุญ แล้วก็มีความสำคัญมากๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตเรา

เรื่องเล่าพระราชา : ร้องเก่งจังเลย 

หากย้อนไปในครั้งยังเล็ก ผึ้ง ย้อนความจำครั้งนั้นว่าได้เข้าวัง ติดตามคุณพ่อคุณแม่ไปทุกที่ แม้กระทั่งวันครบรอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เลยมีโอกาสได้เห็นพระองค์ท่านแบบใกล้ชิด และเป็นบุญมากที่สุด

ตอนเราเด็กเราได้เคยตามพ่อแม่ไปในงานเนื่องในโอกาสพิเศษสำคัญ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันครบรอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส และงานต่างๆ มาตั้งแต่เด็กๆ มีความรู้สึกว่าเราได้เห็นพระองค์ท่านตั้งแต่เด็ก ได้ชื่นชมพระบารมี พระองค์ท่านก็ทรงมีเมตตากับราชสกุลเสมอ หรือทางที่คุณพ่อรับราชการ เราก็มีโอกาสได้ติดตามคุณพ่อไปด้วย มีครั้งหนี่งเราร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ตอนอายุ 10 ขวบต้นๆ ตั้งใจร้องมากและได้อยู่ด้านหน้าพอดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทั้งสองพระองค์ท่านก็ทอดพระเนตรมาที่เรา ด้วยความที่เราเป็นเด็ก เราร้องอย่างตั้งใจมาก เพราะเราร้องอยู่ที่โรงเรียนเป็นประจำอยู่แล้ว ทั้งสองพระองค์ท่านก็ทรงยิ้มใหญ่เลย พอร้องเสร็จ พระองค์ท่านก็ตรัสว่า "ร้องเก่งจังเลยนะจ๊ะ"

ตอนเด็กๆ พี่นั่งอยู่ที่โต๊ะกับพ่อแม่ โต๊ะแยกออกมาจากงานเลี้ยง แต่วันนั้นพระองค์ท่านเสด็จออกมานั่งด้วยที่โต๊ะเล็กๆ นั่งกันอยู่ 3 คน พระองค์ท่านมากับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระองค์ตรัสว่า นี่ลูกสาวคุณยศ พ่อก็เลยให้เราก้มลงไปกราบพระบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนนั้นพระองค์ท่านประทับอยู่ด้วยกัน 3 พระองค์ ก็ยังเสียดายว่าตอนนั้นเด็กนะ อยากได้รูป แล้วก็ไม่รู้จะไปหารูปที่ไหน เพราะว่าเห็นว่ามีช่างภาพถ่าย แล้วพ่อก็บอกว่าให้ไปก้มกราบพระบาท คือก็เลยรู้สึกว่า เรารัก เราผูกพัน

พอโตขึ้นมาเราเริ่มเข้าใจว่า ภาพในชีวิตที่เราเห็นว่าพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปไหน ไม่เห็นเป็นพื้นที่ที่สวยเลย ป่ามีแต่นกมีแต่เรื่องแบบไม่สวยจริงๆ นะ ในทีวีที่พี่ดู แล้วมันเด็กๆ พี่ก็รู้สึกว่า พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปทำไมกัน ตอนเด็กเราก็ไม่รู้จักคำว่ากันดารนะ รู้แต่ไม่สวย แล้วก็แห้งๆ ดำๆ แดงๆ หม่นๆ ไม่เห็นมีอะไรสวยๆ ให้เราดูในทีวีเลย แล้วก็เห็นอย่างนั้นทุกวัน

ตอนเด็กๆ รู้สึกว่าไม่เห็นสนุกเลย น่าเบื่อจัง แต่พอโตขึ้นมาถึงได้รู้ว่า พระองค์ท่านคือที่สุดแล้ว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณมากจนไม่รู้จะพูดอย่างไร นั่งอ่านหนังสืออย่างที่พี่บอก อ่านไปแล้วรู้สึก 4 พันกว่าโครงการนี้คือ พระองค์ท่านทรงทำเยอะมากๆ ถ้าคนไทยทุกคนน้อมนำในสิ่งที่พระองค์ท่านทรงคิด และนำสานต่อเป็นรูปธรรม ประเทศไทยจะยิ่งเจริญมากมายมหาศาลเลย จริงๆ นะเสียดายที่บางอย่างที่พระองค์ท่านทรงทำ อาจจะมีคนไม่ค่อยเข้าใจในหลักการ เพราะอาจจะเป็นอะไรที่ค่อนข้างทันสมัยอยู่ หรือขัดกับความคุ้นเคย หรือว่าขัดกับผลประโยชน์ ก็เลยอาจจะยังได้ไม่เต็มที่ นี่คือสิ่งที่อยากจะบอก

ซ้อมหนัก แต่ตั้งใจ

ถือว่าโชคดีมากๆ ที่ได้เข้าวังตั้งแต่เด็กๆ?

พี่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ตั้งแต่ตอนเด็กๆ เพราะพี่ถือว่าพี่โชคดี พี่เป็นลูกคนสุดท้อง พ่อแม่ก็ไม่ค่อยทิ้งไว้บ้าน ไปไหนก็หิ้วไปด้วย ไม่ว่าต่างจังหวัด หรือไปเยี่ยมทหาร หรือไปทำกิจกรรมอะไรที่เกี่ยวกับสังคม เขาก็จะเอาพี่ไปด้วย เราก็เลยรู้สึกว่าเรารักทหารมาก แล้วก็รักสถาบันพระมหากษัตริย์ที่สุด รักแบบเทิดทูนสุดชีวิต

นอกจากนี้ ผึ้ง ยังได้เล่าให้เราฟังต่อว่า ตนเองได้ร่วมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ มีการเตรียมตัวเบื้องต้นเริ่มตั้งแต่ดูแลตัวเองเลย

ปกติจะเป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกายเลย น้อยมาก คือเราต้องมีความตั้งใจ ความพยายามมากในการที่จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เราสามารถที่จะมีความเข้มแข็งพอ เพราะว่ามันต้องตื่นตี 3 เวลามาซ้อม แล้วก็กว่าจะได้เดินจริงๆ ประมาณเกือบใกล้เที่ยง คือช่วงเวลานั้นเขาก็จะเอาเราไปฝึกไปซ้อม ไปทำ ไปทานอาหาร แล้วก็เตรียมตัวต่างๆ

แล้วก็สอนขั้นตอนต่างๆ การเดิน การทำเสียงสัญญาณ สัญญาณอะไรตอนไหนเราต้องทำอะไร ในช่วงเวลาไหน ก็เหมือนเราไปฝึกทหาร เอาจริงๆ ตอนเด็กๆ เราก็อยากเป็นทหาร เพราะว่าเกิดมาเราก็เห็นทหาร แล้วก็รักทหารมาก ทหารบกนะ

จริงๆ ก็มีตอนเด็กๆ ก็อยากเป็นทหารเหมือนกันนะ แต่ก็ไม่รู้ทำไมมีความรู้สึกว่า เราจะไหวเหรอ เพิ่งมานั่งคิดได้วันหลังว่าเสียดายที่ไม่ได้เป็นทหาร เพราะจริงๆ ชอบเครื่องแบบทหารมาก แล้วก็มีความรู้สึกว่า ทหารมีความสำคัญสำหรับประเทศชาติ

คลุกคลีกับวงการทหารมาตั้งแต่เด็กๆ เลยใช่มั้ย?

ก็ลืมตามาก็คลุกคลีไปแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าผูกพันกับทหาร แล้วก็เห็นว่าเขาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เยอะแยะมากมาย

ซ้อมมากี่เดือนแล้ว?

3 เดือนแล้ว วันจริงคิดว่าต้องไหวนะ พี่พยายามทำตัวเองให้ต้องไหว เพราะอย่างที่บอกว่าพี่เป็นคนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ทุกวันนี้ต้องมีเทรนเนอร์ ก็ 3 เดือนมาแล้วที่ต้องมีเทรนเนอร์ ต้องลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ทานอาหารให้มีวินัย ทานวิตามิน ปรับเวลาชีวิตใหม่ ว่าเราจะต้องตื่นกี่โมง ทานอะไรกี่โมง ยังไง คือปรับนาฬิกาชีวิตใหม่เลย

แล้วก็คือดูเหมือนมันไม่ บางคนก็อาจจะรู้สึกว่าขนาดนั้นเหรอ แต่สำหรับตัวเรา ด้วยลักษณะไลฟ์สไตล์ อายุ แล้วก็เราอยู่แอร์ซะส่วนมาก ยืนกลางแดด เดินกลางแดดเป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง ตื่นเช้าหนักมาก ตี 3 แล้วก็เดินเป็นชั่วโมง อยู่ในกลางแดดเป็นชั่วโมง ในตอนเวลากลางวัน 11 โมง เที่ยง บ่ายโมง ตอนนี้หน้าดำหมดแล้ว ฝ้าเต็มไปหมด

แต่ก็รู้สึกว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราต้องทำให้ได้ แล้วให้ผ่านพ้นไปให้ได้ เพราะอยากที่จะอยู่ในริ้วขบวนเพื่อให้ดูสวยงาม แล้วเป็นการทำให้สมพระเกียรติพระองค์ท่านด้วย

เพราะตอนที่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต วันที่รู้เราก็อยู่ศิริราชนะ เราไปเลย ทิ้งทุกอย่างแล้วก็นั่งสวดมนต์ แล้วพอเขาประกาศว่าท่านเสด็จสวรรคต มันไม่ร้องไห้เลยนะ ตอนนั้นมันงง มันตกใจ มันใช่เหรอ มันไม่ใช่หรอก จนแบบกลับมาบ้านนั่งคนเดียวมันร้องไห้ แบบบ้าไปแล้ว คือร้องไห้แบบร้องจริงจังหนักมาก แล้ววันรุ่งขึ้นตอนเช้าต้องไปทำงาน แล้วก็พอเรียกลูกน้องมาคุย มาประชุมงาน มันพูดไม่ได้เลย มันร้องไห้อย่างเดียว ลูกน้องก็แบบอึ้ง ทุกคนก็งงมาก ทุกคนก็เสียใจนะ พอตอนบ่ายที่จะมีการเคลื่อนพระบรมศพจาก รพ.ศิริราช ไปยังพระบรมมหาราชวัง เราก็ไป

ถึงแม้จะไม่ได้เข้าถึง แต่ก็ยังไปรับพระองค์ท่าน

ใช่ค่ะ ไปอยู่ตรงปลายสะพานพุทธ คือเดินไปจากตรง 4 แยกคอกวัว คือเดินไปตลอดเลย ร้อนยังไงไม่รู้ ใครเป็นลมก็ไม่รู้ คือต้องหา คือเราอยู่ไม่ได้ ยังไงเราก็ต้องไป เห็นแค่ไหนไม่รู้แต่ก็ต้องไป เมื่อก่อนตอนแรกใครจะมาสัมภาษณ์ หรือใครมาคุยเรื่องพระองค์ท่าน พูดไม่ได้เลยนะ ร้องไห้อย่างเดียวเลย

1 ปีที่ไม่เคยลืม 

ความรู้สึกเป็นยังไงบ้าง 1 ปีที่ผ่านมาแล้ว?

ก็รู้สึกรักและผูกพันไม่เคยลืมเลือน แล้วก็รู้สึกว่าอยากจะให้ทุกคนรวมถึงตัวเอง นำคำสอนหรือสิ่งที่ท่านทรงทุ่มเททั้งพระวรกาย จิตใจ เวลา ทั้งหมดของชีวิตพระองค์ ที่สร้างโครงการต่างๆ นำมาใช้จริงๆ และให้อยู่ยั่งยืนถาวรตลอดไป ถึงจะสมกับการที่เราบอกว่า เราสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อยากให้ทุกคนอย่าพูดแต่ว่ารักพระองค์ท่าน ต้องทำให้จริงๆ เพื่อให้โครงการพระราชดำริ 4,000 กว่าโครงการไม่เสียเปล่า เราต้องรักษา และยึดไว้ให้อยู่กับประเทศไทยตลอดไป ไม่ใช่ว่าอยู่กับรัชกาลไหน รุ่นใด แต่จะต้องอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป


ความรู้สึกที่ใกล้ถึงวันนั้นแล้ว รู้สึกยังไง

ด้วยความที่เราไม่ได้ดูคลิปที่เกี่ยวกับพระองค์ท่านเลย คือถ้าดูแล้วเรามีความรู้สึกว่าทุกข์ เสียใจมาก ร้องไห้ตลอดเวลา เราก็เลยอ่านหนังสือเป็นหนังสือที่แม่เล่าให้ฟังของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ หรืออ่านเป็นคำสอนและโครงการในพระราชดำริของพระองค์ท่าน ว่าพระองค์ทรงทำอะไรบ้าง เราซึมเข้าไปในสายเลือด อยู่เข้าไปในทุกอณูของร่างกายแล้ว ไม่มีความคลางแคลงอะไรในความบริสุทธิ์ หรือความประเสริฐของพระองค์ท่าน และเราก็จะไม่มีวันลืมเลือนในสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำไว้ แต่เราอยากจดจำว่าพระองค์ท่านทรงทำอะไร แล้วเราจะต่อยอด สานต่อ คงไว้ คือความรักมันมีไม่เสื่อมคลาย ไม่ลดลง พูดไม่ถูกนะ

คำสอนของพระองค์ท่าน 


คำสอนหรือพระราชดำรัสที่นำไปใช้ตลอด

จริงๆ แล้ว ความรัก ความสามัคคีพระองค์ท่านทรงพูดบ่อยมาก พี่ชอบการปิดทองหลังพระ กับเรื่องของบ้านเมืองที่มีทั้งดีและไม่ดี ไม่มีใครทำให้เป็นคนดีได้ทั้งหมด การที่บ้านเมืองสงบสุขปกติ ไม่ใช่เป็นการทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากส่งเสริมคนดีๆ ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีมีอำนาจ หรือก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ อันนี้พี่ว่าดี คือเป็นการครอบคลุมสิ่งนอกเหนือจากนั้น

คนเรายกย่องส่งเสริมคนรวย คนที่มีเงิน มีฐานะ แต่ไม่ได้มองเลยว่าเขาเป็นคนดีรึเปล่า เงินที่ได้มา มาจากไหน ถูกต้อง สุจริตมั้ย ทำอาชีพสุจริตรึเปล่า แต่พระองค์ท่านทรงสอนให้เรามองคนดี ส่งเสริมคนดี ให้โอกาสคนดีได้มีโอกาสปกครอง หรือมีฐานะเป็นผู้นำ พี่ว่าเป็นสิ่งที่ประเทศเราตอนนี้น่าจะหันมามอง ชื่นชม ยกย่องมากกว่าคนที่รวย

ถ้าเป็นคนรวยที่ทำอาชีพสุจริต เราก็ต้องยกย่อง แต่ถ้าเป็นคนรวยที่รวยด้วยการได้มาของเงินไม่ถูกต้อง หรือไม่สุจริต เราก็ไม่ควรไปยกย่องเขา มันทำให้สังคมสับสน ทำให้คนดีหมดกำลังใจ พี่คิดว่าคนดีเขาคงไม่คิดที่จะอยากได้รับการยกย่องหรืออะไร แต่อย่างน้อยคนน่าจะให้เกียรติกับคนดี ให้การยกย่องเขา เพื่อสร้างคนดีๆ ให้มากขึ้น มีกำลังใจที่จะสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศ หรือสังคมที่เขาอยู่

อยากให้ฝากถึงคนไทยในแง่ที่เป็นประชาชนคนไทย อยากบอกความรู้สึกถึงพระองค์ท่าน

ถ้าพูดถึงพระองค์ท่านได้ เราจะขอจดจำ ทำตามสิ่งที่พระองค์ท่านทรงสอนมาตลอดพระชนม์ชีพ จะน้อมนำมาปฏิบัติให้ได้มากที่สุด มั่นใจว่าพระองค์ท่านจะเสด็จประทับอยู่บนสรวงสวรรค์อย่างมีความสุข

ขอให้คนไทยอย่าลืมพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านคือ ให้คนไทยรักใคร่ สามัคคีกัน ประเทศไทยมีความสงบร่มเย็น ถ้ารักพระองค์ท่านจริงๆ ก็อยากให้มีคำนี้ว่า ให้รัก มีเมตตาต่อกัน ช่วยกันทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

'เหมือนพ่อแม่คนที่เรารักจากเราไปแล้ว เรามักจะบอกว่าจากไปด้วยความไม่ต้องกังวลใจ อยากให้คนไทยทำได้แบบนั้น'