วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อัพ หมู่ ลง YouTube ไม่ช่วยอะไร อีก2เดือน EVSปิดตำนาน กับ แคมเปญ ลงขัน ทางรอดธุรกิจDVD

“ผมกำลังจะเลิกทำธุรกิจ ที่ทำมาเกือบ 30 ปี ในอีก 2 เดือนข้างหน้านี้แล้วครับ”

“ปัจจุบัน รายได้หลักเรา ไม่ได้มาจากการขายแผ่น นานมากแล้วครับ”

คำพูดจาก 2 ผู้บริหารบริษัทธุรกิจผลิตแผ่นดีวีดี ที่ต้องเผชิญหน้ากับ พายุบ้าคลั่ง แห่งการละเมิดลิขสิทธิ์ ในประเทศไทย ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เพียงแต่ฝ่ายหนึ่ง ขอยอมแพ้ในสมรภูมิ กับบรรดานักลักลอบทำผิดกฎหมาย

เพราะคิดว่าทำอย่างไรก็คงไม่มีวันชนะ!

แต่อีกฝ่ายหนึ่ง ขอสู้ต่อไป โดยงัดสารพัดกลเม็ดต่างๆ มาเพื่อรับมือ นักทำผิดกฎหมาย โดยไม่ของอนง้อ อำนาจรัฐ เข้ามาช่วยเหลือ อีกแล้ว!

โดยหนึ่งในกลเม็ดที่น่าสนใจ จนเป็นที่มาให้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ต้องขอเข้าไปพูดคุยก็คือ “โปรกเจกต์ลงขัน” Kickstarter แบบไทยๆ ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

อะไรคือ ที่มาที่ไป ทำไมต้องลงขัน เราจะไปฟังจากปากของ เจ้าของ โปรเจกต์นี้ ควบคู่ไปกับ อะไร...คือเหตุผล ที่ทำให้ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ใน สายธารแห่งการแข่งขัน ธุรกิจวีซีดี และดีวีดี มายาวนานกว่า 30 ปี ต้องขอถอดใจ ปิดบริษัทไปทำอาชีพอื่น

คุณกวิน โรจน์รัตนวาณิชย์ ผู้จัดการฝ่ายดิจิตอล บริษัทดรีมเอ็กซ์เพรส จำกัด หรือ เดกซ์ DEX ขวัญใจแฟนๆ อนิเมะ และโอตาคุ ทั้งหลาย รู้จักกันดี และ คุณสุทธิสรร สุรนันท์กิ่งเพชร หรือ เฮียเสก ประธานกรรมการบริษัท อี.วี.เอส. เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ผู้ชอกช้ำ จาก ดีวีดี การแสดงสด หมู่ ของ อุดม แต้พานิช ที่เป็นข่าวครึกโครมก่อนหน้านี้

ภาคที่ 1 ปัญหา
ผลกระทบทางธุรกิจ จากปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งในรูปแบบออนไลน์ และแผ่นผี

เฮ้อออออ ..... เฮียเสก ถอนหายใจยาว ก่อนจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่สุดแสนจะยากลำบากออกมาจากปาก ว่า “ผม...กำลังจะปิดบริษัท เลิกทำธุรกิจที่ทำมาเกือบ 30 ปี ในอีก 2 เดือนข้างหน้า ไปทำอาชีพอื่นแล้ว มันไม่ไหวแล้วจริงๆ เรื่องการขายซีดี และดีวีดี ตอนนี้ การละเมิดในออนไลน์มันเยอะมาก ขนาดพวกขายแผ่นผีซีดีเถื่อน มันยังพูดกันเลยว่า ทุกวันนี้มันยังขาดทุน นับประสาอะไรกับผม

สังเกตดูสิ ทุกวันนี้มีใครทำแผ่นซีดีหรือดีวีดีหนัง หรือคอนเสิร์ตใหม่ๆ ออกมาขายกันบ้างไหม ออกมาก็โดนก๊อบปี้ ไม่มีคนซื้อ มีแต่คนอยากดูฟรี!

อย่าง เดี่ยว ของ คุณโน้ต อุดม ครั้งต่อไป ก็คงไม่มีแผ่นดีวีดี บันทึกการแสดงสดออกมาขายอีกแล้ว หากใครพลาดซื้อตั๋วไปดูไม่ได้ ทุกอย่างก็จบแค่นั้น

ในขณะที่ฝ่าย คุณกวิน กล่าวกับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายไม่ต่างกันว่า

“ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันธุรกิจขายแผ่นดีวีดีของเราได้รับผลกระทบจากปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้ง แผ่นผี ซีดี เถื่อน แต่ที่หนักที่สุด และที่หนักจริงๆ คือ การปล่อยโหลดบิต และการเปิดเว็บไซต์ดูหนังฟรีต่างๆ จนยอดขายลดน้อยลงกว่าเมื่อก่อนค่อนข้างมาก พูดกันตรงๆ ก็คือ ยอดขายลดลงทุกปี

ทำให้ปัจจุบันรายได้หลักเรา ไม่ได้มาจากการขายแผ่นนานมากแล้วครับ"

สภาพธุรกิจ ขายแผ่นซีดีและดีวีดี ในปัจจุบัน

ประเด็นนี้ เจ้าของบริษัทอีวีเอส กล่าวว่า ทุกวันนี้ ไม่มีสินค้าใหม่ของทางบริษัท อีวีเอส ออกสู่ท้องตลาดอีกต่อไปแล้ว เพราะเราไม่ได้ผลิตสินค้ามานานแล้ว ...

ที่ขายอยู่ทุกวันนี้ เป็นสินค้าเก่าที่ผลิตไว้นานแล้ว ซึ่งมีขายอยู่บ้าง กระจายอยู่ตามร้านสะดวกซื้อต่างๆ

ส่วนสินค้าที่ค้างอยู่ในสต๊อก ซึ่งเป็นแผ่นซีดี ดีวีดี ลิขสิทธิ์ หนังจีน หนังฝรั่ง อยู่ในโกดังรวมๆ กันหลายล้านแผ่น ส่วนแผ่นบันทึกการแสดงสด เดี่ยว 11 และหมู่ นั้น รวมๆ กัน ค้างอยู่ประมาณหลักแสนแผ่น

นี่ขนาด..ลดราคามาขายแค่แผ่นละ 10 บาท 20 บาท บางแผ่นแค่ 9 บาท เรียกว่า แทบจะเลหลังขายกันเลย ก็ยังแทบจะขายไม่ได้

เอาละ...หากตอนนี้ ใครสนใจ จะซื้อแผ่นละ 5 บาท เชิญมาที่บริษัทผมได้เลย มีเยอะแยะ ผมเอาแค่แผ่นละ 5 บาท! และหากเลหลังแบบนี้แล้ว ยังขายไม่หมด เดี๋ยวผมก็คงต้องเอาแผ่นไปชั่งกิโลฯ ขายต่อไป ส่วนเครื่องผลิตซีดี ดีวีดี ที่ลงทุนไปหลายล้านบาท ก็คงมีค่าเป็นเพียงแค่เศษขยะต่อไป

และอีกไม่นานต่อจากนี้ ผม...กล้าพูดเลยว่า บริษัทที่ทำธุรกิจขายแผ่นดีวีดี ซีดี ถูกลิขสิทธิ์ ก็คงจะค่อยๆ ทยอยตายตามๆ กันไป ในอีกไม่นานแน่นอน

ด้าน ผู้จัดการฝ่ายดิจิตอล DEX กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า 2-3 ปี หลังมานี่ เราเลิกผลิตแผ่นออกมาจำนวนมากๆ เพื่อนำไปวางจำหน่าย ตามร้านทั่วๆ ไปแล้ว เพื่อปรับตัวไปตามสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะในปัจจุบัน หลงเหลือร้านค้าที่จำหน่ายแผ่นดีวีดีน้อยมากแตกต่างจากในอดีต

ภาคที่ 2 การปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ ของ หน่วยงานภาครัฐ

เฮียเสก ตอบคำถามนี้ ของทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ด้วยน้ำเสียงดุดัน ว่า ผมยังไม่เห็นเลยว่า รัฐบาล จะจัดการอะไรกับปัญหาการละเมิดที่เกิดขึ้นโครมๆ ได้

ทุกวันนี้พวกเว็บไซต์ผี ละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งแจกหนังฟรี หรือเปิดให้ดูหนังออนไลน์ฟรี ผ่านเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ ก็ยังเห็นมีกันเกลื่อน ไม่เห็นมีใครมาจัดการอะไร แถมพอรัฐบาล พูดว่าทำซิงเกิล เกตเวย์ ก็โดนคนมารุมด่าอีก แล้วแบบนี้จะไปจัดการปัญหาพวกนี้ได้อย่างไรกัน

ขณะที่ คุณกวิน กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า การแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ นั้น ส่วนตัวมองว่า การแก้ไขปัญหานี้ ควรเน้นไปที่การสร้างจิตสำนึก มากกว่า ที่จะเน้นไปที่การบังคับใช้กฎหมายปราบปราม

เพราะหากเน้นไปที่การปราบปราม สุดท้ายคนที่คิดจะหลีกเลี่ยง ก็ย่อมที่จะสามารถหาแนวทาง หรือช่องทางใหม่ๆ ในการหลบเลี่ยงได้อยู่ดี ซึ่งสำหรับผม มันก็เหมือน ปิศาจไฮดร้า ตัด 1 แยก 2 ตัด 2 แยก 8 ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น

ซึ่ง....มันไม่น่าจะใช่แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน...

ภาคที่ 3 ทางรอด
อัพโหลดยูทูบ เปิดดูออนไลน์แล้วเรียกเก็บเงิน คือทางรอด จริงหรือ?

เปิดให้ดูออนไลน์แล้วเก็บเงินน่ะหรือ? อาเฮีย เจ้าของ EVS ย้อนถามทีมข่าวฯ ก่อนจะพูดด้วยเสียงดังฟังชัดว่า

ทำยากกกกกกกก...(ลากเสียงยาว) ตอนนี้ คนชอบแต่ดูฟรี หากทำแบบดูเสียเงิน ไม่มีใครดูหรอก เพื่อนผมทำมาเยอะแล้ว ดูแบบออนไลน์ สุดท้ายเจ๊งทุกบริษัท

ส่วนการอัพโหลดลงยูทูบ มันไม่ได้เงินอะไรมากมายหรอก เพราะคนเขาดูไปแล้ว จะมาดูอะไรกันมากมาย ส่วนใหญ่ที่ทางเราอัพลงยูทูบ ในเวลานี้ ซึ่งมี เดี่ยว 11 และ หมู่ นั้น ก็ไม่ได้หวังรายได้อะไรมากมาย หรือคิดว่ามันจะคุ้มกับต้นทุนอยู่แล้ว

“เก็บไว้ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร สู้ปล่อยไป แม้จะได้กลับมาไม่คุ้ม แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย”

ในเมื่อมันเป็นแบบนี้ ผมเลยตัดสินใจเลือกวิธีการที่ง่ายที่สุด และไม่ต้องไปทะเลาะกับใครให้วุ่นวาย ผมเลือกให้ตัวผมเอง ออกมาจากจุดนั้นดีกว่า ผมยอมเจ็บของผมคนเดียว

เพราะยังไงๆ ธุรกิจนี้ มันก็เลี้ยงไม่โตอยู่แล้ว!

ไม่เอาแล้วผลิตดีวีดีขาย ขอเปลี่ยนอาชีพไปเป็นเจ้าของร้านสุกี้

ส่วนธุรกิจที่ผมจะไปทำต่อจากนี้ ก็คือ ร้านเอี่ยวไถ่สุกี้โบราณ ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวฝ่ายภรรยา แทน โดยตอนนี้ เปิดอยู่ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ รวมกันกว่า 12 สาขา แล้ว เซ็นทรัลอีสต์วิลล์ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า เซ็นทรัลพระราม 3 ซีคอน ศรีนครินทร์ เค วิลเลจ และ เมกะ บางนา

ส่วนลูกชายผม ผันตัวเอง ไปเปิด บริษัทวี.เอส สเตชั่นเนอรี่ จำกัด ผลิต เครื่องเขียน ที่ได้รับลิขสิทธิ์จากการ์ตูนดังๆ ทั้งหลาย เช่น จัสติก ลีก เซเลอร์มูน ดราก้อนบอล ซุปเปอร์แมน และแบตแมน

ทางรอดคือ ต้องทำอะไรที่ตอบโจทย์ลูกค้า เท่าทันเทคโนโลยี และแตกผลิตภัณฑ์หารายได้เพิ่ม

ขณะที่ ฝ่าย DEX มองต่างกันในประเด็นนี้ ว่า ต้องยอมรับก่อนว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคส่วนหนึ่งเปลี่ยนไป มีการไปดูผ่านทางออนไลน์ มากขึ้น ฉะนั้น ในส่วนผู้ผลิตเอง ก็อาจต้องมีการปรับตัวให้เท่าทันกับ ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าของเรา มักจะตำหนิอยู่เสมอๆ ว่า หนังของคุณทำไมออกช้าเหลือเกิน ทางแก้ของเรา ก็คือใช้โมเดล Advertising Video On Demand หรือเปิดให้ดูฟรี แต่มีโฆษณาในช่องทางออนไลน์ ซึ่งผลตอบรับที่ได้ คือ

ดีเกินคาด!

ดิวเจ้าของลิขสิทธิ์ ขอฉาย หลังออนแอร์ 30 นาที ตัดตอนขบวนการเถื่อน

ขอยกตัวอย่างกรณีล่าสุด ที่เราใช้กับ love like sunshine อนิเมะที่โด่งดังอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเราใช้วิธีดิวกับเจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศญี่ปุ่น ขออนุญาตให้ทางเรานำมาฉายแบบออนไลน์ หลังจบการ ออนแอร์ ในประเทศญี่ปุ่น เพียง 30 นาที เพื่อปิดทางไม่ให้มีใครมาทำผิดลิขสิทธิ์ แข่งกับเรา ซึ่งผลตอบรับที่ได้ ต้องบอกว่า มันดีเกินกว่าที่คาดไว้จริงๆ

ขายแผ่นไม่ได้ merchandise คืออีกหนึ่งทางเลือก

หรืออีกวิธีหนึ่งที่เราใช้ ก็คือ การหาผลตอบแทนที่จะมาจาก merchandise หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ หรือ ซีรีส์ โดยการออกอีเวนต์ต่างๆ ซึ่งผลตอบแทนในส่วนนี้ ช่วยได้มากเลยทีเดียว บางครั้งอาจจะดีกว่า การออกแผ่นขายเสียอีก

ทำให้ตอนนี้ รายได้หลักของเรา ไม่ใช่การขายแผ่นอีกแล้ว แต่มาจาก Merchandise มากที่สุด

แต่แน่นอน การจะทำแบบนี้ได้ แปลว่า เราจะต้องมีการเลือกซีรีส์ การ์ตูน หรือ ภาพยนตร์ มากขึ้น เพราะไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะสามารถนำไปทำอีเวนต์ หรือ merchandise ได้

แต่ merchandise ก็มีของก๊อบปี้นะ? ทีมข่าวฯ ย้อนถามด้วยความสงสัย

สำหรับเรื่องนี้ มันต่างออกไปนะ เพราะคนที่ชื่นชอบซื้อสินค้าแนวนี้ เขามักจะชอบเลือกซื้อของลิขสิทธิ์ เพราะมันสามารถบ่งบอกถึงความเป็นตัวตน ของคนๆ นั้นได้มากกว่า คุณกวิน ตอบคำถามนี้ ด้วยความมุ่งมั่น

อะไรคือ โปรเจกต์ ลงขัน?

คุณกวิน อธิบายแบบกระชับได้ใจความกับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า เอากันจริงๆ แนวคิดนี้ มันก็คือ Kickstarter ของต่างประเทศ นั่นแหละครับ เพียงแต่...เรามาปรับชื่อให้มัน เป็นแบบไทยๆ เพื่อให้คนไทยเรา คลิก ได้ง่ายขึ้น

เหตุผลจริงๆ ในการทำโปรเจกต์ ลงขัน คือ...?

เป้าหมายจริงๆ ของ โปรเจกต์นี้ คือ การรักษาฐานแฟนๆ อนิเมะ เอาไว้ เพราะกลุ่มตลาดนี้ เป็นกลุ่มที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก หากนำไปเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ

นอกจากนี้ก็คือ สินค้าของเราส่วนใหญ่เป็นซีรีส์ บางเรื่องกว่าจะจบซีซั่น ก็มีมากถึง 7-8 แผ่น ในขณะที่ปกติ เราอาจจะผลิตออกมา 1 แผ่นต่อ 1 เดือน จนกว่าจะจบซีซั่น แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลอย่างที่เราทราบๆ กัน ทำให้ทางบริษัทเอง ไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่า ลูกค้าจะติดตามซื้อกันจนครบซีซั่นหรือไม่ ฉะนั้น หากโปรเจกต์นี้ได้รับการตอบรับที่ดี จะทำให้เราทราบยอดการผลิตที่พอจะคุ้มต้นทุนที่แน่ชัดลงไปได้

อย่างไรก็ดี ยอดจอง จากเท่าที่เราตั้งไว้ต่ำสุด คือ 300 ยอดจอง ต่อ 1 ซีรีส์ ถึงจะผลิตออกมาให้ลูกค้าที่สั่งจอง ณ จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เพราะบางซีรีส์เอากันจริงๆ ยอดจอง ควรจะต้องสูงกว่านี้ ถึงจะคุ้มต้นทุน เพราะปัจจุบัน ต้นทุนที่จะครอบคลุมราคาขายต่อแผ่น มีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากเราผลิตออกมาขายน้อยมากแล้วนั้น อยู่ที่ ประมาณ 400 บาท ต่อแผ่น แต่สำหรับโครงการ ลงขัน ราคาต่อแผ่น โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 279 บาท ก็ถือว่าลูกค้าในโครงการนี้ ซื้อในราคาที่ลดลงพอสมควร

ฉะนั้น โปรเจกต์นี้ เราจึงมุ่งทำสำหรับลูกค้าที่อยากได้ แผ่นดีวีดีคอลเลกชั่นเอาไว้สะสมจริงๆ มากกว่า ที่จะคิดในแง่ของผลกำไร และขอยืนยันว่า ซีรีส์ที่อยู่ในโครงการลงขันนี้ ไม่ใช่ของค้างสต๊อก แล้วนำมาลดราคาจำหน่ายแต่อย่างใด แต่จะเป็นของใหม่ ที่ยังไม่เคยถูกผลิตมาก่อน

ส่วนโปรเจกต์ลงขันนี้ จะไปรอดหรือไม่รอด เพราะปัจจุบัน ก็ต้องยอมรับว่า ยอดที่สั่งจองเข้ามา มีจำนวนค่อนข้างน้อยนั้น ผมอยากบอกแบบนี้ ครับว่า ระยะเวลาปิดขันนั้น เป็นเพียงระยะเวลาที่เรากำหนดเอาไว้เบื้องต้นเท่านั้น หากเห็นว่าอาจจะยังพอมีช่องทาง หรือพอเห็นแววว่าน่าจะไปต่อได้ ก็อาจจะมีการขยายระยะเวลาออกไปได้

นอกจากนี้ หากไม่ผ่านจริงๆ เราก็ยินดีคืนเงินให้ลูกค้าครบตามจำนวน โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน