วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

1 ปีอาลัย ในหลวง ร.9 เสียใจ..แต่ต้องก้าวต่อ เผยแม่ของแผ่นดินพระพลานามัยแข็งแรง

ยิ่งใกล้วันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่จะถึงวันที่ 26 ตุลาคมนี้ บรรยากาศประชาชนบนท้องถนนก็เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง เนื่องจากชาวไทยทั้งประเทศล้วนมีความผูกพันกับพระองค์ แต่สำหรับราชนิกุล ที่เคยสนองงาน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อย่าง ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี หรือ “คุณหญิงต้น” ก็ยิ่งรู้สึกใจหาย เสียใจ แต่ก็จะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น “พลเมืองที่ดี” ให้สมกับเป็นลูกคนหนึ่งของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9

1 ปีแห่งความอาดูร จากใจ ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี

เมื่อทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เริ่มถามถึง 1 ปี แห่งการสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คุณหญิงต้นนั้นเริ่มกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ และน้ำตาคลอทันที “เศร้า...เพราะปีที่ผ่านมาเป็นปีที่แย่ แต่เราก็ต้องก้าวต่อไป เสียใจ..เสียใจได้ แต่ในฐานะที่เราเกิดมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณ อย่างชีวิตดิฉันเองเกิดมาถึงวันนี้ก็ อายุ 55 ปีแล้ว เหมือนกับเพลงที่ได้ยิน (บรรยากาศตอนสัมภาษณ์ภายในห้างแห่งหนึ่ง ได้เปิดเพลง “ในหลวงของแผ่นดิน”) ให้เน้นหนักคำว่า "หน้าที่" เราหาที่ติพระองค์ท่านไม่ได้เลย เพราะ ในหลวง รัชกาลที่ 9 นั้น ทรงทำหน้าที่ของพระองค์อย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าจะเป็นบทบาทไหน เป็นบุตร บิดา สามี และที่สำคัญที่สุดคือ พระเจ้าแผ่นดิน"

คุณหญิงต้น กล่าวว่า หากเป็นบุตร พระองค์ทรงทำให้เห็นแล้วว่า ทรงกตัญญูกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ไม่เคยทรงทำให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงผิดหวังเลย จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายก็ยังคอยรักษาพยาบาล นอกจากนี้ เมื่อพระองค์ทรงราชาภิเษกสมรส พระองค์ก็ทรงมีความรักที่ยิ่งใหญ่เป็นที่ประจักษ์ และ เป็นความรักของพระองค์ต่อสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถนั้น ยังมีความรักที่ไม่เคยทำให้คนไทยผิดหวัง และได้ทรงดูแลพระราชโอรสพระราชธิดาทุกพระองค์เป็นอย่างดี ในบทบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านก็ทรงครองแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรมเป็นที่ประจักษ์

ม.ล.ปิยาภัสร์ กล่าวต่อว่า หากพสกนิกรไทยทุกคนรู้จักหน้าที่พลเมืองที่ดี หากเป็นลูกที่ไม่สร้างปัญหาให้พ่อแม่ เป็นพ่อแม่ที่ดี คอยอบรมสั่งสอนลูก หรือ ทำงานเป็นลูกจ้าง หรือนายจ้าง หากทำหน้าที่ให้ดี ไม่เอารัดเอาเปรียบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน เราก็จะได้สังคมที่ดี หน้าที่ของคนไทย ก็ต้องช่วยกันรักษาจรรโลง เป็นชาติ ให้เจริญก้าวหน้า หากทุกคนรู้จักหน้าที่ของตนเอง เมืองไทยก็จะน่าอยู่ขึ้นเยอะ

13 ตุลาคม 2559 วันที่คนไทยทุกคนร่ำไห้...

นอกจากนี้ ม.ล.ปิยาภัสร์ ยังได้กล่าวความรู้สึกถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 วันที่คนไทยร่ำไห้ “ดิฉันเองก็ร้องไห้...(น้ำตาซึม) ตอนนั้นอยู่ที่บ้าน จริงๆ แล้วทราบข่าวตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคมแล้ว ซึ่งทุกๆ ปีตนจะต้องไปกราบขอพรเจ้าแม่กวนอิมที่เซี่ยงไฮ้ โดยก่อนหน้านั้น ประมาณวันที่ 10-11 ตุลาคม ก็พอจะทราบข่าวเรื่องนี้แล้ว วันนั้นก็เลยกราบเรียนไต้ซือ ที่เคารพที่ท่านทำพิธีให้บอกกับท่านว่า วันนี้ไม่ขอพรอะไร ขอเพียงอย่างเดียวคือ อยากให้พระองค์หายจากพระอาการพระประชวร”

คุณหญิงต้น กล่าวว่า เมื่อตอนเช้ากลับเข้ามาเพื่อรอฟังข่าว เมื่อทราบแน่ชัดแล้ว จึงเดินทางไปพระบรมมหาราชวัง ก็ไปพบประชาชนล้นหลามอยู่บริเวณทางเข้า ตนเดินผ่านเข้าไป ซึ่งทุกคนที่มาเฝ้าก็ให้ทางผ่านเข้ามา หลังจากนั้น ก็จิตตกทุกวัน แต่ก็ต้อง...ทำใจ เพื่อก้าวต่อไป ทำให้ดีที่สุด ให้สมกับที่โชคดี ที่ได้เกิดในรัชสมัยของพระองค์ท่าน...

กราบพระบรมศพเกือบร้อยครั้ง ซึ้งใจเห็นประชาชนหลั่งไหลแสดงความอาลัย

ม.ล.ปิยาภัสร์ เผยความในใจว่า..ในรอบปีที่ผ่านมา ได้เห็นประชาชนหลั่งไหลมากราบพระบรมศพ พระองค์ นั้น ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้ผิดกับความคาดหมาย เพราะทราบอยู่แล้วว่า ประชาชนต้องหลั่งไหลมากราบพ่อหลวง ร.9 ทั้งนี้ เวลาพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น ตนเป็นคนหนึ่งที่มาเฝ้าฯ เวลาที่พระองค์ท่านเสด็จออกจาก รพ.ศิริราช โดยเข้ามาเฝ้าฯ ในฐานะสามัญชนธรรมดาทั่วไป หากพระองค์ท่านเสด็จออกมา ก็จะมารับเสด็จ เพราะอยากให้พระองค์ท่านได้ทอดพระเนตรประชาชน เราก็ไปนั่งโบกธงรับเสด็จระหว่างทางที่เสด็จฯ ผ่าน

“ทุกครั้งที่ดิฉันไปกราบพระบรมศพ และได้เห็นประชาชนหลั่งไหลเข้ามากราบ ไม่มีครั้งไหนที่ดิฉันไม่น้ำตาไหล เพราะรู้สึกตื้นตัน ทุกคนมาด้วยใจที่ทุกคนไทยทุกคนเดินทางมาเพราะเคารพรักพระองค์จริงๆ เห็นถึงความอาลัยต่อพระองค์”

เมื่อถามว่าในรอบปีที่ผ่านมา ได้เข้ากราบพระบรมศพกี่ครั้ง คุณหญิงต้นน้ำตาเอ่อล้นจากดวงตาว่า “ไม่ได้นับเลยว่าไปกี่ครั้งแล้ว แต่ด้วยความโชคดีที่ยังเป็นราชนิกุล จึงสามารถเข้าไปพระบรมมหาราชวังได้หลายเวลา ดังนั้น เมื่อมีโอกาสเมื่อไหร่ก็จะเข้าไปกราบพระบรมศพ ซึ่งไม่ได้นับจริงๆ คงเกือบร้อยครั้ง ซึ่งทุกครั้งจะกล่าวว่า “ขอเดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม” ซึ่งตนได้กล่าวแค่นี้ ทุกครั้งที่กราบลง ตนรู้สึกว่าพระองค์คือเทวดา เพราะเชื่อในพระบารมีของพระองค์”

สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงดี เป็นมิ่งขวัญพสกนิกรไทย

ปัจจุบัน ม.ล.ปิยาภัสร์ ยังมีโอกาสรับใช้ทำเรื่องส่วนพระองค์เล็กๆ น้อยๆ ซึ่งในเรื่องนี้คุณหญิงต้น กล่าวว่า ตนยังมีโอกาสรับใช้สมเด็จพระนางเจ้าฯ อยู่บ้าง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตอนนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงดี อย่างที่ทุกคนได้เห็น เมื่อมีโอกาสตนเองก็จะจัดหาของใช้บางอย่างถวาย ซึ่งจะถวายตามสิ่งที่คุณข้าหลวง หรือ คุณพยาบาล บอกมาว่า ขาดเหลือสิ่งใด..

“เรายังต้องดีใจ ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ยังทรงอยู่กับเรา ขณะที่ในหลวง รัชกาล ที่ 9 พระองค์ยังทรงอยู่ในใจของเรา พระองค์ยังคงสถิตเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมของเรา จนกว่าเราจะจากโลกนี้ไป อะไรที่จะสนองพระเดชพระคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำบุญ การกุศล หรือสาธารณูปโภคสิ่งใด เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศลเราก็พร้อมจะทำทุกอย่าง”

อย่างไรก็ตาม คุณหญิงต้น ยอมรับว่า อาจจะไม่ได้เข้าร่วมขบวนพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ แต่ทางบริษัทของสามีได้รับเชิญมาคิดว่าทางสามีและผู้บริหารมากกว่าที่จะเข้าร่วมพระราชพิธี ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น 26 ตุลาคม ตนเองก็เตรียมตัวไว้แล้วว่าจะต้องไปร่วมพระราชพิธีแน่นอน แต่ไปในฐานะประชาชนคนหนึ่ง จะเข้าใกล้ให้ได้มากที่สุด ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ส่วนตัวก็เชื่อว่าในวันนั้นจะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาพระราชพิธี รัฐบาลประเมินไว้ว่าจะมีประชาชน 2 แสนคน หรือมีการจัดพระเมรุมาศจำลองในจังหวัดต่างๆ แต่ส่วนตัวก็เชื่อว่า จะต้องมีพสกนิกรเดินทางมามากกว่านั้น ซึ่งตนได้ยินข่าวว่าราษฎรเริ่มเดินทางเข้ามาแล้ว

“วันนั้นคงเป็นวันที่เศร้ามาก ถึงแม้ไม่มีใครอยากให้มีวันนี้ เหมือนกับมีคุณยายท่านหนึ่งถามพระองค์โสม (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ) ว่า “ไม่เผาได้มั้ย” แม้จะเป็นคำถามแทนใจทุกคน แต่ก็จำเป็นต้องมี สุดท้าย คือ ต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ใครจะไปวันนั้น ก็ควรเตรียมตัวให้พร้อม เตรียมน้ำเตรียมของขบเคี้ยวตามที่รัฐบาลแนะนำ ถ้าป่วยก็เตรียมยาให้พร้อม ทำตัวเป็นอารยชน อย่าทิ้งขยะ อย่างแย่งชิงผลักกันถ้อยทีถ้อยอาศัย เรามาแสดงความอาลัย แสดงความเคารพ ส่งเสด็จพระองค์เพื่อให้โลกรู้ถึงพลังความรักที่เรามีให้กับพระองค์ท่าน”

ภารกิจร่วมดูแล “โขนพระราชทาน” สานต่อ พระราชประสงค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ

นอกจากนี้ คุณหญิงต้น ยังได้กล่าวถึง “โขนพระราชทาน” ซึ่งเป็นพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในการอนุรักษ์ศิลปะการแสดงชั้นสูง โดยจะมีการจัดในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ ด้วย

ม.ล.ปิยาภัสร์ กล่าวว่า ตนช่วยดูแลเรื่องโขนพระราชทานที่ดำเนินการมา 10 ปีแล้ว ทั้งนี้ โขนพระราชทาน เป็นพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ หลายปีก่อน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กราบทูลสมเด็จฯว่า โขน ซบเซามาก ไม่มีคนดู พระองค์ก็ตกพระทัย ว่าทำไมเป็นอย่างนั้น พระองค์จึงทรงเกรงว่าจะหายไป จึงโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูให้มีโขนพระราชทาน ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเราต้องมาตีโจทย์ว่าทำไมคนถึงเลิกดู เราก็ทราบว่า โขนมีการแสดงที่นานเกินไป คนรุ่นใหม่อาจจะเบื่อ เครื่องแต่งกาย เราก็ต้องปรับปรุงให้สวยงาม เพราะสิ่งเหล่านี้ออกมาจากพระราชสำนัก แต่เมื่อเป็นยุคใหม่ เราก็จะใช้เทคนิคสมัยใหม่ แสง สี เสียง เข้ามาช่วย ทำบทให้กระชับมากขึ้น ทั้งนี้ อยากให้คนไทยได้รู้จักรากเหง้าของเราเอง ถ้าหากเราไม่รู้จักตัวเองแล้วเราจะมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยได้อย่างไร...

“ในงานพระบรมศพพระปรมินทรมหาภูมิพลนั้น ก็จะมีการแสดงโขนพระราชทานด้วย ซึ่งวันที่ 19 ตุลาคมนี้จะเริ่มซ้อม ดิฉันจะไปให้กำลังใจนักแสดง ซึ่งโขนนี้จะจัดแสดงบริเวณทิศเหนือของสนามหลวง ซึ่งตรงฝั่งนี้จะมีการแสดงมหรสพ โดยโขนพระราชทานจะแสดงเพียง 2 ชั่วโมง”

นอกจากภารกิจเรื่องโขนแล้ว ดิฉันเองก็พยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด คุณหญิงต้น กล่าวว่า ดิฉันแต่งงาน มีครอบครัว ก็พยายามอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนดี เรียนจบมา มีงานมีการทำ ก็เชื่อว่าลูกๆ จะเป็นพลเมืองที่ดี อะไรที่สามารถช่วยเหลือสังคมได้ ก็จะทำทั้งดิฉันและสามี เห็นว่าอะไรที่ช่วยสังคมได้ก็จะพยายามช่วยเหลืออยู่ ทั้งเรื่องงานของบริษัทและเรื่องส่วนตัว มีอะไรที่เป็นงานเกี่ยวกับการกุศลเข้ามา น้อยครั้งมากที่จะปฏิเสธ