วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สร้างบิ๊กดาต้าเชื่อม SME ไทยญี่ปุ่น

ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม วันนี้กำลังทำงานมือระวิง เพราะรับหน้าเสื่อเป็นกระทรวงหลักในการขับเคลื่อน โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก Eastern Economic Corridor หรือ EEC ให้สัมภาษณ์พิเศษในวารสาร

“การเงินธนาคาร” ฉบับเดือนตุลาคมที่กำลังวางแผนถึง การสร้างแพลตฟอร์มบิ๊กดาต้าใหม่ เพื่อเชื่อมข้อมูลระหว่าง เอสเอ็มอีไทยกับเอสเอ็มอีญี่ปุ่น ให้เป็นห่วงโซ่ใหม่ของโลก

เป็น ข้อมูลใหม่ ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผมจึงขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟัง

รัฐมนตรีอุตตม เปิดเผยกับ “การเงินธนาคาร” ว่า ในช่วงที่ นายฮิโรชิเกะ เซโกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น นำนักธุรกิจญี่ปุ่นกว่า 600 รายมาเยือนประเทศไทย ตนได้คุยกับ รัฐมนตรีเซโกะ ถึงแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เข้าสู่ยุค 4.0 โดยฝ่ายญี่ปุ่นเห็นว่า เรื่องสำคัญอย่างยิ่งก็คือ ต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างกัน มิติที่สำคัญที่สุดก็คือ ข้อมูลแบบ Big Data เพราะ จะช่วยให้อุตสาหกรรมสองประเทศสามารถมีห่วงโซ่การผลิตที่พาดผ่านกันได้ จากญี่ปุ่นมาไทยและกระจายไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ได้เลย

งานนี้ผมว่า รัฐมนตรีญี่ปุ่น มองการณ์ไกล หวังใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการเชื่อมโยงการลงทุนของญี่ปุ่นไปสู่กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี พร้อมกัน กลายเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นในภูมิภาคนี้ ในอนาคต

ดร.อุตตม กล่าวว่า รัฐบาลไทยก็มองว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะได้ประโยชน์สองฝ่ายทั้งไทยและญี่ปุ่น ไม่ใช่ว่าข้อมูลของไทย
จะไปญี่ปุ่นฝ่ายเดียว ญี่ปุ่นก็ต้องเปิดเผยข้อมูลมาให้ฝ่ายไทยด้วย รัฐบาลจะทำให้เกิดการแชร์ข้อมูล Big Data ระหว่าง เอสเอ็มอีไทย และ เอสเอ็มอีญี่ปุ่น โดยจะมีการ พัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ และนำมาเชื่อมต่อกัน เพื่อให้เอสเอ็มอีสองประเทศสามารถติดต่อเชื่อมต่อกันได้โดยตรง

เช่น เอสเอ็มอีญี่ปุ่น ต้องการ หาผู้ผลิตในประเทศไทย ก็จะสามารถเห็นเลยว่า เอสเอ็มอีไทยแต่ละบริษัทมีความสามารถผลิตอะไรได้บ้าง เอสเอ็มอีไทยก็สามารถนำเสนอประวัติและความสามารถในการผลิตไปให้กับคู่ค้าที่ต้องการ ในทางกลับกัน เอสเอ็มอีไทยก็สามารถมองหาโอกาสจากเอสเอ็มอีญี่ปุ่นได้เช่นเดียวกัน สามารถติดต่อกันได้โดยตรง

ดร.อุตตม กล่าวอีกว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นมีแพลตฟอร์มลักษณ์นี้อยู่แล้ว ใช้ชื่อว่า J–Good Tech ซึ่งเอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทะเบียนไว้ถึง 4,800 ราย เวลานี้ญี่ปุ่นได้เชิญธุรกิจเอสเอ็มอีไทยและกลุ่มซีแอลเอ็มวีเข้าร่วมด้วยแล้ว แต่ในความตกลงกัน จะมีการสร้างแพลตฟอร์มไทย–ญี่ปุ่นที่พัฒนาขึ้นมาเฉพาะ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี เพราะต้องมีการรวบรวมข้อมูลและกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าร่วม

คอนเซปต์ที่ญี่ปุ่นมองก็คือ ให้ไทยเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่การผลิตสมัยใหม่ ทั้งในอาเซียน และใน CLMV เพราะเมื่อสามารถเชื่อมโยงกับประเทศไทยได้ก็จะสามารถไปยังประเทศเป้าหมายได้ทั้งหมด คอนเซปต์นี้รัฐบาลไทยให้ความสนใจ เพราะเหมาะกับการขับเคลื่อนให้เกิดภาพอุตสาหกรรม 4.0 ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยีภายใต้โฟกัสไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยให้เอสเอ็มอีไทยมีโอกาสสร้างสิ่งใหม่ๆด้วยเทคโนโลยีใหม่ และข้อมูลใหม่

เมื่อแพลตใหม่นี้เกิดขึ้นแล้ว ผมเชื่อว่า เอสเอ็มอีไทย จะได้ประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะได้ ตลาดใหม่แล้ว ยังมีโอกาส แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนการผลิต กับ เอสเอ็มอีญี่ปุ่น ที่มีความก้าวหน้ากว่าเอสเอ็มอีไทย แต่ต้นทุนในไทยถูกกว่าญี่ปุ่นเยอะ

โลกในอนาคต เป็น โลกของแพลตฟอร์ม โลกของบิ๊กดาต้า โลกของเทคโนโลยีใหม่ ถ้า เอสเอ็มอีไทย สามารถเชื่อมโยงข้อมูลทุกอย่างจากเอสเอ็มอีญี่ปุ่นได้ จะเป็นประโยชน์ต่อเอสเอ็มอีไทยมาก ถ้าเอสเอ็มอีไทยรวย สามารถค้าขายไปทั่วโลก ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยอย่างแน่นอน ความเหลื่อมล้ำจะลดลงไปทันที.

“ลม เปลี่ยนทิศ”