วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อดีตหัวเลี้ยวหัวต่อฟิลิปปินส์

สำหรับผม ยุคที่เลวร้ายที่สุดของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ก็คือตอนที่นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ปกครองประเทศระหว่าง พ.ศ. 2508-2529 สองทศวรรษแห่งความฟอนเฟะ เล่นพรรคเล่นพวกและคอร์รัปชัน ทำให้ฟิลิปปินส์ตกต่ำย่ำแย่

ความหวังของคนฟิลิปปินส์ในสมัยนั้นอยู่ที่นายเบนิกโน อากีโน นักการเมืองฝ่ายค้านซึ่งเป็นคู่แข่งคนสำคัญที่สุดของประธานาธิบดีมาร์กอส น่าเสียดายที่นายอากีโนโดนมาร์กอสเล่นงานจนต้องติดคุกอยู่นานถึง 8 ปีเต็ม และต้องรับโทษประหารจากคำพิพากษาของศาลทหาร ในระหว่างที่รออยู่ในเรือนจำ นายอากีโนป่วยด้วยโรคหัวใจ สหรัฐฯซึ่งมีสายลับสายเลอะอยู่ในฟิลิปปินส์บานเบอะเยอะแยะและรู้ว่าถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ นายอากีโนตายคาคุกแน่ จึงบีบนายมาร์กอสให้ยอมส่งนายอากีโนไปรักษาที่สหรัฐฯ

มาร์กอสยอมปล่อยตัวอากีโนให้เป็นอิสระชั่วคราวเพื่อให้ไปผ่าตัดรักษาโรคหัวใจที่สหรัฐฯ เป็นเวลา 3 ปี อากีโนอยู่ที่สหรัฐฯก็หากินด้วยการไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และทำงานวิจัยที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเสตต์ระหว่างที่อยู่สหรัฐฯ นางอีเมลดา มาร์กอส บินไปพบนายอากีโน ถึง 2 ครั้ง ขอให้นายอากีโนอยู่ที่สหรัฐฯต่อไป อย่ากลับมาฟิลิปปินส์เลย เพราะที่ฟิลิปปินส์มีโทษประหารรอคุณอยู่ แถมคุณมีศัตรูเยอะ กลับมาคุณอาจจะโดนศัตรูฆ่า

แต่อากีโนก็ยังบินกลับ ทันทีที่ถึงสนามบินก็ถูกยิงตาย พลังประชาชนที่รักอากีโนและรักความยุติธรรมก็รวมตัวกันต่อต้านมาร์กอสไปทั่วประเทศ การตายของอากีโนกลายเป็นสัญลักษณ์คัดค้านรัฐบาลมาร์กอส

ประธานาธิบดีมาร์กอสออกแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนว่าคนที่ยิงอากีโนเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ที่ต้องการโยนขี้ให้รัฐบาลมาร์กอส เพื่อให้พลังประชาชนสงบ มาร์กอสตั้งคณะกรรมการไต่สวนคดีที่ส่วนใหญ่เป็นพวกตัวเอง

คนที่สู้มาร์กอสหัวชนฝาคือ นางโกราซอน โกฮวงโก อากีโน ภรรยาม่ายของอากีโนที่แต่เดิมเป็นเพียงแม่บ้าน ไม่มีความรู้เรื่องการเมืองเลย แต่หลังจากที่ได้รับความเจ็บปวดจากการที่สามีติดคุกอยู่นาน 8 ปี และตอนหลังถูกยิงตาย เธอจึงตัดสินใจออกมาทำงานการเมือง

20 ปีที่มาร์กอสครองอำนาจ แกวางฐานอำนาจของตัวเองไว้ในทุกตรอกซอกมุม ศาล อัยการ ตำรวจ ทหาร ล้วนเป็นคนของมาร์กอสทั้งประเทศ โชคดีที่ตอนนั้นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ใช่โดนัลด์ ทรัมป์ แต่เป็นโรนัลด์ เรแกน รัฐบาลสหรัฐฯ ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่รักประชาธิปไตย รัฐสภาอเมริกันก็ยังสนใจความเป็นไปของโลก

เสียงส่วนใหญ่ของสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับนโยบายกับฟิลิปปินส์ซะใหม่ สหรัฐฯไม่ควรจะหนุนมาร์กอสซึ่งเป็นเผด็จการและมีพฤติกรรมคอร์รัปชันสูงอีกต่อไป นอกจากนั้น คองเกรสยังมีมติให้สืบสวนหาข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินจำนวนมากมายมหาศาลของมาร์กอสและพวกที่ไปลงทุนในสหรัฐฯ

เดิมเรแกนมีกำหนดการที่จะไปเยือนฟิลิปปินส์ พออากีโนผู้เป็น สามีถูกยิงตาย เรแกนก็งดการเดินทาง และปรับความช่วยเหลือกับฟิลิปปินส์ลง พอรู้ว่าสหรัฐฯ ไม่โปรด มาร์กอสก็พูดผ่านสถานีโทรทัศน์เครือข่ายอเมริกันเมื่อพฤศจิกายน ค.ศ.1985 ว่า ข้าพเจ้าจะให้มีการเลือกตั้งแน่นอนในวันที่ 17 มกราคม ค.ศ.1986

ประชาชนคนทั่วไปอาจจะเฮ แต่รัฐบาลสหรัฐฯและคนที่มีการศึกษาในฟิลิปปินส์มองเห็นชัดถนัดนักว่า มาร์กอสประกาศวันเลือกตั้งอย่างกระชั้นชิดเพื่อจะไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีเวลาเตรียมพร้อม

สหรัฐฯจึงส่งมือที่มองไม่เห็นไปช่วยนางอากีโน ตั้งกลุ่มกระบวนการยุติธรรมเพื่ออากีโน เรียกร้องให้นางอากีโนลงสมัครประธานาธิบดีแข่งแรกๆแกไม่เอา แต่เมื่อมีกลุ่มอาสาสมัครออกล่าลายมือชื่อจากประชาชนคนทั่วประเทศได้เป็นล้านคน นางอากีโนจึงจำเป็นต้องลงสมัคร

ฟิลิปปินส์มีคณะกรรมาธิการการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเรียกว่า คอมเลก ส่วนกรรมการของเอกชนเรียกว่านัมเฟรล นัมเฟรลเป็นอาสาสมัครจากการรวมตัวของพ่อค้า ประชาชน นักธุรกิจ ที่ต้องการเห็นการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

คอมเลกประกาศให้มาร์กอสชนะเลือกตั้ง ส่วนนัมเฟรลประกาศว่าอากีโนชนะ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงประกาศให้มาร์กอสชนะและได้เป็นประธานาธิบดี

จุดนี้แหละครับที่ทำให้คนทั้งประเทศไม่ไหวแล้วกับผู้นำ จึงรวมตัวกันปฏิวัติโดยพลังประชาชนและก็เป็นผลสำเร็จ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com