วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รัฐปฏิเสธเพิ่มวงเงินบัตรคนจน

“ปลัดคลัง” ก้นร้อน “บิ๊กตู่” ตำหนิทำอะไรไม่ปรึกษา

รัฐบาลสะดุ้งเฮือก! ปฏิเสธเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าในบัตรสวัสดิการคนจนเป็นเดือนละ 700–800 บาท หวั่นถูกโยงการเมือง ถูกโจมตีเอื้อผู้ค้ารายใหญ่ และยังไม่แน่ใจว่ามีงบเพียงพอเพิ่มวงเงินดังกล่าว จับตา “สมชัย” คนให้ข่าวหลุดเก้าอี้ปลัดคลัง หลังนายกฯติงกลางที่ประชุม ครม.–รองนายกฯ “สมคิด” สายตรงตำหนิ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากปัจจุบันอยู่ที่เดือนละ 200-300 บาท เป็นเดือนละ 700-800 บาท โดยโยกเงินจากค่าเดินทางที่ไม่ได้ใช้บริการรถไฟหรือรถ บขส.มาทดแทนนั้นรัฐบาลขอแจ้งเพื่อคลี่คลายประเด็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง

โดย พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตำหนินายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลังผ่านไปยังนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เนื่องจากปลัดกระทรวงการคลัง คือคนที่ออกมาให้ข่าวดังกล่าวกับสื่อมวลชน โดยระบุว่า การจะให้ข่าวอะไรต้องมีข้อมูลชัดเจนพอสมควร และในที่ประชุม ครม.ครั้งนี้ไม่ได้หารือเกี่ยวกับรายละเอียดของบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมอีก แต่ในส่วนของกระทรวงจะคุยกันอย่างไรหรือไม่ตนไม่ทราบ แต่ทาง รมว.คลังก็บอกว่ายังไม่ได้คุยอะไร ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เคยหารือในที่ประชุม ครม. 2-3 ครั้ง ว่าแนวทางการดูแลผู้มีรายได้น้อยจะต้องมีการฝึกอบรมเพื่อหาทางช่วยให้เขาหารายได้เพิ่มได้เองด้วย

“นายกฯติงสั้นๆแค่นั้น ว่าปลัดกระทรวงคลังพูดอะไรได้หารือกับ รมว.คลังแล้วหรือยัง ไม่ได้พูดรายละเอียดมากไปกว่านี้ ส่วนเรื่องที่รัฐบาลจะเพิ่มวงเงินให้อีกหรือไม่นั้น นายกฯเคยคอมเมนต์ตั้งแต่เริ่มโครงการนี้แล้วว่าได้คิดทบทวนทุกมิติแล้วหรือยัง การช่วยเหลือไม่ใช่ช่วยพยุงทั้งชีวิต แค่ช่วยลดค่าใช้จ่ายเท่าที่รัฐบาลช่วยเหลือให้ได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากที่มีข่าวออกมาโดยคำสัมภาษณ์ของปลัดกระทรวงการคลังว่ารัฐบาลจะให้วงเงินสำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นเดือนละ 700-800 บาท ได้ทำให้นายกรัฐมนตรี รองนายกฯ สมคิดและ รมว.คลัง รู้สึกโกรธกับข่าวที่ออกมาอย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าจะถูกบิดเบือนเป็นประเด็นทางการเมืองว่าการเพิ่มวงเงินเพื่อเอื้อให้เอกชนรายใหญ่ขายสินค้าได้เพิ่ม อีกทั้ง ระดับนโยบายยังไม่รู้ว่าจะไปเอาเงินเพิ่มมาจากไหนภายใต้งบประมาณของรัฐบาลที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งนี้ นายสมคิดยังได้โทรศัพท์ไปตำหนิการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ของปลัดกระทรวงการคลังด้วย และจากกรณีดังกล่าวอาจจะทำให้นายสมชัย สัจจพงษ์ถูกปลดออกจากตำแหน่ง เนื่องจาก รัฐบาลมองว่าเป็นคนที่ชอบออกมาให้ข่าวมากเกินไป และชอบเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่ง ทั้งๆที่ควรมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของฝ่ายนโยบายมากกว่าออกมาพูด

ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวง การคลัง ได้เปิดแถลงข่าววันเดียวกันว่า การเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อนำไปใช้จ่ายในร้านธงฟ้าประชารัฐนั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และไม่ได้เป็นนโยบายของรัฐบาล ส่วนการให้สัมภาษณ์ของตนเมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีกระแสข่าวว่ารองนายกฯสมคิดสั่งให้กระทรวงการคลังไปศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มวงเงินในบัตรเพื่อใช้ในการซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าจึงนำเรื่องดังกล่าวมาศึกษาในทันที

“ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายเรื่องการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ในฐานะกระทรวงการคลังเจ้าของเรื่องก็ต้องศึกษาเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงให้ดีขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่จะเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยโยกเงินจากรถไฟและ บขส.มาเพิ่มเติมให้แก่ร้านธงฟ้าฯ อย่างไรก็ตาม ตนจะนำเรื่องดังกล่าวรายงานต่อนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เพื่อรับทราบแนวทางในการดำเนินงานต่อไป”

ทั้งนี้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดให้ผู้ถือบัตรที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี ได้รับเงินวงเงินเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านธงฟ้าวงเงิน 200-300 บาทต่อเดือน แล้วแต่รายได้ โดยปลัดกระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะสมทบเงินให้อีก 500 บาท จากวงเงินที่ให้ใช้สำหรับการเดินทาง

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ต.ค.60 เป็นวันแรกที่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยใน 7 จังหวัด ทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑลได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นวันแรก จึงได้ลงพื้นที่ติดตามความเรียบร้อยในการเปิดจำหน่ายสินค้าของร้านธงฟ้าประชารัฐ 2 แห่งคือ ร้านบางบอนซุปเปอร์เซ็นเตอร์ และร้านเซฟ-ดี มินิมาร์ท พบว่าการซื้อสินค้าของประชาชนเป็นไปอย่างคึกคัก โดยส่วนใหญ่จะใช้วงเงินในบัตรซื้อสินค้าประเภทข้าวสาร น้ำมันพืช เครื่องปรุงรส และของใช้ที่จำเป็นต่างๆ พร้อมขอความร่วมมือร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทำความเข้าใจกับประชาชนว่า ไม่จำเป็นต้องใช้เงินในบัตรให้หมดทันทีแต่ใช้ได้ตลอดทั้งเดือน และวงเงินของบัตรเดือน ต.ค.นี้ รัฐบาลได้ทบให้ไปใช้เดือน พ.ย.ได้โดยไม่ตัดทันทีเมื่อสิ้นเดือน เพราะยังติดตั้งเครื่องรูดบัตรได้ไม่ครอบคลุม และยังกำชับร้านค้าให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด.