วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ก.คุ้มครองสิทธิ จับมือ EU พิจารณายกเลิกโทษประหาร หลังไทยเว้นว่าง 8 ปี

กรมคุ้มครองสิทธิฯ จับมือ คณะผู้แทนยุโรป พิจารณาการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตในประเทศไทย เนื่องในวันต่อต้านการประหารชีวิตโลกประจำปี 2560 เผยข้อมูล 8 ปี เมืองไทยไร้การประหาร แถมเหลืออีก 2 ปี จะกลายเป็นประเทศยกเลิกประหารชีวิตในทางปฏิบัติ

วันนี้ 17 ต.ค.60 ที่ Park View Ballroom ชั้น 4 โรงแรม Bliston Suwan Park View Hotel เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกับ ดร.โคลิน สไตน์บัค หัวหน้าฝ่ายการเมืองและข้อมูลข่าวสาร คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางในการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตในประเทศไทย เนื่องในวันต่อต้านการประหารชีวิตโลกประจำปี 2560 (World Day against Death Penalty 2017)
   
น.ส.ปิติกาญจน์ กล่าวว่า วันที่ 10 ต.ค.ของทุกปี ได้ถูกกำหนดให้เป็นวันต่อต้านการประหารชีวิตโลก เพื่อให้ทั่วโลกหันมาตระหนักว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต เนื่องจากการประหารชีวิตถือว่าขัดหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่ และเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งนักโทษประหารชีวิต โดยส่วนใหญ่เป็นคนจนหรือคนด้อยโอกาส จึงไม่มีเงินมาจ้างทนายความที่มีฝีมือเพื่อมาแก้ต่างคดีให้กับตนเองได้ รวมทั้ง ระบบยุติธรรมทางอาญามีความเสี่ยงที่จะเกิดการเลือกปฏิบัติ และไม่มีระบบใดที่จะสามารถตัดสินได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมในทุกคดี ดังนั้น จึงอาจเกิดความผิดพลาดในการตัดสินคดีได้ ซึ่งหากได้ตัดสินประหารชีวิตไปแล้ว ย่อมไม่สามารถหาชีวิตมาทดแทนผู้นั้นได้

น.ส.ปิติกาญจน์ กล่าวอีกว่า การประหารชีวิตไม่ได้เป็นแนวทางที่จะยับยั้งอาชญากรรมได้จริง หรือช่วยให้สังคมมีความปลอดภัย หรือทำให้คนเกรงกลัวไม่กล้าที่จะกระทำผิดได้จริง เนื่องจากยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าการลงโทษด้วยการประหารชีวิตนั้น จะสามารถลดสถิติการเกิดอาชญากรรมในสังคมได้ โดยปัจจุบันสถานการณ์การใช้โทษประหารชีวิตทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลเชิงสถิติของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล พบว่า 141 ประเทศ หรือ 3 ใน 4 ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้ยกเลิกการใช้โทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายและทางปฏิบัติแล้ว คงเหลือเพียง 57 ประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทยที่ยังคงมีโทษประหารชีวิต

"สำหรับประเทศไทยนั้น มีการใช้โทษประหารชีวิตหลายวิธีซึ่งแตกต่างกันไป ตามช่วงเวลา โดยในช่วงระหว่างปี 2478-2546 จะเป็นการประหารชีวิตด้วยวิธีการยิงเป้า จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2546 ประเทศไทยได้เปลี่ยนการประหารชีวิตมาเป็นการฉีดสารพิษแทน สำหรับการประหารชีวิตครั้งสุดท้ายของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อเดือน ส.ค.2552 หลังจากนั้นจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการประหารชีวิตเกิดขึ้น ซึ่งหากประเทศไทยไม่มีการประหารชีวิตเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า (ปี 2562) ก็เท่ากับว่าประเทศไทยไม่มีการประหารชีวิตครบ 10 ปี จึงมีผลทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พักการลงโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติตามหลัก Moratorium"

น.ส.ปิติกาญจน์ กล่าวต่อว่า การดำเนินการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตในสังคมไทยให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติยังมีข้อท้าทายอย่างมาก เนื่องจากกระแสสังคมในปัจจุบันยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำความผิดด้วยมาตรการทางเลือกอื่น รวมทั้งเมื่อมีคดีสะเทือนขวัญเกิดขึ้น ในสื่อและสังคมออนไลน์ต่างเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทัศนคติของคนส่วนมากในสังคมยังคงต้องการลงโทษเพื่อแก้แค้น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมาย จึงต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียในประเด็นนี้อย่างกว้างตามแนวทางรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำหนดไว้ในมาตรา 77 และเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติตามลำดับ

"ในระยะแรกจะเน้นการศึกษาเพื่อเพิ่มดุลพินิจแก่ศาลที่จะลงโทษวิธีอื่นได้ในฐานความผิดที่มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว และในระยะต่อไปจะได้มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการไม่ใช้โทษประหารชีวิตกับความผิดบางประเภทที่ไม่ได้สัดส่วนหรือไม่กระทบต่อชีวิตของบุคคลอื่น ซึ่งการดำเนินการในเรื่องนี้จำเป็นต้องใช้เวลาและรับฟังเสียงรอบข้างอย่างรอบคอบ ดังนั้น การประชุมในวันนี้ จึงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สะท้อนความพยายามและความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการดำเนินการดังกล่าว"