วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จิตอาสาประชาราษฎร์ ตามรอยบาทองค์ราชัน

ท่ามกลางความโศกสลดที่ฝังแน่นในหัวใจคนไทยทั้งแผ่นดิน นับจากวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตที่ยากเกินกว่าจะทำใจให้ยอมรับได้ว่าเกิดขึ้นจริง แต่แล้วก็พลันบังเกิดสิ่งดีงามขึ้นในสังคมไทย นั่นคือ การเปลี่ยนความรู้สึกเศร้าเสียใจกลายเป็นพลังแห่งการให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ด้วยความมุ่งมั่นเป็นหนึ่งเดียวที่จะทำความดีถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นพ่อของคนไทยทั้งแผ่นดิน จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ “จิตอาสา” ขึ้นมากมาย เป็นจิตอาสาที่เกิดจากความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันโดยไม่จำเป็นต้องรู้จักกันมาก่อน และไม่มีข้อจำกัดด้วย ฐานะ อายุ เพศ การศึกษา ตำแหน่งหน้าที่การงาน ยศถาบรรดาศักดิ์ และมีตั้งแต่คนตัวเล็กๆ ในสังคม ไปจนถึงอดีตนายกรัฐมนตรี แต่หนึ่งเดียวที่ทุกคนมีร่วมกันคือหัวใจทุกดวง ขอเป็น “ผู้ให้” ตามรอยบาทองค์ราชัน

ทันทีที่มีการประกาศอย่างเป็นทางการถึงการเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดตามมาทันที คือการขาดแคลนเสื้อผ้าสีดำ จึงนำมาซึ่งจิตอาสาแรก คือ การบริการย้อมผ้าดำโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงการทำริบบิ้นหรือโบดำติดเสื้อ นายธราธร จุคำ จากวิทยาลัยเทคนิคโพธาราม เล่าว่า “จากข่าวปัญหาการแต่งกายของผู้มีรายได้น้อยในช่วงพระราชพิธีพระบรมศพฯ ทำให้เสื้อผ้าสีดำมีราคาแพง ผมและเพื่อนๆจึงชักชวนกันเข้าร่วม “โครงการอาชีวศึกษาเพื่อประชาชน” น้อมเกล้าฯถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เปิดให้บริการย้อมผ้าดำโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สิ่งที่ผมทำครั้งนี้เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่พระองค์ท่านทำไว้เพื่อประชาชน และผมจะขอทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านต่อไป”

เมื่อสำนักพระราชวังมีประกาศให้ประชาชนสามารถเข้าไปกราบพระบรมศพ ได้เกิดคลื่นมหาชนหลั่งไหลเข้าไปรอกราบพระบรมศพ ไม่เว้นแม้แต่เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ จึงเกิด จิตอาสาเข็นรถวีลแชร์ ซึ่งมีทั้งเด็กนักเรียน ลูกเสือ เนตรนารี รวมถึงประชาชน นายวรัญญู อภัยยานุกร เล่าว่า “ผมและเพื่อนๆลูกเสือเนตรนารี จาก ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา สุวรรณภูมิ ประมาณ 20 คน มาช่วยเข็นรถวีลแชร์ให้กับผู้พิการ ผู้สูงอายุจากจุดบริการหน้าวัดมหาธาตุฯไปศาลาสหทัยสมาคม และส่งกลับมาจุดบริการตามเดิม แต่ละวันก็เข็นรถไปกลับไม่น้อยกว่า 10 รอบ ก็เหนื่อยบ้างครับ แต่เมื่อเทียบกับความเหนื่อยที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อประชาชนแล้ว ก็รู้สึกมีกำลังใจและหายเหนื่อยครับ”

อีกหนึ่งจิตอาสาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คือ วินมอเตอร์ไซค์จิตอาสา โดยมีทั้งที่เป็นอาชีพวินมอเตอร์ไซค์ นิสิต นักศึกษา และคนทั่วไป นายชยากร สอาดวงค์ จาก มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกอย่างภูมิใจว่า “การเดินทางเข้ามาลำบากเพราะรถติดและบางคนต้องจอดรถไกลๆ ก็เลยนำมอเตอร์ไซค์มาบริการรับส่ง ผมภูมิใจกับการมาเป็นวินอาสา เพราะได้ทำอะไรเพื่อสังคม ผมดีใจที่ได้เห็นน้ำใจของคนไทยที่มีให้กันในห้วงเวลาที่เรากำลังเผชิญกับความสูญเสีย แต่พวกเราต่างแปลงความทุกข์โศกมาเป็นพลังในการทำดีเพื่อสังคม ต้องขอบคุณคำสอนของพ่อ เพราะสิ่งที่พ่อทำให้เห็นมาตลอด 70 ปี ทำให้พวกเราคิดและทำได้แบบนี้ และผมเชื่อว่าทุกคนที่ทำคงมีความสุขกับการให้ และดีใจกับสิ่งที่ได้รับ นี่เป็นกำลังใจที่ทำให้ผมขอทำหน้าที่วินอาสาต่อไป”

เมื่อมีการตั้งเต็นท์อาหารเพื่อดูแลแจกจ่ายให้คนมารอกราบพระบรมศพซึ่งมีจำนวนมาก และส่วนใหญ่ต้องใช้เวลารอยาวนาน บางครั้งถึง 10 กว่าชั่วโมง ปัญหาที่ตามมาคือเรื่องขยะ น.ส.พัณณิตา แย้มฉาย เล่าว่า “ทุกวันหยุดจะมาเป็นจิตอาสาช่วยเก็บขยะตลอดทั้งวัน เพราะ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำริเรื่องการคัดแยกขยะ จึงอยากมาช่วยสานต่องานของพ่อ ไม่รู้สึกรังเกียจงานนี้แม้แต่น้อย และจะทำจนกว่าจะถึงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิง และทุกครั้งก่อนจะกลับจะมาเข้าแถวรอกราบพระบรมศพเพื่อไปบอกว่าวันนี้ลูกได้มาทำในสิ่งที่พ่อสอนแล้ว”

ท่ามกลางแสงแดดเปรี้ยง สลับกับพายุฝนที่กระหน่ำลงมา โรคภัยไข้เจ็บจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมกับ ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา (ในขณะนั้น) จึงอนุมัติโครงการแพทย์อาสาร่วมใจถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อดูแลประชาชนที่มาแสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่านที่สนามหลวง โดยให้หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) เป็นผู้ดำเนินการ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ ผู้อำนวยการหลักสูตรฯ เล่าว่า “เป็นหน่วยแพทย์อาสาแรกที่ลงในพื้นที่สนามหลวง โดยมีนักศึกษา ปธพ.1-5 รวบรวมทีมแพทย์อาสาจากมหาวิทยาลัย กระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรงพยาบาลเอกชน หน่วยแพทย์ พอ.สว. จัดบริการทางการแพทย์ให้กับประชาชนจำนวนมากที่เข้ามาแสดงความอาลัย ซึ่งเจ็บป่วยในพื้นที่โดยมีโรงพยาบาลเข้าร่วมกว่าร้อยแห่ง และมีเภสัชกรอาสาเข้ามาดูแลระบบยาและเวชภัณฑ์ ร่วมกับศิริราช รามาฯ และจุฬา รวมถึงจัดโรงทานให้ประชาชนวันละกว่า 4,000 ราย เป็นพลังความดีของวงการแพทย์เพื่อถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งยังชวนผู้ป่วยให้รำลึกถึงพระองค์ท่านด้วยการตั้งใจทำความดีถวายในหลวงเพื่อเป็นพระราชกุศล แล้วเขียนในใบโพธิ์และไปแขวนที่ต้นไม้แห่งความดีแทนค่ารักษาพยาบาล ซึ่งพบว่ามีความตั้งใจทำความดี เกิดขึ้นนับหมื่นเรื่องบนต้นไม้แห่งนี้ตลอดโครงการ 109 วัน”

ภาพถ่ายเนื่องในโอกาสที่ได้เดินทางมากราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 คือสิ่งที่ทุกคนอยากจะมีเก็บไว้เป็นที่ระลึกและสำคัญไปกว่านั้นคือเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ จึงนำมาซึ่ง ช่างภาพจิตอาสา โดยมีทั้งช่างภาพมืออาชีพ และช่างภาพสมัครเล่น 2 พี่น้องช่างภาพจิตอาสารุ่นจิ๋ว ด.ช.ธารา ใจอ่อน และ น.ส.แพรทอง ใจอ่อน เล่าว่า “เราสองพี่น้องมาช่วยถ่ายรูป หลัง พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต 2 สัปดาห์ โดยมาเกือบทุกวันหลังเลิกเรียน ส่วนเสาร์อาทิตย์จะมาตั้งแต่เช้า เพื่อถ่ายรูปประชาชนที่มาสักการะพระบรมศพ ภาพบรรยากาศจิตอาสาแจกอาหาร แจกของ เก็บขยะ รอบพื้นที่สนามหลวง โดยเฉพาะผู้ที่มาคนเดียว หรือผู้สูงอายุ เพื่อให้พวกเขามีภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก และยังถ่ายภาพโพลารอยด์ให้กับผู้พิการ ซึ่งจะได้รับภาพกลับไปได้ทันที ต่อมาก็มีครูจาก ร.ร.พระหฤทัยคอนแวนต์ ชวนให้มาเป็นช่างภาพจิตอาสาเก็บภาพคนทำงานที่เกี่ยวกับการก่อสร้างพระเมรุมาศ งานศิลปกรรมต่างๆด้วย พวกเราจะถ่ายภาพไปจนถึงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เราอยากทำความดีและช่วยเหลือผู้อื่นตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 สอน โดยสิ่งที่ทำคือทำเพื่อผู้อื่นแล้วมีความสุข”

ยิ่งใกล้วันถวายพระเพลิงพระบรมศพ อีกหนึ่งจิตอาสาที่เกิดขึ้นและขยายวงไปทั่วประเทศทุกสารทิศ คือ จิตอาสาทำดอกไม้จันทน์ นางณัฐกาญจน์ รุ่งวรรธนะ ชาวเขาเผ่าเมี่ยน สมาชิกศูนย์ศิลปาชีพชาวเขา จ.กำแพงเพชรเล่าว่า “รวมกลุ่มชาวเมี่ยน 4 ชนเผ่า เข้ามาอบรมการทำดอกไม้จันทน์ คือ ดอกพุทธรักษา และดอกแก้ว ภูมิใจที่ได้รับโอกาสในการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ส่งเสด็จพ่อหลวง และจะนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดสู่คนในหมู่บ้านให้เขาได้มีโอกาสทำดอกไม้จันทน์เหมือนเรา ทุกคนรู้สึกโศกเศร้า ที่ต้องสูญเสียพ่อของแผ่นดิน ผู้เป็นที่รักของคนทั้งชาติไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในการพระราชทานความรู้เรื่องการเกษตรและศิลปาชีพ ทำให้ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีอาชีพสามารถเลี้ยงครอบครัวได้”

งานประณีตศิลป์จิตอาสาตกแต่งพระเมรุมาศ เป็นอีกงานหนึ่งที่คนมีฝีมือทางการประดิดประดอยร่วมแรงร่วมใจทำถวาย นางนิภาภรณ์ เตียงลัดดาวงศ์ ชาวนครปฐม กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้มาเป็นจิตอาสาช่วยทำงานพระเมรุมาศของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่สำนักช่างสิบหมู่ จ.นครปฐม ในส่วนงานปักผ้าม่าน และธง พระมหาพิชัยราชรถ โดยได้รับความรู้จากช่างสิบหมู่ซึ่งทุกคนต่างสอนงานอย่างเต็มที่ ซึ่งคิดว่าวิชาที่เข้ามาเรียนรู้เป็นวิชาที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น งานลายทองแผ่ลวด ปักธงสามชายและปูทอง ลงรักปิดทอง แต่เมื่อมาได้สัมผัส ก็ทำให้รู้ว่า วิชานี้เป็นวิชาโบราณที่น่าจะอนุรักษ์ไว้ เพื่อเผยแพร่ต่อให้คนรุ่นใหม่ได้สืบสาน สืบทอด เพราะไม่อยากให้วิชานี้หมดไป เพราะงานประณีตศิลป์ มีความอ่อน ความแข็ง งดงามในตัว เหมือนหัวใจเราไปอยู่ในนั้น เวลาเรานั่งทำงานเรามีสมาธิ ครั้งหนึ่งในชีวิตเกิดมาจนป่านนี้ ก็ไม่เคยคิดว่าจะได้มาทำงานแบบนี้ ดังนั้น ในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสุดท้ายของตัวเรา ที่ได้รับใช้ทำงานถวายพระองค์ ท่าน ซึ่งตั้งใจทำอย่างเต็มความสามารถ”

ขณะที่ งานช่างศิลป์จิตอาสา ก็มีบุคคลซึ่งมีฝีมือในแขนงต่างๆ อาสาเข้ามามีส่วนร่วมเช่นกัน นายจุฑาธัช สาหร่ายกาญจน์ ข้าราชการบำนาญ อดีตครูโรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เล่าว่า “ดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานจัดสร้างพระโกศจันทน์ และงานศิลปกรรมเครื่องประกอบพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ผมปฏิบัติหน้าที่ในกลุ่มแกะสลักไม้และงานไม้ ทำหน้าที่ขัดแต่งไม้จันทน์ เพื่อนำไปประกอบพระหีบจันทน์ ที่จะครอบพระหีบทองอีกชั้นหนึ่ง ตอนทำงานก็คิดถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้กับคนไทยซึ่งมีมากมาย สิ่งที่เราทำก็เป็นแค่สิ่งเล็กน้อย ในชีวิตเคยเข้าเฝ้าใกล้ชิด 2 ครั้ง ครั้งแรกตอนอายุ 4 ขวบ ได้กราบพระบาท ที่พระราชวังไกล-กังวล ครั้งที่ 2 คือ งานพระราชทานปริญญาบัตร สำหรับครั้งนี้แม้จะเป็นครั้งสุดท้าย แต่งานที่เราทำ คือสิ่งที่จะอยู่ใกล้พระองค์ท่านที่สุด”

นายจุฑาธัช เล่าด้วยว่า “ป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด ระยะ 3 ช่วงที่ทำงานจิตอาสา เป็นช่วงที่ต้องเข้ารับยาคีโม ก็บอกเขาว่าจะไปต่างจังหวัด แต่จริงๆ คือไปให้ยาที่ต้องโกหกเพราะกลัวเขาจะไม่ให้เราทำเพราะเห็นเราป่วย สุดท้ายเพื่อนร่วมงานก็รู้หมด เขาก็สงสาร มานั่งคุย และก็ไม่ห้าม ทั้งยังให้กำลังใจให้ทำเต็มที่ อยากใช้ชีวิตเท่าที่มีให้มีประโยชน์ที่สุด โดยเฉพาะทำในสิ่งที่เราตั้งใจอยากจะทำ คือ ทำงานถวายพระองค์ท่าน หลังรับยาก็มีพลัง คิดถึงพระองค์ก็ทำให้มีกำลังใจ อยากกลับมาทำงานถวาย แม้ร่างกายจะเหนื่อยแต่หัวใจอิ่มเอม และได้เขียนบันทึกประสบการณ์การทำงาน และความรู้สึกต่างๆ ความผูกพันของจิตอาสาที่ได้ร่วมงานกันในเฟซบุ๊ก ตั้งแต่วันแรกที่ทำงานจนวันสุดท้าย เป็นบันทึกที่ถือเป็นวิทยาทาน”

ปิดท้ายที่ อดีตนายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย ซึ่งร่วมเป็นจิตอาสาเขียนและระบายสีฉากบังบริเวณปะรำพิธี เปิดใจว่า “ผมก็เหมือนจิตอาสาคนอื่นๆ ที่อยากจะทำงานถวายพระองค์ท่าน เริ่มแรกผมก็หารือกับทีมช่างขอให้มีการใส่ลวดลายผ้าไทยในภาคต่างๆ ลงบนผ้านุ่งของเทวดา เพื่อเป็นตัวแทนของคน ในแต่ละภาค เช่น ภาคใต้ก็แสดงออกผ่าน ผ้าปาเต๊ะ เมื่อหัวหน้าช่างอนุญาต ก็มองต่อไปว่า ควรนำลายผ้าของภาคอื่นๆ มาใส่ให้ครบเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ท่านทรงสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์และสืบทอด ทำให้ลวดลายผ้าซึ่งเป็นอัจฉริยะของคนรุ่นก่อนในทุกๆ ภาค ยังคงเหลือเป็นมรดกอยู่จนถึงวันนี้ และหากวันข้างหน้าของจริงหมดไปแล้ว เมื่อเราย้อนกลับมาดูจะได้เห็นว่าสมัยก่อนยังมีลายผ้าแบบนี้เหลืออยู่ นับว่าเป็นประโยชน์เหมือนกับการบันทึกอดีตซึ่งเป็นประวัติศาสตร์เอาไว้ ทั้งยังสื่อให้เห็นว่าเทวดานางฟ้าเหล่านี้ คือผู้ที่จะรับเสด็จ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จสู่สวรรคาลัย ชุดแต่งกายของเทวดานางฟ้าทั้งหลาย ก็เหมือนหนึ่งในตัวแทนของคนทั้งชาติ ทุกภาค ที่ร่วมรับเสด็จด้วย จึงกลายมาเป็นเอกลักษณ์พิเศษในครั้งนี้

อดีตนายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า “เวลาที่ผมได้ทำงานมีความรู้สึกสบายใจที่ได้ทำในสิ่งที่ปรารถนาจะทำ เหมือนเราได้ทำแทนพี่น้องประชาชนคนไทย เพราะเรามีโอกาสได้ทำในบางส่วนที่คนอื่นทำไม่ได้ เป็นความ ภาคภูมิใจ เหมือนเราได้แสดงความกตัญญูแก่ผู้มีพระคุณ ผมไม่คิดว่าเราจะได้เห็นการระดมช่างผู้มีความรู้ด้านศิลปะ ช่างชำนาญการพิเศษแบบนี้ได้อีกแล้ว ทั้งที่ผ่านมามีจิตอาสาเข้ามาช่วยมากมาย บางคนเห็นช่างเมื่อย ก็มาช่วยนวดให้ มีมาแนะนำเรื่องเส้นเอ็น และยังนำอาหารมาให้ช่างทุกคน แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจของคนไทย ที่มาช่วยกันด้วยความสุข”

ผมมีโอกาสที่ได้อยู่ในช่วงพระองค์ทรงมีพระชนมพรรษาอยู่ โดยเฉพาะช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ 6 ปีเศษ ได้เข้าเฝ้าฯ หลายครั้ง นอกจากพระองค์ทรงเห็นเรื่องส่วนรวมแล้ว ยังทรงมีพระเมตตาถึงเรื่องส่วนตัวด้วย ครั้งหนึ่งพระองค์ตรัสกับผมช่วงที่มีข่าวแม่ถ้วนป่วยว่า “นายกฯ ชวน แม่เป็นอย่างไรบ้าง” นายชวน กล่าวถึงพระเมตตาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น

อดีตนายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า “มีคนถามว่า หลังจากจบงานแล้ว งานจะจบหรือไม่ ผมก็ตอบว่าส่วนของงานก็คงจะจบไป สิ่งที่เหลืออยู่คือการที่ได้เก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้รู้ แต่เหนืออื่นใดสิ่งที่ไม่จบคือ พระบรมราโชวาท และพระราชดำรัส หลายเรื่องที่เป็นอมตะ เช่นพระบรมราโชวาท “...บ้านเมืองมีทั้งคนดีและไม่ดี...” พระองค์ท่านทรงชำนาญการทุกเรื่อง เวลาที่มีรับสั่งอะไร จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา ซึ่งจะลด หรือเพิ่ม คำใดคำหนึ่งก็ไม่ได้ สิ่งที่รับสั่งมานั้น หมายถึง เป็นสิ่งที่ทรงเห็นด้วยพระเนตรของพระองค์เอง เมื่อมีพระราชดำรัส วันที่ 5 ธันวาคม แสดงว่า พระองค์ทรงเห็นเรื่องต่างๆมานับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม โดย 12 เดือนผ่านมา มีอะไรเกิดขึ้นบ้างในบ้านเมือง ซึ่งเป็นข้อมูล ข้อเท็จจริง และปัญหาที่เกิดขึ้น สิ่งนี้จะเป็นสิ่งสำคัญ ที่คนรุ่นต่อไปได้ศึกษา และจะไม่จบไปพร้อมกับพระชนม์ชีพของพระองค์ท่าน”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของจิตอาสาที่เกิดขึ้นจากหัวใจของคนไทยที่มุ่งมั่นทำความดีถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และล้วนแล้วแต่บ่งบอกถึงความในใจที่กลั่นออกมาเป็นคำพูดได้เพียงคำเดียวที่อยากบอก “พ่อที่อยู่บนสวรรค์”

“ธ สถิตในใจลูกหลานไทยนิรันดร์กาล”


************

ศิลปิน : กิตติ พลศักดิ์ขวา

ภาพ : ใบสมัครส่วนพระองค์เมื่อครั้งทรงสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยโลซานน์

ขนาด 60 x45 ซม. สีน้ำมันบนลินิน

แรงบันดาลใจ : “เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระผู้ทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ เมื่อครั้งศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ ที่สะท้อนแรงบันดาลพระราชหฤทัยพระราชดำริให้ทรงนำมาพัฒนาเป็นโครงการต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย”