วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'หญิงหน่อย' ตั้งโต๊ะ โต้ใช้งานถวายดาวเรืองหาผลประโยชน์ ปัดหาเสียง

"เจ๊หน่อย" แจงรถขบวนแห่เชิญ ปชช.ร่วมถวายดอกดาวเรือง ไม่ใช่รถหาเสียง น้ำตาคลอทำในฐานะคนไทย รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ รับพลาดขึ้นรถเก่ามีสติกเกอร์ชื่อตัวเอง ขอน้อมรับผิด ยันไม่มีเจตนาทางการเมือง

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 60 ที่ร้านกาแฟ ซอยลาดปลาเค้า 60 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะกรรมการจัดงานดอกดาวเรืองแทนใจชาวลาดปลาเค้า แถลงกรณีกระแสในโซเชียลมีเดีย ภาพคุณหญิงสุดารัตน์ขึ้นรถแห่เชิญชวนประชาชนถวายดอกดาวเรือง เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งอาจมีความไม่เหมาะสม

โดยคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า กิจกรรมนี้เริ่มตั้งแต่ 4 เดือนที่แล้ว โดยร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งชุมชน วัด โรงเรียน โบสถ์ เริ่มตั้งแต่ปลูก โดยตั้งใจว่าอยากแสดงความอาลัยถวายเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อตัวแทนชุมชนมาหารือ ตนเห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมทั้งหมด 9 ซุ้ม 9 ธีม ซึ่งรวมพระราชกรณียกิจมาแสดง และให้ประชาชนได้ร่วมกิจกรรม โดยวันที่ 13-15 ต.ค. ไม่รวมกับการปลูกดอกดาวเรืองที่เริ่มกันมาก่อนหน้านี้ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม วันสุดท้าย เราจะมีการรวบรวมดอกดาวเรืองจากพื้นที่ต่างๆ เราจึงจัดเป็นริ้วขบวน ตนกับคณะกรรมการก็ขึ้นรถคันโน้นบ้าง คันนี้บ้าง เพื่อเคลื่อนไปรับดอกดาวเรืองจากซุ้มต่างๆ เป็นกิจกรรมที่เราเตรียม และจัดขึ้นด้วยหัวใจจริงๆ ตนก็เสียใจที่มีการเอาภาพไม่กี่ภาพที่เห็น ไม่ได้เห็นภาพรวมทั้งหมดมาเป็นประเด็น ขอกราบขอโทษคณะกรรมการทุกคนที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดข่าวแบบนี้ขึ้น และขอยืนยันว่า รถที่เห็นไม่ใช่รถหาเสียง แต่เป็นรถที่ใช้รวบรวมดอกดาวเรืองจากซุ้มต่างๆ และรถมอเตอร์ไซค์ก็เป็นรถอาสาสมัครที่ไม่ใช่รถตำรวจ ซึ่งเข้าร่วมขบวนเพื่อคอยอำนวยความสะดวก

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวพร้อมน้ำตาคลอและสะอื้นเป็นระยะว่า ถึงตนจะเป็นนักการเมือง แต่ความเป็นนักการเมืองไม่ได้หมายความว่า จะแสดงความรู้สึกในฐานะคนไทยไม่ได้ ตนก็เป็นคนหนึ่งที่รักและเทิดทูนในหลวงรัชกาลที่ 9 และจากการที่ได้ทำงานสนองเบื้องพระยุคลบาท หากการทำงานในอาชีพหนึ่งแล้วบอกว่า อาชีพนั้นไม่สามารถแสดงความจงรักภักดีได้ ตนไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น พ่อตนสอนมาตลอดว่า ต้องมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน เพราะพระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อชาวไทยทุกคน ดังนั้น ตลอด 365 วันที่ผ่านมา ตนทำกิจกรรมหลายอย่างมากเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เช่น การจัดสวดมนต์ ทำโครงการชวนเด็กๆ มาประกวดเรียงความ ภาพวาด จัดบวชพระ ทั้งหมดที่ทำในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทำให้ตนได้อยู่ในแผ่นดินนี้อย่างมีความสุข แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นตนก็เสียใจ บางท่านนำรูปมาเขียนด้วยความรู้สึกของท่าน โดยที่ท่านไม่ได้อยู่ในงาน นอกจากนี้ ตนขออธิบายในความรู้สึกว่าตนไม่มีเจตนา และไม่มีความรู้สึกเลยว่าจะเอาการเมืองเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ ป้ายที่ติดตามถนนไม่มีชื่อตนสักชื่อ กรรมการจะให้ใส่ชื่อตน ตนก็บออกไม่ใส่ มาพลาดตรงที่ตนขึ้นรถคันดังกล่าว ซึ่งเป็นรถเก่าที่ตนใช้ตั้งแต่การทำกิจกรรมมูลนิธิไทยพึ่งไทย ซึ่งมีสติกเกอร์ชื่อตนติดอยู่ โดยคณะกรรมการไม่ได้มีการปิดสติกเกอร์ทับ

"ขอโทษประชาชนที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดิฉันขอยืนยันว่าไม่มีจุดมุ่งหวังเพื่อการเมืองใดๆ และไม่มีการเอาเรื่องนี้มาหาผลประโยชน์ ดิฉันต้องกราบขออภัยที่ทำให้ทุกฝ่ายไม่สบายใจ ดิฉันขอยืนยันเจตนาว่า ทั้งชีวิต สิ่งที่ได้รับจากพระมหากรุณาธิคุณมันล้นทุกอย่าง ก่อนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ อะไรที่ทำได้เราก็ทำโดยไม่ได้คิดว่าเป็นประโยชน์ทางการเมือง แม้ดิฉันจะเคยเป็นนักการเมือง แต่ดิฉันทำในฐานะคนๆ หนึ่งที่รักพระองค์ท่าน ดิฉันไม่มีเจตนาใดๆ ที่คิดเป็นอย่างอื่น และเราทำกิจกรรมนี้ด้วยหัวใจ ดิฉันไม่เคยปลูกต้นไม้ แต่ดิฉันภูมิใจที่ได้ปลูกต้นไม้ 4 หมื่นกว่าต้นออกมาได้อย่างงดงาม ดิฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะมีการนำภาพบางภาพไปโยงในลักษณะนั้น หากผิดพลาดประการใด ดิฉันก็กราบขอโทษ และขอน้อมรับผิดจากใจ" คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

เมื่อถามว่า ต้องไปชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้ คสช.หรือไม่ เพราะข่าวระบุ คสช.จะส่งเจ้าหน้าที่มาพูดคุย คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ความจริงก็คือความจริง ตนพร้อมที่จะชี้แจง ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่บั่นทอนความตั้งใจที่จะทำความดี จะไม่ย่อท้อ และจะทำความดีถวายพระองค์ท่าน

เมื่อถามว่า คสช.มองว่าจะใช้เรื่องเป็นเงื่อนไขในการปลดล็อกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 57/2557 คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า น่าจะเป็นคนละเรื่อง ตนไม่รู้ว่า คสช.จะคิดอย่างไร แต่ตนได้อธิบายไปแล้ว แต่หากท่านจะมาหาข้อมูล เราก็พร้อมให้ข้อมูล และสื่อหลายๆ สื่อก็ได้ออกข่าวเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาไปแล้ว

เมื่อถามว่า จะมีการดำเนินคดีกับผู้ที่นำภาพไปโพสต์บิดเบือนหรือไม่ คณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่า เราได้มีการประชุมกัน เห็นว่า เราไม่อยากให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต แต่หากยังมีการนำไปโพสต์อีก ก็จำเป็นที่ต้องดำเนินการฟ้องร้อง