วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

5 สิ่งที่ได้เรียนรู้หลังเกมแดง(ไม่)เดือด หงส์เจ๊าผี

โดย PUN ABBEYROAD

จบลงไปแบบน่าอึดอัด สำหรับแฟนบอลของทั้งสองทีม เมื่อ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟิลด์ เสมอกับ "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแบบไร้สกอร์ 0-0 และนี่คือ 5 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากศึกแดง(ไม่)เดือด ในครั้งนี้...

1. ดาบิด เดเคอา คือนักเตะที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก

ถ้าพูดกันถึงนักเตะที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตำแหน่งผู้รักษาประตูมักจะถูกมองข้ามอยู่เสมอ ต่างจากบรรดานักเตะตำแหน่งอื่นๆ โดยเฉพาะบรรดาแข้งแนวรุกที่จะได้รับการพูดถึงอยู่ตลอด ซึ่ง เด เคอา ไม่ได้รับเกียรติที่เขาสมควรได้รับ เพราะนักเตะเพียงคนเดียวในตำแหน่งนายทวารของพรีเมียร์ลีก ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลกก็คือ เด เคอา นี่แหละ และเขาก็ได้แสดงให้เห็นแล้วในเกมเจอลิเวอร์พูล บางทีแฟนบอลหงส์แดงอาจได้ฉลองหลังจบเกมไปแล้ว ถ้านายด่านจอมหนึบรายนี้ไม่โชว์ความเทพ ใช้ขาเซฟลูกยิงแบบโคตรจ่อของ โจเอล มาติป เพราะถ้าเป็นผู้รักษาประตูคนอื่น จังหวะนี้อาจใส่สกอร์ได้เลยด้วยซ้ำ และนี่ก็เป็นการเก็บคลีนชีตนัดที่ 7 ของเขาในฤดูกาลนี้กับปิศาจแดง

2. โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่น่าผิดหวัง...

ซาลาห์ ถือเป็นตัวความหวังของลิเวอร์พูล ในยามที่ทีมนั้นหมดสิทธิ์ใช้งาน ซาดิโอ มาเน และความเร็วของเขาก็ปั่นป่วนแนวรับของปิศาจแดงได้ดีพอสมควร แต่สิ่งเดียวที่ขาดหายไปก็คือ การส่งบอลเข้าไปจูบก้นตาข่าย โอกาสที่ดีที่สุดของเขาในเกมนี้เกิดขึ้นในนาทีที่ 35 จากจังหวะที่ เฟอร์มิโน เปิดจากซ้ายเข้ากลางให้ มาติป ยิงจ่อๆ เด เคอา เซฟออกมา กองหลังเคลียร์มาเข้าทาง ซาลาห์ ซัดด้วยซ้ายหลุดกรอบไปอย่างน่าผิดหวัง จริงๆ แล้วจังหวะนี้ถ้าปล่อยให้ คูตินโญ ที่ง้างรอมาแต่ไกลได้ยิง จะมีโอกาสเป็นประตูสูงมากเลยทีเดียว และความจริงแล้วซาลาห์ก็น่าจะสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้มากกว่านี้

3. อันเดร์ เอร์เรรา เล่นได้หลากหลายรูปแบบ

อันเดร์ เอร์เรรา มิดฟิลด์จากค่ายปิศาจแดง เป็นหนึ่งในนักเตะที่มีพรสวรรค์ และมีพรสวรรค์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก เขาดูเหมือนจะสามารถเล่นได้หลากหลายบทบาทในตำแหน่งกองกลางที่คุณต้องการให้เขาเล่น บางครั้งเขาก็เป็นตัวจ่ายบอล บางครั้งเขาก็เป็นมิดฟิลด์แบบ BOX TO BOX บางครั้งเขาก็เป็นนักเตะที่ขยันวิ่งไม่มีหมด แต่ในเกมกับลิเวอร์พูลในครั้งนี้ เขามาในสไตล์ดุดัน เพื่อทดแทนการขาดหายไปของ มารูน เฟลไลนี โดยเกมนี้ครึ่งแรกเขาพยายามแท็กเกิลถึง 12 ครั้ง แต่ชนะเพียง 2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม เขาก็สามารถก่อกวน และทำให้ยากสำหรับลิเวอร์พูลที่จะสร้างโอกาสจากบริเวณด้านหน้าแนวรับของปิศาจแดง

4. โจ โกเมซ ฟอร์มแจ่ม!

ถือว่าเล่นได้โดดเด่นมากๆ สำหรับกองหลังสารพัดประโยชน์รายนี้ ที่รับหน้าที่แบ็กขวาในเกมนี้ และเล่นได้ดีทั้งเกมรุกและเกมรับ โดยในการเล่นเกมรับ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เผชิญหน้ากับ อองโตนี มาร์เชียล หรือ มาร์คัส แรชฟอร์ด มากนัก จากแท็กติกของ โชเซ มูรินโญ ที่ไม่ได้เน้นเกมรุกบุกแหลกในเกมนี้ ส่วนเกมรุกเขาทำได้โอเคในหลายๆ จังหวะ และความจริงเขาน่าจะได้ 1 แอสซิสต์จากเกมนี้ด้วยซ้ำ จากจังหวะที่เปิดบอลเข้าไปให้ เอ็มเร ชาน อย่างแม่นยำ แต่ ชาน ดันยิงหลุดกรอบออกไปหน้าตาเฉย เป็นที่เชื่อกันว่า ถ้า เนธาเนียล ไคลน์ ฟิตกลับมาลงสนามอีกครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาที่จะเบียด โกเมซ ลงไปเป็นตัวสำรองแน่ๆ

5. คลอปป์-มูรินโญ ไม่ได้เรื่องทั้งคู่

ลิเวอร์พูล เสียประตูในลีกไปแล้ว 12 ประตู แต่ มูรินโญ ไม่กล้าที่จะเปิดเกมรุกเข้าใส่ โอเคเข้าใจว่านี่เป็นเกมใหญ่ การบุกมาแล้วได้แต้มกลับออกไปถือเป็นเรื่องดี แต่นี่มันคือช่วงเวลาที่ทีมของเขามีเกมรุกที่โคตรโหด ส่วนลิเวอร์พูลเกมรับก็ย่ำแย่ สุดท้ายมูรินโญก็เล่นแบบระวังตัว ถึงขั้นนักเตะตำแหน่งปีกก็ต้องลงมาเล่นเกมรับด้วย จนแทบจะไม่ได้มีโอกาสไปป้วนเปี้ยนในกรอบเขตโทษของลิเวอร์พูลเลย และแม้ว่า มูรินโญ จะได้แต้มกลับไปตามเป้าหมาย แต่มันดูไม่ดีเลยสำหรับแฟนบอลปิศาจแดงบางคน ที่อยากให้ มูรินโญ กล้าๆ บุกมากกว่านี้ในการเจอทีมใหญ่ เพราะถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้แต้ม แต่อย่างน้อยก็ได้ใจ!!

มันง่ายมากเลยที่จะวิจารณ์มูรินโญในเกมนี้ แต่ เยอร์เกน คลอปป์ ก็ไม่ได้ดูดีอย่างที่คิด แน่นอนว่าทีมของเขาพยายามครองบอล และเปิดเกมรุกเข้าใส่ปิศาจแดง เพื่อคว้า 3 แต้มต่อหน้าแฟนบอลในแอนฟิลด์ แต่ก็ล้มเหลวในการฝ่าฟันเข้าไปส่งบอลซุกก้นตาข่ายปิศาจแดง ที่มาตั้งรับแบบจริงจัง และสิ่งที่ต้องพูดถึงก็คือช่วง 10 นาทีสุดท้าย คลอปป์ ทำเอาแฟนบอลงงไปตามๆ กัน เมื่อเขาเปลี่ยนสองผู้เล่นที่ดีที่สุดของเขาออกจากสนาม! นั่นก็คือ คูตินโญ กับ ซาลาห์ เพราะช่วง 10 นาทีสุดท้ายนั้นเห็นได้ชัดว่านักเตะของปิศาจแดงมีอาการเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน ซึ่งถ้าทั้งสองคนยังไม่ถูกเปลี่ยนตัวออกไป น่าจะสร้างโอกาสที่อาจทำให้หงส์แดงคว้าชัยในเกมนี้ก็เป็นได้