วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หลอมใจถวายภักดิ์ แจ้งประจักษ์ทั้งโลกา

นับจากวันเสด็จสู่สวรรคาลัย 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมา คลื่นแห่งความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทย ได้หลั่งไหลเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง และบริเวณท้องสนามหลวงอย่างมืดฟ้ามัวดิน โดยไม่ขาดสาย เพื่อแสดงความอาลัยและความเคารพเทิดทูนอย่างหาที่สุดมิได้ ที่มีต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

สำหรับพสกนิกรที่อยู่ห่างไกล และไม่สามารถเดินทางมาสู่กรุงเทพมหานครได้ ต่างก็รวมจิตรวมใจและรวมพลัง เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีและความโศกเศร้าในหลายๆ รูปแบบ ในทุกๆ พื้นที่ของทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทั่วประเทศ

ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ และเหตุการณ์ที่ยากจะเกิดขึ้นได้ในประเทศอื่นใดของโลกนี้

และนี่ก็คือ 9 ปรากฏการณ์แห่งความทรงจำ “จากใจคนไทย” ถึงในหลวง ร.9 จากนับร้อยนับพันปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 365 วัน แห่งความอาดูร ซึ่งสมควรแก่การบันทึกไว้

ปรากฏการณ์แรก เกิดขึ้นในวันที่ 22 ตุลาคม 2559 เมื่อพสกนิกรนับแสนต่างหล่อหลอมดวงใจเป็นหนึ่งเดินทางมาที่ท้องสนามหลวง “รวมพลังร้อง เพลงสรรเสริญพระบารมี” น้อมรำลึกถึงพระมหา กรุณาธิคุณ และแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ที่จัดขึ้นโดย “ท่านมุ้ย” หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล นำทีมผู้กำกับมากฝีมือร่วมกับวงออเคสตร้าชื่อดังของเมืองไทยร่วมบรรเลงถึงสองวงคือ สยามฟิลฮาร์โมนิค ออเคสตร้า และสยามซิมโฟนิเอตต้า และนักร้องประสานเสียงนับร้อยชีวิต นำโดย คุณพลอยไพลิน เจนเซ่น พระธิดาทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ส่วนวาทยกรคือ อ.สมเถา สุจริตกุล

มวลมหาประชาชนเต็มพื้นที่ สนามหลวงด้านทิศใต้ ร่วมใจกันขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกึกก้องไปทั่วทั้งแผ่นดิน เพื่อนำไปผลิตเป็นวีดิทัศน์และภาพยนตร์ นับเป็นการขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ไพเราะที่สุดอีกครั้ง ที่คนไทยร่วมใจร้องถวายพ่อหลวง

ช่วงเย็นแม้ว่าสายฝนจะกระหน่ำลงมาอย่างหนัก แต่พสกนิกรต่างหล่อหลอมดวงใจปักหลักอยู่กลางสนามหลวง ร่วมกันจุดเทียนสีขาวถวายความ จงรักภักดี แสงเทียนนับแสนเล่มสว่างไสวไปทั่ว พร้อมกับเสียงขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ออกจากปากพสกนิกรอย่างตั้งใจดังก้องกังวานไปไกล

หลายคนมีใบหน้าเปื้อนน้ำตาไหลอาบแก้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวขณะที่อีกมือบรรจงอุ้มพระบรม ฉายาลักษณ์แนบไว้ที่หน้าอกราวกับไม่อยากให้ใครมาพรากสิ่งที่เป็นที่รักไปจากอ้อมกอด

ปรากฏการณ์ถัดมา เกิดขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 เมื่อขบวนช้างพลายจากวังช้างอยุธยา แลเพนียด จำนวน 11 เชือกจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและชาวช้างทั่วประเทศกว่า 200 คน รวมตัวกันที่หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ในนาม “คชสารงางามแสดงความอาลัย” ช้างทุกเชือกแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเครื่อง “คชาภรณ์” ประกอบด้วยผ้าสีดำดิ้นทองสวยงาม ลำตัวถูกทาด้วยดินสอพองสีชมพู ทั้งตัว ส่วนควาญช้างแต่งกายด้วยชุดนักรบโบราณสีดำขลิบทอง

ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก แต่เมื่อได้เวลาขบวนช้างทั้งหมดได้เคลื่อนขบวนออกจากจุดเริ่มต้น ปรากฏว่า ฝนได้หยุดตก และท้องฟ้าที่มืดครึ้มปกคลุมด้วยก้อนเมฆกลับสว่างไสวขึ้นทันทีเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

ขบวนแรกเป็นชาวช้างชายหญิงจากทั่วประเทศ แต่งกายด้วยชุดดำไว้ทุกข์ มือถือพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 ในพระราชอิริยาบถทรงจับงวง พระเศวต อดุลยเดชพาหนฯ ช้างเผือกประจำรัชกาล ตามด้วย ขบวนช้าง โดย พลายวัง เป็นช้างที่ตัวสูงใหญ่น่าเกรงขามมีงาที่ยาวสีขาวนวล ออกนำขบวน พร้อมกับอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงฉายกับพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ประดิษฐานไว้บนหลังช้าง

เมื่อถึงหน้าประตูเทวาภิรมย์ ควาญช้างประจำพลายงาทอง ตีกลองทัด ส่งสัญญาณให้ช้างที่อยู่ในขบวนทำท่า “คชาภรณ์รำลึก” ช้างทุกเชือกยกขาซ้ายสลับกับขาขวาก้าวเดินในจังหวะมาร์ช พร้อมกับยกงวง ส่ายงา และยกงวงขึ้นมาจรดที่หัวช้างอย่างพร้อมเพรียงกัน พร้อมกับส่งเสียงร้องพร้อมๆ กัน ช้างทุกเชือกหันหัวไปทางสีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ก่อนนั่งพับเพียบถวายบังคม รวมทั้งผู้ที่อยู่ในขบวน ทรัมเป็ตและปี่สกอตบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ประชาชนที่คอยชมขบวนช้างต่างพร้อมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีตามไปด้วย

จากนั้นขบวนช้างเดินต่อไปยังหน้าศาลหลัก เมือง ถึงหน้าประตูมณีนพรัตน์ ขบวนช้างแปรขบวนจากเดิมมาเป็นแถวหน้ากระดาน ก่อนที่ช้างทั้งหมดและผู้ร่วมขบวนจะก้มลงกราบที่พื้น ช้างทุกเชือกทำท่าคชาภรณ์รำลึกอีกครั้งหนึ่ง ถือเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุด

บรรยากาศในวันนั้นเป็นไปด้วยความเศร้าสลด ประชาชนหลายรายถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเสียใจและอาลัยรักในพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงอันเป็นที่รัก

ปรากฏการณ์อันดับที่ 3 เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 12 ธ.ค.2559 กลุ่มชาติพันธุ์ 41 ชนเผ่า หรือชาวไทยภูเขาจากทั่วประเทศพร้อมใจลงจากดอยเดินทางมารวมตัวกันที่สวนสราญรมย์ ทั้งหมดแต่งกายด้วยชุดประจำชนเผ่าแบบเต็มยศ

ทุกคนไม่ลืมที่จะถือพระบรมฉายาลักษณ์ “พ่อหลวง” ที่พวกเขารักและบูชาไว้เหนือศีรษะ

ทั้งหมดมาร่วมร้อยดวงใจในกิจกรรม “รวมใจภักดิ์กลุ่มชาติพันธุ์” และ “ชนเผ่าพื้นเมืองน้อมใจถวายความอาลัยพ่อหลวงของแผ่นดิน” โดยประกอบพิธีส่งดวงพระวิญญาณพ่อหลวงตามความเชื่อของแต่ละเผ่า เพื่อให้ดวงพระวิญญาณในหลวง รัชกาลที่ 9 สู่สรวงสวรรค์

พิธีการเริ่มขึ้นเมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ชนเผ่าต่างๆเข้าแถวบนสนามหญ้า ตัวแทนเป็นผู้ทำพิธี ผู้นำเผ่านำเครื่องเซ่นที่ได้เตรียมมาจากบนดอย เช่น ไก่ต้ม ข้าว ธัญพืชต่างๆ อาทิ ถั่วหลากชนิด ฟักแม้ว ขมิ้น มะเขือเทศ ฟักทอง หัวหอม กระเทียม พริก ลิ้นจี่ รวมทั้งเครื่องแต่งกาย ย่าม ชุดที่ทำจากผ้าทอมือ รองเท้า มาทำพิธีเซ่นไหว้ พิธีกรรมนี้เผ่าอาข่าเรียกว่า “ป่าค่อวู่โจ”

ส่วนเผ่าม้ง เริ่มด้วยนำกระดาษเงินกระดาษทองมาวางไว้ที่หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ แล้วผู้นำเผ่าสวดส่งดวงพระวิญญาณ พร้อมกับเป่า “เฆ่ง” (แคนม้ง) และเผากระดาษเงิน-ทอง บรรยากาศเป็นไปด้วยความเศร้าสลด เสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นดังไปทั่วสวนสราญรมย์

ก่อนที่พิธีการจะจบลงด้วยการทรุดตัว และก้มกราบแน่นิ่ง ณ พื้นสนามหญ้าอย่างพร้อมเพรียงกัน ของพี่น้องชาวไทยภูเขาทั้ง 41 ชนเผ่า

ปรากฏการณ์อันดับที่ 4 เกิดขึ้น ณ ลานอนุสาวรีย์ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ในมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 เมื่อกลุ่มศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบันและคณาจารย์ นำโดย ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ รวมตัวกันจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ “ศิลปากร...รวมใจถวายพ่อหลวง” สร้างสรรค์งานศิลปะถวายองค์ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9

ชาวหน้าพระลานกว่า 50 ชีวิต มาร่วมกันเขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 30 ผลงาน เพื่อถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ หนึ่งในนั้นมี ศ.เกียรติคุณปรีชา ร่วมเขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ประกอบการแสดงดนตรี ใช้เวลาเพียง 99 นาทีเท่านั้น ให้ชื่อผลงานชิ้นนี้ว่า 89/70/4,447=9 (ความเพียรอันบริสุทธิ์จะพัฒนาความสุขให้มหาชนชาวสยาม)

นับเป็นอีกปรากฏการณ์ที่กลุ่มศิลปินชาวหน้า พระลานร่วมแรงร่วมใจแสดงออกเพื่อถวายองค์ “เหนือหัว” ที่สุดรักสุดบูชา อันควรแก่การบันทึกไว้

ปรากฏการณ์อันดับที่ 5 เกิดขึ้นเมื่อประชาชนมาเข้าชมนิทรรศการ “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560-15 มิถุนายน 2560 ในอาคารที่จัดสร้างขึ้นกลางท้องสนามหลวง ภายในอาคารจัดแสดงพระราชกรณียกิจ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสิ่งของส่วนพระองค์อย่างเนืองแน่นจาก วันแรกถึงวันสุดท้าย



นิทรรศการดังกล่าวแบ่งเป็น 5 โซนคือ โซน 1 บุญของแผ่นดินไทย โซน 2 พระราชาผู้ทรงธรรม โซน 3 กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ โซน 4 พระมิ่งขวัญชาวไทย และโซนสุดท้าย ร้อยใจไทย สิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์อยู่ที่โซนที่ 2 พระราชาผู้ทรงธรรม ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวพระราชกรณียกิจตลอดที่ทรงครองราชย์

ผ่านจอวีดิทัศน์เผยแพร่พระราชกรณียกิจนานัปการที่ทรงบุกป่าฝ่าดงเสด็จฯไปในถิ่นทุรกันดาร โดยมีบทเพลงเทิดพระเกียรติเปิดคลอตลอด พร้อมกับชมของใช้ส่วนพระองค์ อาทิ กล้องส่องทางไกล ดินสอ แผนที่ วิทยุสื่อสาร นาฬิกา เป็นต้น

ผู้ชมเกือบทุกรายถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้งและอาลัยรักในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงงานหนัก เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ปรากฏการณ์ที่ 6 เกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆทั่วทุกภาคของประเทศในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559 เมื่อพสกนิกรได้ร่วมใจกันจัดกิจกรรมแสดงออกถึงความอาลัยรักและจงรักภักดี อาทิ จ.อุบลราชธานี กลุ่มศิลปินหมอลำ ลูกหลานชาวเมืองอุบล ร่วมแสดงลำล่อง ซึ่งเป็นบทเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อถวายความอาลัยองค์ราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ และ “ครบรอบ 61 ปี ในหลวงเสด็จฯอุบลราชธานี” ช่วงค่ำชาวเมืองดอกบัว จำนวน 79,999 คน ร่วมใจจุดเทียนถวายความอาลัยและแปรอักษรรูปดอกบัว มีเลข 9 อยู่ตรงกลาง

ส่วนที่ทุ่งศรีเมือง ชาวอุดรกว่า 2 หมื่นคน ร่วมใจจุดเทียน ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมกับแปรอักษรเลข 9 มีรูปหัวใจ 2 ดวง และตัวอักษรคำว่า “อุดรธานี” เช่นเดียวกับที่ จ.เชียงใหม่ ที่ลานราษฎร์รักบาท หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ พสกนิกรชาวเชียงใหม่นับแสนคนร่วมพิธีถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 และยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 90 วินาที ก่อนที่จะร่วมแปรอักษรตราสัญลักษณ์ ภปร และรูปหัวใจ แสดงถึงความจงรักภักดี

ขณะที่ จ.ยะลา ชาวยะลานับหมื่นคนรวมพลังแปรอักษรรูปช้าง มีเลข 9 อยู่ด้านใน และร่วมกันขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แสดงถึงความรักและภักดีที่มีต่อองค์เหนือหัวรัชกาลที่ 9

กระแสแห่งความจงรักภักดีไม่หยุดเพียงเท่านี้ เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ก็ได้เกิด ปรากฏการณ์ที่ 7 ขึ้น จากการที่กรมธนารักษ์ได้เปิดจองเหรียญที่ระลึกในโอกาส พระราชพิธีถวาย พระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งจัดทำเป็น 4 ประเภท ได้แก่ เหรียญทองคำ ราคาเหรียญละ 50,000 บาท เหรียญที่ระลึกเงิน ราคา 2,000 บาท เหรียญทองแดงพ่นทราย เหรียญละ 3,000 บาท และเหรียญคิวโปรนิกเกิล เหรียญละ 100 บาท

ด้านหน้าของเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฉลองพระองค์ครุยบรมราชภูษิตาภรณ์ ภายในขอบเหรียญมีข้อความว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช” ส่วนด้านหลังมีรูปพระเมรุมาศ เบื้องบนรูปพระเมรุมาศมีอักษรพระปรมาภิไธย ภปร ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ เบื้องหลังรูปพระเมรุมาศมีรูปแสงอาทิตย์แผ่รังสีผ่านปุยเมฆ ขอบเหรียญเบื้องล่างเขียนข้อความว่า “พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ” และข้อความ “วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม พุทธศักราช 2560” เปิดให้สั่งจองตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม-30 กันยายน 2560

เพียงไม่กี่วันเหรียญทองและเหรียญเงิน รวมถึงเหรียญทองแดงพ่นทราย หมดเกลี้ยง ไม่เพียงพอกับกระแสความต้องการของประชาชน จนคณะกรรมการผู้จัดสร้างต้องตัดสินใจผลิตเพิ่มและเปิดให้จองเป็นครั้งที่สอง ให้ประชาชนได้นำไปเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้อย่างทั่วถึง

สำหรับปรากฏการณ์ที่ 8 เกิดขึ้นนับตั้งแต่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ภาครัฐและเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการพระราชพิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ปรากฏว่ามีหน่วยงานต่างๆร่วมแสดงความจำนงขอเป็นเจ้าภาพมากมาย จนสำนักพระราชวังต้องออกประกาศเพิ่มรอบจาก 2 รอบ เป็น 4 รอบต่อวัน และเพิ่มจำนวนเจ้าภาพร่วมในแต่ละรอบจาก 9 ราย เป็น 11 ราย โดยมีจำนวนเจ้าภาพทั้งสิ้น 8,547 ราย

ส่วนยอดพสกนิกรเข้ากราบพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2559 ที่มีการเปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะเป็นวันแรก จนถึงเวลา 02.18 น. ของวันที่ 6 ต.ค. 2560 อันเป็นวันสุดท้ายที่ได้รับพระราชานุญาตให้เข้ากราบสักการะ รวม 337 วัน สำนักพระราชวังแจ้งยอดตัวเลขอย่างเป็นทางการล่าสุดว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 12,029,009 คน (ก่อนหน้านี้มีรายงานเบื้องต้นในข่าวหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ว่ามีประมาณ 12.7 ล้านคน) และมียอดเงินที่ประชาชนถวายร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล ทั้งสิ้นในช่วงเวลา 337 วัน เท่ากับ 889,545,100.01 บาท แต่หากรวมยอดบริจาค นับตั้งแต่ 14 ตุลาคม ที่ศาลาสหทัยสมาคมด้วย จะเท่ากับ 906,463,277.88 บาท ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ต้องบันทึกไว้อีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย

ปรากฏการณ์ที่ 9 สืบเนื่องมาจากการที่พสกนิกรผู้จงรักภักดีจากทั่วประเทศต่างหลั่งไหลเข้ามากราบพระบรมศพอย่างเนืองแน่น จนพื้นที่สนามหลวงทุกตารางนิ้วแน่นขนัดไปด้วยพสกนิกรผู้จงรักภักดีจำนวนมากดังได้กล่าวไว้แล้วใน
ปรากฏการณ์ก่อนหน้านี้

ปรากฏว่าหลายต่อหลายครั้งพสกนิกรมาเป็นจำนวนมากเกินเวลาที่สำนักพระราชวังกำหนดทำให้ต้องขยายเวลาออกไปเป็นตี 1 ตี 2 ของวันใหม่แต่ก็มีบางคนมาซ้ำ 1-2 ครั้งไปจนถึง 4-5 ครั้ง แต่ที่มากที่สุดเท่าที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐค้นพบ มี 2 รายด้วยกันได้แก่

น.ส.ดลนภา กลัดบุบผา หรือครูแหมว อายุ 42 ปี ติวเตอร์สาว หากจำได้เธอคือผู้หญิงที่ถือพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ซึ่งภาพดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์อยู่ในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ หลายฉบับ เธอเล่าว่า เฝ้าติดตามพระอาการประชวรของในหลวง ร.9 มาแล้วเป็นเวลา 3-4 ปีตั้งแต่ประทับที่ รพ.ศิริราช พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกร หลายต่อหลายครั้งได้เห็นพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจท่ามกลางสายฝน เพื่อให้คนไทยอยู่ดีกินดี ทำให้รักพระองค์มาก หลังเสด็จ สวรรคตได้เข้ากราบพระบรมศพแล้ว 300 ครั้ง และยังตั้งใจจะมากราบอีกเมื่อมีโอกาสในครั้งต่อๆไป

ขณะที่ นางสุวรรณา เคนน้ำเที่ยง อายุ 63 ปี ชาวหนองแขม กทม.เล่าด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตาว่า ใจหายที่พระองค์สวรรคต วันที่ 14 ต.ค.59 เป็นวันแรกที่ตื่นขึ้นมาไม่มีในหลวง ร.9 รักและเทิดทูนพระองค์มาก ตั้งใจจะกราบพระบรมศพให้ได้มากที่สุด ทุกวันนี้ตื่นแต่เช้าตรู่ทำภารกิจส่วนตัว ห่อข้าวและน้ำดื่มลงกระเป๋าแล้วนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง มาต่อรถเมล์สาย 80 จุดมุ่งหมายท้องสนามหลวงรอเข้าคิวกราบพระบรมศพในเวลา 07.00 น. ปฏิบัติอย่างนี้มาแล้ว 450 ครั้ง สูงสุดเคยเข้ากราบ 9 ครั้งต่อวัน และจะทำต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งปิดไม่ให้เข้ากราบ

นี่คือ “9” ปรากฏการณ์แห่งความจงรักภักดีที่ชาวไทยมีต่อล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 9 ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีนับจากวันสวรรคต ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ นับเป็นสิ่งที่หล่อหลอมดวงใจพสกนิกรเป็นหนึ่งเดียว และเป็น “9” ในร้อยในพันปรากฏการณ์ แห่งความทรงจำที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐขอนำมา บันทึกไว้

เป็นบทพิสูจน์อย่างชัดเจน แม้ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว

แต่พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ยังคงสถิตในหัวใจคนไทยทุกหมู่เหล่าตราบชั่วนิจ นิรันดร์...


**********

ศิลปิน : เชาว์ ชุมลาภ

ภาพ : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ขนาด 20 x 24 นิ้ว สีน้ำมันบนแคนวาส 

แรงบันดาลใจ : “ในหลวง ร.9 เป็นกษัตริย์และมหาบุรุษของโลกท่ียิ่งใหญ่ สมัยผมยังเป็นเด็กเรียนชั้นประถมได้เห็นพระองค์ท่านเฉพาะในรูปถ่ายขาวดำใส่กรอบไม้แขวนไว้ท่ีฝาผนังตรงหิ้งพระ จากนั้นก็ฝึกวาดรูปในหลวง ร.9 ลงในสมุดเรียนบ่อยขึ้นจนชำนาญ ในทุกๆครั้งท่ีได้วาดรูปจึงมีความ ปลาบปลื้ม และภาคภูมิใจ ผมรักพระองค์ และพระองค์จะอยู่ในใจผมตลอดไป”