วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปีติพระเทพฯ ทรงร่วมซ้อมริ้วขบวน

พร้อม 2 พระเจ้าหลานเธอ พสกนิกรนับหมื่นเฝ้าชม

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า สิริภาจุฑาภรณ์ ทรงร่วมซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่ามกลางพสกนิกรนับหมื่นคนเข้าจับจองพื้นที่รอชมราชประเพณีโบราณ อันยิ่งใหญ่สง่างามสมพระเกียรติ ขณะเดียวกัน ตามวัดทั่วประเทศมีพิธีปลงผม ผู้เข้าร่วมโครงการบรรพชา อุปสมบทหมู่ ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ตามที่คณะกรรมการอำนวยการฝ่ายจัดขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ที่มี พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.สส.เป็นประธานจัดการฝึกซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 1-2-3-6 ในสถานที่จริง ครั้งที่ 2 ในวันที่ 15 ต.ค. โดยมี พล.ต.ณัฐวัฒน์ อัคนิบุตร ที่ปรึกษาอนุกรรมการฝ่ายจัดขบวน เป็นผู้ควบคุมการซ้อม พร้อมเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมชมริ้วขบวนฯได้นั้น

ทำพิธีบวงสรวงตามราชประเพณี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการฝึกซ้อมจะเริ่มในเวลาประมาณ 03.30 น. ที่โรงราชรถ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีการจัดพิธีบวงสรวงราชรถ ราชยาน ตามราชประเพณีก่อนการเคลื่อนย้ายออกจากโรงราชรถ จากนั้น พล.ท.อาวุธ เอมวงศ์ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก (สพ.ทบ.) นำกำลังพล สพ.ทบ.ฉุดชักพระมหาพิชัยราชรถ หมายเลข 9780 และราชรถพระนำ หมายเลข 9784 ออกจากโรงราชรถ เคลื่อนผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปหยุดที่หน้าประตูวิเศษไชยศรี จากนั้นเจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก นำกำลังพลทั้งหมดวางเชือกฉุดชักราชรถ แล้วนั่งหันหน้าเข้าพระบรมมหาราชวัง ก้มลงกราบสักการะพระบรมศพพร้อมกัน บนถนนหน้าพระลาน เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจึงทำการฉุดชักราชรถทั้งสององค์เข้าสู่ที่ตั้งบนถนนสนามไชย ขณะเดียวกัน กรมขนส่งทหารบก หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ อัญเชิญพระยานมาศสามลำคาน และเสลี่ยงแว่นฟ้า เพื่อเข้าประจำตำแหน่งในพระบรมมหาราชวัง ส่วนทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์อัญเชิญราชรถปืนใหญ่ เข้าประจำตำแหน่งในพระเมรุมาศ เพื่อเตรียมความพร้อม

เชิญ 3 ธงสำคัญร่วมริ้วขบวนฯ

จากนั้นเวลา 06.40 น. ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 1 เริ่มตั้งแถวบนถนนมหาราช ประกอบด้วยตำรวจม้า เจ้าพนักงานนำริ้ว ธงสามชาย คู่แห่ทหารสามเหล่า ปี่ กลองชนะ แตรฝรั่ง แตรงอน สังข์ ฉัตรเครื่องสูงทองแผ่ลวด พระอภิริมชุมสาย พระแสงหว่างเครื่อง บังสูรย์ อินทร์พรหม เชิญจามร พุ่มเงินพุ่มทอง เสลี่ยงกลีบบัวพระนำ นอกจากนี้ในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 2 ยังมีความพิเศษกว่าพระราชพิธีอื่น เนื่องจากมีแถวทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์แซงเสด็จ พระบรมโกศ ที่นำด้วยธงมหาราชจำลอง และแถวมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์แซงเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะมีธงชัยราชกระบี่ยุทธ และธงชัยราชครุฑพ่าห์ นำ ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เข้าตั้งแถวร่วมในริ้วขบวนในตำแหน่ง

สมเด็จพระเทพฯ ทรงร่วมฝึกซ้อม

กระทั่งเวลา 07.00 น. สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ จากนั้น ทรงร่วมในพิธีฝึกซ้อมเสมือนวันพระราชพิธีจริง ตั้งแต่เจ้าพนักงานอัญเชิญพระโกศทองใหญ่จำลองประดิษฐานบนพระยานมาศสามลำคาน หน้าประตูสรีสุนทร จากนั้น พระยานมาศสามลำคานอัญเชิญพระโกศทองใหญ่จำลอง ออกจากพระบรมมหาราชวัง ผ่านทางประตูเทวาภิรมย์ เข้าร่วมในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 1 ซึ่งตั้งรออยู่บนถนนมหาราช โดยมี รศ.นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน ผอ.รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ทำหน้าที่เป็นพนักงานภูษามาลาประคองพระโกศจำลอง เจ้าพนักงานยกสัปตปฎลเศวตฉัตรกางกั้นพระโกศ ให้สัญญาณ ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 1 เคลื่อนขบวนตามจังหวะสัญญาณกลอง โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี ทรงพระดำเนินเข้าร่วมในริ้วขบวน ในตำแหน่งหลัง แถวเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงนำหน้าแถวข้าราชบริพารในพระองค์ พระราชวงศ์ และข้าราชบริพาร ที่มี ร.อ.จิทัศน์ ศรสงคราม พระนัดดาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อัญเชิญเครื่องทองน้อย

ทั้งนี้ เมื่อขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 1 เคลื่อนเข้ารวมกับริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 2 ที่ตั้งรออยู่ ณ วงเวียนกรมการรักษาดินแดน สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯขึ้นประทับบนพลับพลายก หน้าวัดพระเชตุพนฯ ทอดพระเนตรขั้นตอนปฏิบัติในพระราชพิธีจริงในริ้วขบวนที่ 2 และทรงพระดำเนินตามในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 2 มุ่งหน้ายังพระเมรุมาศ กลางท้องสนามหลวง ท่ามกลางพสกนิกรจำนวนมากที่มารอรับเสด็จและร่วมชม รวมถึงบันทึกภาพริ้วขบวนพระบรมอิสริยยศที่สง่างามสมพระเกียรติ

“พระองค์หริภา” ทรงร่วมซ้อมด้วย

กระทั่งเวลา 12.05 น. ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 2 ถึงยังท้องสนามหลวง พระมหาพิชัยราชรถ จอดเทียบหน้าทางเข้าพระเมรุมาศ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเข้าพลับพลายก หน้าพระเมรุมาศ ทอดพระเนตรขั้นตอนการเปลี่ยนราชรถ โดยมีพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภา จุฑาภรณ์ ประทับอยู่ด้วย ซึ่งในการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 3 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า สิริภาจุฑาภรณ์ เสด็จฯทรงร่วมในริ้วขบวนฯเวียนอุตราวัฏ (เวียนซ้าย) 3 รอบ เมื่อครบแล้วราชรถปืนใหญ่จึงเทียบเกรินบันไดนาคเพื่อนำพระโกศทองใหญ่จำลองขึ้นสู่พระจิตกาธาน สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เสด็จฯกลับในเวลา 13.00 น.

“พระองค์หญิง” ทรงม้าซ้อมริ้วขบวนฯ

อีกด้านหนึ่งเวลาประมาณ 12.30 น. พันโทหญิง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ องค์ผู้บังคับการกองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์ เสด็จมาทรงร่วมในการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วขบวนที่ 6 ซึ่งเป็นริ้วขบวนสุดท้ายที่จะอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จากพระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปประดิษฐาน ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราช วรวิหาร และวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร โดยริ้วขบวนพระ บรมราชอิสริยยศที่ 6 ตั้งแถวที่บริเวณหน้าหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ประกอบด้วย กองทหารม้านำและตามจำนวน 77 ม้า จากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม. 2.รอ) กำลังพลตำรวจม้าของกองบัญชาการตำรวจนครบาล และรถยนต์หลวง ทั้งนี้ พันโทหญิง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณ วรีนารีรัตน์ ทรงม้านำริ้วขบวนฯ มุ่งหน้าเข้าสู่พระบรม มหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี ก่อนที่เจ้าพนักงานจะอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร จากพระศรีรัตนเจดีย์ ขึ้นบนรถยนต์หลวง ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 6 จึงเคลื่อนออกจากพระบรมมหาราชวัง ใช้เส้นทางประตูวิเศษไชยศรีไปยังวัดราชบพิธฯ และวัดบวรนิเวศวิหาร

พสกนิกรแห่ชมล้นพื้นที่

สำหรับบรรยากาศการเฝ้ารอชมการซ้อมขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เสมือนจริงครั้งที่ 2 นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาต่อแถวตามจุดคัดกรองกันยาวเหยียด กระทั่งเวลา 05.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เปิดจุดคัดกรอง จำนวน 9 จุด ประกอบด้วย บริเวณแยกสะพานมอญ ท่าช้าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศาลพระแม่ธรณีบีบมวยผม ถนนกัลยาณไมตรี แยกสะพานช้างโรงสี แยกวัดพระเชตุพนฯ ท่าพระจันทร์ และใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ให้ประชาชนหลั่งไหลเข้ามาปักหลักจับจองพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้ ส่วนที่ประตูเทวาภิรมย์ ถนนมหาราช ด้านท่าช้าง ยาวไปจนถึงถนนท้ายวัง มีประชาชน รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เข้ามาจับจองพื้นที่รอชมการซ้อมริ้วขบวนอย่างหนาแน่น เช่นเดียวกับบริเวณหน้าศาลหลักเมืองและกระทรวงกลาโหม ประชาชนจำนวนมากเข้ามาจับจองบริเวณริมฟุตปาทจนล้นออกมาถึงถนนหลักเมือง ซึ่งในช่วงที่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 1 เคลื่อนไปตามถนนมหาราช ตลอดเส้นทางทุกคนต่างยกมือพนมไหว้ หลายรายถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความอาลัย

ปักหลักจองพื้นที่ตั้งแต่มืด

ต่อมาผู้สื่อข่าวสอบถามประชาชนที่มาร่วมชมการซ้อมริ้วขบวนฯ ในครั้งนี้ ต่างบอกว่าเดินทางเข้ามาในพื้นที่กันตั้งแต่มืด อาทิ นางจารุวรรณ ขิงเพชร อายุ 47 ปี ซึ่งพาหลานสาววัย 3 ขวบ 4 เดือน มาร่วมชมการซ้อม บอกว่าออกจากบ้านที่ จ.ปทุมธานีตั้งแต่ตี 4 มาถึงบริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ประมาณตี 5 ก็พบว่ามีประชาชนมายืนรอแถวยาวเกือบถึงแยกคอกวัว และยืนยันจะขอเป็นส่วนหนึ่งในวันที่ 26 ต.ค. อย่างแน่นอน เพราะรักพระองค์ท่านมาก พระองค์ทรงงานและลำบากเพื่อพสกนิกรมามากมาย บรรยายยังไงก็ไม่หมด ด้านนางสุรีย์ บัวบาน อายุ 53 ปี มาจากบางบอน กทม. เป็นคนหนึ่งที่ระบุว่า มาถึงท้องสนามหลวงตั้งแต่ตี 4 เพื่อจับจองพื้นที่ให้ใกล้ชิดกับริ้วขบวนมากที่สุด ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการซักซ้อมก็ตาม แต่เมื่อได้เห็นริ้วขบวน รู้สึกดีใจเห็นความสง่างาม แต่ก็อดร้องไห้ไม่ได้ที่ในหลวง ร.9 จะจากพวกเราไปจริงๆ สิ่งสำคัญที่ได้เห็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินในขบวนด้วย ถือว่าเป็นมงคลแก่ชีวิต ขณะที่ น.ส.คำพอง เผือกนอก อายุ 63 ปี กล่าวทั้งน้ำตาว่า ยึดในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นที่พึ่ง เปรียบเสมือนพ่อคนหนึ่ง พอสิ้นพระองค์ก็หมดทุกอย่าง เมื่อได้เห็นริ้วขบวนพระบรม ราชอิสริยยศ รู้สึกถึงความสวยงาม เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่หาดูได้ยาก แต่มาพร้อมกับความรู้สึกใจหาย ยอมรับว่ายังทำใจไม่ได้ ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงอาจไม่ได้มา เพราะทำใจยังไม่ได้ กลัวเสียใจและร้องไห้จนเป็นลม

จากใจปวงประชาขอทำดีถวาย

ขณะที่นายประพันธ์ รอ ณ รังษี พนักงานบำนาญการรถไฟแห่งประเทศไทย วัย 63 ปี เดินทางมาพร้อมภรรยา จาก จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า ออกจาก จ.ชัยภูมิ ตั้งแต่เย็นวันที่ 14 ต.ค. มาถึงหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ตอนตี 3 ก็เห็นคนจำนวนมากมารอเข้าจุดคัดกรอง ส่วนวันที่ 26 ต.ค. คงมาไม่ได้ ต้องทำหน้าที่จิตอาสาในพื้นที่ พระองค์เหนื่อยกับการทรงงานเพื่อพสกนิกรมากมาย พวกเรายังทำไม่ได้ เสี้ยวหนึ่งของพระองค์ จึงตั้งใจจะทำความดีทำจิตอาสาเพื่อพ่อหลวงให้มากที่สุด เช่นเดียวกับ พ.ต.หญิง ศิลัชญา ปริชาตปรีชา พยาบาลจากโรงพยาบาลวชิรปราการ จ.ตาก พร้อมด้วย ร.อ.หญิง รัตนาพร ปันทราช พยาบาลโรงพยาบาลค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า สมัครมาเป็นพยาบาลอาสาที่จะเข้ามาดูแลประชาชนในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.9 พร้อมกับพยาบาลจากหน่วยต่างๆประมาณ 1 พันกว่าคน รู้สึกภาคภูมิใจในฐานะข้าราชการที่ได้เข้ามาดูแลประชาชนถวายงานพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย แม้รู้อยู่แล้วว่าจะลำบาก แต่ก็อยากเข้ามาดูแลประชาชนด้วยความเต็มใจ และได้เก็บคำสั่งสอนของพระองค์ไว้ปฏิบัติว่า ข้าราชการมีหน้าที่รับใช้ประชาชนและแผ่นดิน ตามที่พระองค์เคยสอนไว้อยู่ในใจเสมอ

ฝรั่งมารอดูความภักดีของคนไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ที่บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ แม้จะเห็นริ้วขบวนฯในระยะไกล แต่มีประชาชนยืนรอดูจนแน่น ซึ่งเมื่อหัวขบวนเคลื่อนผ่านมาถึงในท้องสนามหลวง เวลา 10.20 น. ประชาชนริมถนนพยายามเบียดเข้าไปข้างหน้าเพื่อให้เห็นได้ ใกล้ที่สุด หลายคนยืนขึ้นถ่ายภาพจนถูกคนข้างหลังร้องโวยวายที่ถูกบัง เจ้าหน้าที่ต้องคอยขอร้องให้นั่งและไม่ให้เบียดเข้าไปด้านหน้า ซึ่งนอกจากคนไทยทั้งผู้ใหญ่ เด็ก รวมทั้งพระสงฆ์ เฝ้ารอชมความสง่างามของริ้วขบวนฯแล้ว ยังมีสามีและภรรยาชาวชาวออสเตรเลีย นำข้าวใส่กล่องพลาสติกมายืนกินขณะเฝ้ารอชมพระบารมีและความจงรักภักดีของคนไทยที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 และร่วมยืนถวายความเคารพไปพร้อมกับคนไทยด้วย

ปลงผมนาคอุปสมบทหมู่

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่วัดยานนาวา กรุงเทพฯ มีพิธีปลงผม ผู้เข้าร่วมบรรพชาอุปสมบทหมู่ ตามมติมหาเถรสมาคม เพื่อบำเพ็ญกุศลถวาย เป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ระหว่างวันที่ 15-30 ต.ค. โดยมีผู้เข้าร่วมบวชที่วัดยานนาวาจำนวน 138 คน มีพระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ทั้งนี้ นายสมเกียรติ ธงศรี ผู้ตรวจราชการ พศ.ปฏิบัติหน้าที่โฆษก พศ. กล่าวว่า โครงการดังกล่าว มส.มีมติให้จัดขึ้นทั่วประเทศ โดยมีวัดเข้าร่วมโครงการส่วนกลาง 13 วัด ส่วนภูมิภาค 283 วัด มีผู้บวชในส่วนกลาง 3,075 คน ส่วนภูมิภาค 25,187 คน รวม 28,253 คน โดยจะมีพิธีอุปสมบทพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 16 ต.ค. ยกเว้นในส่วนของวัดพิชยญาติการาม จะจัดพิธีบรรพชาในวันที่ 18 ต.ค. และอุปสมบทในวันที่ 19 ต.ค. ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ซึ่งในส่วนของวัดพิชยญาติการาม ถือว่ามีผู้เข้าร่วมบวชมากที่สุด จำนวน 1,304 คน

เมรุมาศจำลองเสร็จทุกจังหวัด

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ถึงการก่อสร้างพระเมรุมาศจำลอง 76 แห่งทั่วประเทศและรอบกรุงเทพมหานคร 8 แห่ง ว่าขณะนี้เสร็จสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว หลังจากนี้จะปรับภูมิทัศน์โดยรอบพระเมรุมาศจำลอง รวมทั้งเตรียมเต็นท์บริการ ห้องน้ำ และจุดบริการอื่นๆให้แก่ประชาชนที่ไปร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นอกจากนี้ยังสั่งให้เตรียมซักซ้อมการปฏิบัติเพื่อจัดงานพระราชพิธีฯให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งเมรุมาศจำลอง และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ อีก 802 แห่งในทุกอำเภอ

ก.แรงงาน ให้ลูกจ้างหยุด 26 ต.ค.

ด้านนายวิวัฒน์ จิระพันธุ์วานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้ขอความร่วมมือนายจ้างสถานประกอบกิจการได้อนุญาตให้วันที่ 26 ต.ค. เป็นวันหยุดงานเพื่อให้ลูกจ้างทั้งไทยและต่างด้าวได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชซึ่งเป็นพระราชพิธีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับปวงชนชาวไทยรวมทั้งเป็นการรวมใจกันถวายความจงรักภักดีและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตามสถานที่ที่กำหนดใกล้บ้านพร้อมกันทั่วประเทศ ทั้งนี้ สถานประกอบการ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครเขต 1- 10 หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดที่สถานประกอบกิจการตั้งอยู่หรือโทร.สายด่วน 1546