วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อย่าประมาท! น้ำเหนือบวกน้ำหนุน เฝ้าระวังพายุลูกใหม่อุทกภัยซ้ำรอยปี 54

เรียกว่าทำเอานอนไม่หลับไปตามๆ กัน สำหรับคนกรุง โดยเฉพาะผู้อาศัยในพื้นที่ชั้นใน หลังจากเช้ามืดวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา เจอฝนบุกถล่มเกินกว่า 200 มิลลิเมตร ถนนหลายสายกลายเป็นแม่น้ำ หรือชาวโซเชียลเน็ตเวิร์คถึงขั้นออกปากว่า “ทะเลกรุงเทพฯ” ล้อเลียนสโลแกนของสวนสนุก

หลายเสียงประดังเข้ามา... อาทิ “ทำไมไม่มีการแจ้งเตือนก่อน, เกิดอะไรขึ้น, หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำอะไร” ซึ่งในเรื่องนี้ พ่อเมืองกรุงเทพฯ อย่าง “อัศวิน ขวัญเมือง” ได้ยื่นอกขอโทษประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คำถามคือ หลังจากนี้เราจะโดนฝนถล่มเละแบบเดิมหรือไม่ น้ำเหนือที่กำลังไหลมา จะซ้ำเติมเหมือนปี 2554 หรือเปล่า กรุงเทพมหานครมีแผนรับมืออย่างไร ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เตรียมคำตอบมาให้แล้ว นำโดย นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา นายณรงค์ เรืองศรี รอง ผอ.สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร และกูรูเรื่องภัยธรรมชาติ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ที่ปรึกษาสมาคมอุทกภัยแห่งชาติ

ไขคำตอบ เหตุฝนถล่มกรุงเทพฯ หนักรอบหลายปี

อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายว่า.. ฝนตกหนักเมื่อวันก่อนนั้น โดยเฉพาะพื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ เกิดจากกลุ่มฝนฟ้าคะนอง ถึงแม้จะตกไม่นานนัก 1-2 ชั่วโมง แต่เนื่องจากมีปริมาณน้ำฝนมาก ซึ่งที่จริงแล้วถือเป็นเรื่องปกติ อย่างในต่างจังหวัด หากมีฝนตกในปริมาณดังกล่าว ก็จะทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก ทั้งนี้ จากสถิติปริมาณน้ำฝนมีมากที่สุด คือ 215 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตาม ในปกติแล้วเวลาฝนตกจะเฉลี่ยที่ 100 - 200 มิลลิเมตร แต่สำหรับใน กทม. ตกเพียง 60-100 มิลลิเมตร ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมขังได้

ด้าน ดร.สมิทธ เสริมว่า ฝนที่ตกครั้งนี้เป็นเพียงฝนจากมรสุมพายุที่ก่อตัวจากทะเลจีนใต้เท่านั้น ซึ่งก็มากเป็นประวัติกาล ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยผู้ว่าฯ มหาจำลอง ศรีเมือง เนื่องจากมีปริมาณน้ำมาก ส่งผลให้น้ำระบายไม่ทัน ทั้งนี้ หากทาง กทม.ได้เตรียมความพร้อมมากกว่านี้ ด้วยการระบายน้ำไว้ล่วงหน้า 2-3 วัน ก็คิดว่าจะไม่ท่วมหนักเท่านี้ เขาคงคาดไม่ถึงว่าฝนจะตกหนักขนาดนั้น แต่ก็ยืนยันได้ว่าน้ำท่วม กทม.ครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำเหนือที่กำลังจะมาแต่อย่างใด

“ปัญหาของ กทม. อยู่ที่การระบายน้ำ กทม. ควรติดเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่บริเวณริมคลองสำคัญ เช่น คลองแสนแสบ ผดุงกรุงเกษม โดยต้องระบายน้ำให้ท่อน้ำใน กทม. มันแห้งอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากหากมีฝนตกหนักลงมาจะสามารถระบายได้.. ที่สำคัญคือ กทม. มีการฝังท่อลักษณะนี้มาหลายสิบปี ส่งผลให้การถ่ายเทของน้ำจากท่อทำได้ช้า ด้วยเหตุนี้ ตรงปลายท่อ หรือจุดพักน้ำในพื้นที่ต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบาย อีกทั้งยังเจอปัญหาเศษขยะจำนวนมากด้วย” ที่ปรึกษาสมาคมอุทกภัยแห่งชาติ กล่าว

กทม. ยังมีฝนตกต่อ ต้องลุ้นพายุ ยาวไปถึงเดือนธันวาคม

ทีมข่าวฯ ถามว่า หลังจากนี้ กทม. ยังคงต้องเจอฝนหนักๆ อย่างนี้อีกหรือไม่ นายวันชัย ให้ความมั่นใจว่า ในช่วงนี้อาจจะไม่โดนฝนตกหนักแบบสัปดาห์ก่อน แต่ยังคงมีฝนตกลงมาอยู่บ้าง แต่ปริมาณน้ำฝนจะไม่มากเท่า เนื่องจากร่องมรสุมมีการขยับออกไปเรื่อยๆ

ส่วนจะมีพายุจะเข้าประเทศไทยหรือไม่นั้น อธิบดีกรมอุตุฯ เชื่อว่ายังไม่มี อย่างพายุ “ขนุน” นั้น จะเดินทางไปยังเกาะไหหลำ และเวียดนาม และคาดว่าจะอ่อนกำลังลง ส่วนพายุลูกอื่นๆ นั้นจะมีหรือไม่ ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะพายุจะยังสามารถก่อตัวได้ถึงเดือนธันวาคม หากมีพายุจริงๆ ทางตอนใต้ของประเทศก็อาจจะได้รับอิทธิพล

เกี่ยวกับพายุขนุน นั้น ดร.สมิทธ กลับมีความเห็นที่แตกต่างกันคือ สิ่งที่น่ากังวลคือ พายุลูกนี้อาจจะวกกลับเข้ามา แบบนี้น่ากลัว เนื่องจากมีการคาดการณ์จากสถานีกรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ซึ่งหากเป็นแบบนั้น มันก็จะผ่านมาที่ลาว เวียดนาม ส่งผลภาคเหนือของประเทศไทยได้รับผลกระทบ มีฝนตกหนัก เนื่องจากบรรยากาศในช่วงนั้นอาจจะดึงไอน้ำจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากมหาสมุทรอินเดียเข้ามาได้ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นคือ ฝนตกทุกเย็นช่วงนี้

กทม. พร่องน้ำ รองรับฝนถล่ม ยอมรับหากมามากๆ ก็มีขีดความสามารถจำกัด

ด้าน นายณรงค์ เรืองศรี รอง ผอ.สำนักการระบายน้ำ กล่าวถึงแผนรับมือฝนหนักว่า ที่ผ่านมา กทม. ได้เร่งพร่องน้ำในคูคลองเพื่อระบายน้ำในพื้นที่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝั่งธนบุรี หรือ ฝั่งพระนคร ลงแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้เครื่องสูบน้ำ รวมไปถึงอุโมงค์ระบายน้ำที่มีอยู่ เพื่อให้กลับมาอยู่ในภาวะปกติ หากวันนี้ (16 ต.ค.) ไม่มีฝนตกในพื้นที่อีก ระดับน้ำในคลองต่างๆ ก็อยู่ในขั้นเตรียมพร้อมสามารถรองรับน้ำได้ แต่ก็ยังมีบางคลองที่ยังมีระดับสูงอยู่ เรากำลังเร่งให้ระดับน้ำลดต่ำลงกว่านี้ เช่น คลองลาดพร้าว คลองราชมนตรี และคลองสนามไชย ซึ่งมีการระบายน้ำไปทางคลองมอญ คลองชักพระ คลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ ซึ่งคาดว่าใช้เวลาอีกสักพักหนึ่ง ระดับน้ำก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ

“ที่ผ่านมา เราได้เตรียมความพร้อมอยู่ตลอด ดังเช่น ที่ท่านผู้ว่าฯ ให้สัมภาษณ์ โดยกำชับให้สำนักการระบายน้ำทำความสะอาดคูคลองให้พร้อม ตลอดจนดูแลเครื่องสูบน้ำต่างๆ ให้พร้อมใช้งานไว้แต่ก่อนแล้ว ส่วนปัญหาขยะ อย่างที่ปรากฏในสื่อ เราเห็นว่ามีขยะมารวมตามจุดต่างๆ เช่น ฝาท่อ จุดพัก สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เป็นอุปสรรค ซึ่งเจ้าหน้าที่ของเราได้ปฏิบัติงานในภาคสนาม 24 ชั่วโมง ก็ยังพบว่ามีปริมาณขยะจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเศษขยะ พลาสติก แก้วน้ำ ขวดน้ำ ดังนั้นจึงต้องรีบเก็บขยะออกจากคูคลองและจุดพัก เพื่อไม่ให้กีดขวางทางน้ำ”

รอง ผอ.สำนักระบายน้ำ กทม. ยอมรับว่า ขีดความสามารถในการระบายน้ำของ กทม.​ นั้นทำได้ในระดับหนึ่ง แต่หากว่ามีฝนตกมากๆ ในพื้นที่นั้น ก็คงต้องใช้เวลาในการระบาย ส่วนจะนานหรือไม่นาน ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนที่ตกลงมา เช่น จากตอนเช้าที่มีจุดวิกฤติมากถึง 55 จุด จากนั้นช่วงบ่าย ก็สามารถระบายจนเหลือเพียง 5-6 จุด จากนั้นในตอนเย็น ก็สามารถระบายได้หมดทุกจุด

“ยืนยันว่าไม่ได้ละเลยเรื่องการแจ้งเตือนประชาชน เพราะเรามีการประชาสัมพันธ์มาโดยตลอด อย่างเช่น กรณีฝนตกนั้น เราสามารถตรวจสอบได้ก่อนจากทางเรดาร์ จากนั้นก็จะสื่อสารออกไปทางเว็บไซต์ รวมถึงทวิตเตอร์ และหลายช่องทาง ซึ่งตรงนี้พี่น้องประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบสภาพอากาศได้ก่อน 1-2 ชั่วโมง” นายณรงค์ กล่าว

เตือน! บริหารจัดการให้ดี ระวังซ้ำรอยปี 54 น้ำเหนือถล่ม กทม.

ที่ผ่านมา มีข่าวลือที่มีนักวิชาการมาให้ข้อมูลว่า ไทยอาจจะโดนพายุอีก 3 ลูกนั้น นายวันชัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบตามที่ระบุ จุดแรก จะเกิดที่ทะเลอันดามัน ยืนยันว่า “ไม่เข้าไทยแน่นอน” หากเกิดจุดนั้นก็จะไปทางอินเดีย บังกลาเทศ ส่วนจุดที่ 2 หมายถึง พายุขนุน จากการตรวจสอบพบว่า จะไม่เข้าประเทศไทยโดยตรง โดยจะไปทางเกาะไหหลำ ต่อด้วยเวียดนาม และอาจจะสลายตัวแถวนั้น ส่วนลูกสุดท้ายที่บอกว่าจะเกิดที่ทะเลจีนใต้ในสัปดาห์หน้านั้น ก็อาจจะเกิดพายุได้ แต่เชื่อว่าไม่ได้เข้ามาประเทศไทย

เมื่อถามว่า ทำไมปีนี้ถึงมีฝนยาวนานกว่าปกติ ทั้งที่ผ่านหน้าฝนไปแล้ว แต่ก็ยังมีกลุ่มฝนอยู่ นายวันชัย กล่าวว่า หากเราดูสถิติย้อนหลังกลับไป 2 ปี จะทราบว่าปีนี้มีฝนตกหนักและยาวนานกว่า เป็นเพราะช่วงก่อนเกิดปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้เกิดภาวะแล้ง แต่ปีนี้ถือว่าเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ประจวบเหมาะว่ามีพายุเข้าประเทศไทยรวมกันถึงตอนนี้ 3 ลูก ทำให้ปริมาณน้ำฝนจึงมีมากกว่าปกติ

“ช่วงสัปดาห์นี้ถึงสัปดาห์หน้า คนกรุงเทพฯ​ และภาคกลาง ยังต้องระมัดระวังฝนที่ยังคงมีอยู่ แต่อาจจะไม่ตกหนักเหมือนที่เจอกัน ส่วนที่ต้องระวังคือ น้ำเหนือ ที่เริ่มไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ใครที่อยู่ในเขตดังกล่าวต้องระมัดระวัง เพราะนอกจากที่จะเจอน้ำเหนือแล้ว ยังอาจจะเจอน้ำทะเลหนุนในช่วงนี้ด้วย ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำล้นตลิ่ง” อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าว 

ขณะที่ ดร.สมิทธ กล่าวถึงโอกาสที่จะซ้ำรอยปี 54 หรือไม่ ว่า ทีแรกตนก็รู้สึกกลัว แต่ในฐานะที่ตนเป็นที่ปรึกษาสมาคมอุทกภัยแห่งชาติ ตนจึงพยายามติดต่อผู้บริหารเขื่อนต่างๆ โดยเฉพาะเขื่อนใหญ่ ให้คุยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างปล่อย หรือต่างคนต่างเก็บ หากเก็บไว้มากเกินไป เวลาเจอฝนมากๆ มันก็จะล้นเขื่อน จึงอาจต้องปล่อยออกมา เมื่อต่างปล่อยออกมาก็ทำให้น้ำท่วมเหมือนปี 54 ซึ่งตอนนี้ตนทราบว่าน้ำก็เริ่มท่วมตลิ่ง แถวจังหวัดในตอนเหนือของกรุงเทพฯ เช่น นครสวรรค์ ชัยนาท หากไม่ปรึกษากันให้ดี ก็จะเจอแบบเดิม ด้วยเหตุนี้จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาข้อเสนอให้รวมกันเป็นกระทรวงเดียวในการดูแลจัดการน้ำทั้งประเทศ.