วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ สร้างเศรษฐกิจใหม่นำประเทศพ้นกับดัก

คำว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มีความเชื่อมต่อกันอย่างลึกซึ้ง โดย “วิทยาศาสตร์” หรือการค้นพบองค์ความรู้ จะนำไปสู่การสร้าง “เทคโนโลยี” และการประยุกต์ใช้องค์ความรู้

ส่งผลให้เกิดไอเดียหรือสินค้าที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจที่เราเรียกว่า “นวัตกรรม”

รัฐบาลไทยมีมาตรการและโครงการส่งเสริมนวัตกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนสตาร์ทอัพกองทุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อการลงทุนในการวิจัยและนวัตกรรม

โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) โครงการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรม (Innovation Hub) และการหักลดหย่อนภาษี 300% สำหรับต้นทุนจากการวิจัยและนวัตกรรม เป็นต้น

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสได้รับฟังแนวคิดในการพัฒนาประเทศไทยจาก “ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง

เขาคือผู้จุดประกายแนวคิดไทยแลนด์ 4.0 จนติดปากทุกคนในเวลานี้ ว่านั่นคืออนาคตที่คนไทย และประเทศไทยต้องก้าวไปให้ถึง เพื่อก้าวข้ามกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลางให้ได้

ในครั้งนี้เขามาเน้นย้ำถึง “การนำคลัสเตอร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการนำพาประเทศ ไทยสู่อนาคต

ลงทุนวิจัยนวัตกรรมไทยต่ำ

ดร.สุวิทย์ เริ่มต้นการพูดคุยในครั้งนี้ว่า ด้วยความที่เห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และเกาหลีใต้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจจนประสบความสำเร็จอย่างสูง เกิดจากปัจจัยที่สำคัญคือทุนและนวัตกรรม

โดยสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสิงคโปร์และเกาหลีใต้อยู่ที่ 25.3% และ 29.2% ตามลำดับ ขณะที่สัดส่วนของไทยต่ำกว่าเล็กน้อยคืออยู่ที่ 22.0%

แต่ด้านการวิจัยและนวัตกรรม ตัวชี้วัดต่างๆของไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าสิงคโปร์และเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก

ตัวอย่างเช่น รายจ่ายการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาต่อ GDP ของสิงคโปร์และเกาหลีใต้สูงถึง 2.19% และ 4.29% ขณะที่สัดส่วนของไทยอยู่ที่เพียง 0.62% เท่านั้น

นักวิจัยต่อประชากร 1 ล้านคนของสิงคโปร์และเกาหลีใต้สูงถึง 6,658 คน และ 6,899 คน ตามลำดับ ขณะที่ไทยอยู่ที่เพียง 974 คนเท่านั้น

ตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนผลลัพธ์ของนวัตกรรมคือ สัดส่วนสินค้าส่งออกอุตสาหกรรมขั้นสูงต่อสินค้าส่งออกอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยสัดส่วนดังกล่าวของไทยเท่ากับเพียง 21.4% ขณะที่สิงคโปร์และเกาหลีใต้มีสัดส่วนดังกล่าวสูงถึง 49.2% และ 26.8% ตามลำดับ

รัฐบาลปัจจุบันได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับประ– เทศไทยผ่านการใช้โมเดลประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการสร้างมูลค่าผ่านการใช้ประโยชน์ของการวิจัยและนวัตกรรม

โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายว่ารายจ่ายจากการวิจัยและนวัตกรรมของไทยจะเพิ่ม เป็น 1% ต่อ GDP ในปี 2561 และเพิ่มเป็น 1.5% ในปี 2564 โดยเป็นรายจ่ายวิจัยภาครัฐ 30% และภาคเอกชน 70%ก้าวข้ามกับดักการพัฒนา 3 ด้าน

ในระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับปัญหากับดักในการพัฒนา 3 ด้าน ได้แก่ กับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งขัดขวางให้ประเทศไม่มั่งคั่งไปกว่านี้

กับดักความไม่เท่าเทียม ที่ทำให้ประเทศไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและขาดการมีส่วนร่วมจากสังคม และกับดักความไม่สมดุล ที่เป็นอุปสรรคให้ประเทศไม่สามารถมีการเจริญเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน

เพื่อแก้ปัญหา 3 ด้านนี้ ประเทศไทยจึงจำเป็นจะต้องสร้าง “เศรษฐกิจฐานคุณค่า” (Value–Based Economy) ซึ่งประกอบไปด้วย เศรษฐกิจไหลเวียน เศรษฐกิจแบบกระจาย ตัว และเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

ดร.สุวิทย์กล่าวว่า ระบบเศรษฐกิจไหลเวียน (Circular Economy) เป็นระบบเศรษฐกิจที่จะสร้างสมดุลระหว่าง “มนุษย์ กับธรรมชาติ” เพื่อตอบโจทย์ “ความยั่งยืน”

เป็นการสร้างการเติบโตโดยใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การมุ่งเน้นธุรกิจการผลิตและการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การปรับเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่คำนึงถึงแต่ความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนเป็นหลัก (Cost Advantage) มาเป็นการคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้จากการลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งระบบ (Loss Advantage) การส่งเสริมองค์กรที่ “คิดดี ทำดี” การบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การพัฒนาเมืองอัจฉริยะและเมืองน่าอยู่ การมุ่งเน้นการใช้พลังงานทดแทน เป็นต้น

ขณะที่ระบบเศรษฐกิจกระจายตัว (Distributive Economy) มีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้เกิดสมดุลระหว่าง “มนุษย์กับมนุษย์” เพื่อตอบโจทย์ “ความมั่นคง” โดยการกระจายความมั่งคั่งและโอกาส เพื่อให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

เช่น สร้างภูมิคุ้มกันที่เพียงพอให้กับคนยากจน 40% แรก การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ยกระดับผลิตภาพของภาค
การเกษตร การปรับปรุงคุณภาพของการศึกษาและปรับทักษะแรงงานให้สอดรับกับโลกยุค 4.0 การส่งเสริมเอส–เอ็มอีให้เข้มแข็งและแข่งขันได้บนเวทีโลก การสร้างคลัสเตอร์เศรษฐกิจระดับกลุ่มจังหวัดและจังหวัด

การพัฒนาศูนย์กลางนวัตกรรม (Innovation Hub) ให้กระจายในระดับภูมิภาค การสร้างเศรษฐกิจฐานรากในชุมชน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในรูปแบบประชารัฐ เป็นต้น

เทคโนโลยีนำความมั่งคั่งให้มนุษย์

สำหรับระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation–Driven Economy) เป็นกลไกขับเคลื่อนสู่ “ความมั่งคั่ง” โดยปรับเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นเงินทุนและทุนทางกายภาพ

มาเป็นการเน้นปัญญามนุษย์และเทคโนโลยี เพื่อจะตอบโจทย์ความสมดุลระหว่าง “มนุษย์ กับเทคโนโลยี”

ทำให้เทคโนโลยีเกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ นำความมั่งคั่งมาให้ เช่น การยกระดับทักษะด้านดิจิทัล ไอซีทีและมีเดีย การยกระดับความสามารถด้านวิจัยและพัฒนา การสร้างคลัสเตอร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรม

การบ่มเพาะผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี การออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาวิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การพัฒนาทักษะและงานใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ การบริหารจัดการสมัยใหม่ เป็นต้น

ขณะที่การสร้างเศรษฐกิจฐานคุณค่าด้วยการพัฒนาสังคมแห่งความรู้ สร้างจิตวิญญาณผู้ประกอบการ และมุ่งเป้า 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

คำถามที่สำคัญ คือ เราจะทำให้เกิดเศรษฐกิจฐานคุณค่าอย่างไร?

ดร.สุวิทย์กล่าวว่า เราต้องสร้าง “สังคมแห่งความรู้” (Knowledge-Based Society) ความเจริญก้าวหน้าในศตวรรษนี้จะอาศัยความรู้เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ จะต้องมีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการที่จะเห็นและไขว่คว้าโอกาสทางธุรกิจ

บ่มเพาะจิตวิญญาณผู้ประกอบการ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ Thailand 4.0 จึงให้ความสำคัญในการบ่มเพาะจิตวิญญาณของผู้ประกอบการให้กับคนไทย โดยผู้ประกอบการ คือ ผู้ที่เห็นและไขว่คว้าโอกาสรอบตัว

ผู้ประกอบการจะมีบทบาทเป็นทั้งผู้เปลี่ยนแปลงและผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0

ดังนั้น หนึ่งในภารกิจของรัฐบาล คือ การบ่มเพาะจิตวิญญาณของผู้ประกอบการให้กับคนไทยทุกกลุ่ม เพื่อยกระดับจากเกษตรกรทั่วไปให้เป็นเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer)

จากผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ให้เป็นผู้ประกอบการอัจฉริยะ จากผู้ให้บริการทั่วไปเป็นผู้ให้บริการที่เน้นการบริการที่มีคุณค่าสูง รวมไปถึงการสนับสนุนให้ผู้ที่มีความคิดดีๆให้เป็นสตาร์ทอัพได้

ทิศทางเดียวกับการสร้างนักรบเศรษฐกิจทั้ง 4 รูปแบบที่กล่าวไป ประเทศไทย 4.0 มุ่งเปลี่ยน “ความได้เปรียบในเชิงเปรียบเทียบ” สู่ “ความได้เปรียบเชิงแข่งขัน”

โดยอาศัย 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย 1.กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ 2.กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3.กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม

4.กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว 5.กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง

ทั้งนี้ การสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการบูรณาการอุตสาหกรรมเป้าหมายและผู้ประกอบการ

เพื่อไปสู่ Thailand 4.0 เราต้องมี “ระบบนิเวศ” ที่สนับสนุนการบูรณาการอุตสาหกรรมเป้าหมายและผู้ประกอบการ ซึ่งระบบนิเวศนั้นจะต้องมี 1.การสร้างคลัสเตอร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้

2.การบริหารจัดการระดับความพร้อมของเทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาด หรือ Technology Readiness Level (TRL) 3.การวางกรอบกฎหมาย และหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม

บริหารความพร้อมด้านเทคโนโลยี แปลงงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

ดร.สุวิทย์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างคลัสเตอร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการบูรณาการอุตสาหกรรมเป้าหมายและผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน

ซึ่งคลัสเตอร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะต้องประกอบด้วย 3 ส่วน คือ งานวิจัยอนาคต (Frontier Research) เช่น นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีด้านอวกาศ เศรษฐศาสตร์และพฤติกรรม เป็นต้น

งานวิจัยกลุ่มอุตสาหกรรม (Sectorial Research) เช่น เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) อากาศยาน เมืองอัจฉริยะ ยาและสุขภาพ เป็นต้น

และเทคโนโลยีที่เป็นแพลตฟอร์ม (Platform Technology) เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ อินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง หรือ Internet of Things (IoT) และดิจิทัล เป็นต้น

โดยคลัสเตอร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายนี้ จะเป็นการลงทุนสำหรับอนาคต จะเป็นหลักประกันในระยะยาวที่สนับสนุนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี

นอกจากนั้น การบริหารจัดการ ระดับความพร้อมของเทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาด หรือ Technology Readiness Level (TRL) ของระบบวิจัยและนวัตกรรมของไทยยังมีข้อต่อที่หายไป ทำให้งานวิจัยจำนวนมากไม่สามารถนำไปสู่เชิงพาณิชย์ได้

เดินหน้าสร้างเครือข่ายระดับโลก

ดังนั้น สิ่งที่จะต้องดำเนินการ คือ การปรับทิศทางการวิจัยให้ไปในทิศทางเดียวกันและสร้างความเข้มแข็งของ TRL ด้วยการสนับสนุนให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคอุตสาหกรรม และรัฐบาล อย่างไรก็ตาม การสร้างความเข้มแข็งให้ TRL นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายต่างๆทั่วโลก

หากไม่มีเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก ก็จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องของกรอบกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแล ประเทศไทยต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และการบริหารจัดการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กลไกดังกล่าวทำหน้าที่สนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม มากกว่าเป็นอุปสรรคหรือข้อจำกัด

ยกตัวอย่างเช่น 1.การปฏิรูปองค์การอาหารและยา โดยให้ แบ่งประเภทของนวัตกรรมอาหาร และยาให้ชัดเจนและทันต่อเทคโนโลยีและสภาพตลาดโลกปัจจุบัน รวมถึงปรับกระบวนการในการรับรองให้รวดเร็ว

2.การออกกฎหมาย Bayh Dole Act เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ประดิษฐ์และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดจากการให้ทุนวิจัยของเงินงบประมาณภาครัฐ

โดยการเชื่อมโยงกับสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย ธุรกิจขนาดเล็ก และภาคอุตสาหกรรม 3.การบูรณาการและการแบ่งปันข้อมูลของหน่วยงานราชการ เพื่อให้เกิดนำไปใช้ประโยชน์สูงสุด

อาหาร–เกษตรหัวใจสำคัญ

วิสัยทัศน์ของประเทศไทยในบริบทของอาหารและการเกษตรนั้น คือ การเปลี่ยนจาก “การเกษตรแบบดั้งเดิม” ที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและสภาพอากาศเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้

ไปสู่ “การเกษตรเครื่องจักรกล” และ “การเกษตรที่มีความแม่นยำ” ซึ่งมีประสิทธิภาพของผลผลิตรงตามที่ต้องการในที่สุด

โดยมุ่งเปลี่ยนแปลงผลผลิตของเกษตรกรจาก “สินค้าอุปโภคบริโภค” เป็น “สินค้านวัตกรรม” หรืออีกนัยหนึ่งคือ เปลี่ยนจากสินค้าที่ “แข่งขันด้วยราคา” เป็นสินค้าที่ “แข่งขันด้วยคุณค่า”

นอกจากนี้ ต้องเปลี่ยนจาก “การบริหารจัดการด้านการผลิต” เป็น “การบริหารจัดการด้านความต้องการและตลาด” ซึ่งความท้าทายอยู่ที่จะทำอย่างไรให้สามารถก้าวข้ามจาก “การมุ่งที่ตัวสินค้าและการผลิต” ไปสู่ “การมุ่งที่ธุรกิจและตลาด”โดยมองถึงเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปแบบธุรกิจ ผลกำไร ความร่วมมือ และการลงทุน เป็นต้น

เมื่อพูดถึง “เกษตรกรอัจฉริยะ” ก็หมายถึงเกษตรกรที่ใช้องค์ความรู้และมีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการ สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมด้านอาหารและการเกษตร เป็นอุตสาหกรรมที่มีโอกาสและศักยภาพสูง เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่อุตสาหกรรมที่ครอบคลุมการพัฒนาเศรษฐกิจทั้ง 3 รูปแบบ

คือ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เศรษฐกิจแบบกระจายตัว และเศรษฐกิจหมุนเวียน

*******************************

เขากล่าวว่า ทั้งหมดนี้รัฐบาลมุ่งหวังว่าจะสร้างการเติบโตของประเทศไปพร้อมกับสร้างความเท่าเทียมและความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายในการยกระดับรายได้ของภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นเพียง 10% ของ GDP

แต่ใช้แรงงานกว่า 40% ของแรงงานทั้งหมด ให้เป็น 40% ของ GDP ซึ่งจะทำให้แรงงานกว่า 40% ได้ประโยชน์จากการเติบโตดังกล่าว

ดังนั้น ถ้าเราสามารถที่จะยกระดับความสามารถเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศได้ ก็เท่ากับว่าเราสามารถยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของประเทศในภาพรวม

ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนอย่างแท้จริง.

ทีมเศรษฐกิจ