วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความสุขของประชาชน คือแรงใจสำคัญในการทรงงานหนัก

“ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา บอกเล่าถึงหลักธรรมการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอด 35 ปี ที่ได้มีโอกาสถวายงานอย่างใกล้ชิดว่าเวลานี้คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังใช้ชีวิตตามอย่างโลกตะวันตก โดยหลงลืมความเป็นไทยไปจนแทบหมดสิ้น ทว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในทุกด้าน โดยเฉพาะทรงมีความเป็นไทยอย่างที่สุด ดูได้จากพระราชจริยวัตรของพระองค์ ทั้งเรียบง่ายพอดี และมีความอ่อนน้อมถ่อมตน นี่คือลักษณะของคนตะวันออก ที่หาได้ยากแล้วในปัจจุบัน ถึงเวลาที่คนไทยจะต้องหันมาตามรอยพระยุคลบาท โดยยึดเอาหลักธรรมทั้งหลาย ที่ทรงแสดงให้เห็น มาใช้เป็นหลักปฏิบัติ หรือเป็นหลักทำเพื่อความดีงามจะได้บังเกิดขึ้นในชีวิตที่เหลืออยู่นี้

พระองค์ท่านทรงแสดงให้เราดู ทรงปฏิบัติให้เราดู ทรงปฏิบัติอย่างไร ข้อแรกคือ “ทำงานอย่างผู้รู้จริง และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์” ทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องความรู้จริง คือต้องเป็นผู้รู้จริงในการทำงาน พระองค์ท่านทรงมีเอกสาร ทรงศึกษาวิธีทำแต่ละเรื่องอย่างละเอียด ก่อนตัดสินพระราชหฤทัยลงไปช่วยพัฒนาประชาชนนั้นจะทรงศึกษาก่อนเลย เตรียมก่อน ศึกษาทั้งแผนที่ช่องทางน้ำ กระบวนการพัฒนา และเมื่อพร้อมแล้วถึงจะเสด็จฯ ลงไปทำ

“ความอดทน มุ่งมั่น ยึดธรรมะ และความถูกต้อง” ชีวิตเราเหมือนกันทุกคน ไม่มีชีวิตใครที่โรยด้วยกลีบกุหลาบกว่าจะรอดมาถึงขนาดนี้ บางครั้งถูกความกดดัน บางครั้งถูกเกลียดชัง บางครั้งถูกอิจฉา บางครั้งถูกทำลาย บางครั้งมีอุปสรรคอย่างมโหฬาร ฉะนั้นความอดทนจึงต้องมี พระองค์ท่านรับสั่งว่า โครงสร้างของสังคมไทยนั้นเป็นพีระมิดหัวกลับพระองค์ท่านแทนที่จะอยู่บนยอด ประทับอยู่บนยอดพีระมิดสบาย ๆ ต้องอยู่ก้นกรวย ต้องมารองรับ ทุกอย่างมาเทสู่พระองค์หมด ทั้งคนจน คนรวยอะไรไม่รู้ ใครตีกันที่ไหนก็ถึงพ่อของแผ่นดิน ข้าราชการตีกัน นักการเมืองตีกันพระตีกัน ไม่มีเว้นสักกลุ่ม สนุกสนาน อะไรกันไม่รู้ตีกันทั่ว เสร็จแล้วพอแก้ไม่ตกก็ถวายฎีกา

“ความอ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่าย และประหยัด” เวลาเสด็จฯ เยี่ยมราษฎร พระองค์ทรงโน้มพระวรกายไปหาประชาชน คุกเข่าหน้าประชาชน ถามทุกข์สุข ปรึกษาหารือกับเขาเป็นชั่วโมง ๆ บางทีประทับพับเพียบ ประชาชนนั่งพับเพียบ พระองค์ท่านก็ทรุดพระวรกายนั่งพับเพียบเสมอบนพื้นเดียวกัน เวลาทรงงานต่าง ๆ นั้น ท่านประทับกับพื้น ประทับพับเพียบ พระองค์กองเอกสารบนพื้น พวกเราก็นั่งล้อมวงเฝ้าฯ กัน ไม่ต้องเข้าห้องประชุม ไม่ต้องมีโต๊ะเก้าอี้ประหยัดนั่นเอง

70 ปีที่ผ่านมานั้น ได้ทรงแสดงให้ดูหมดทุกอย่าง
ได้ทรงทำหมดทุกอย่าง ทรงคิดหมดทุกอย่าง
เพื่อรักษาประเทศนี้ไว้ ไม่ใช่เพียงรักษา
ทรงสอนด้วย ทรงนำด้วย ทรงทำให้ดูด้วย
แต่พวกเราพสกนิกรเห็นพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
แต่ไม่เคยมองพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เลย
ชื่นชม แต่ไม่เคยทำตาม

“มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นหลัก” จะทำอะไรขจัดความเห็นแก่ตัวออกไปได้ไหม มุ่งประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งพอมุ่งประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง นั่นคือประโยชน์ของแผ่นดินถามว่าเราไม่ได้รับประโยชน์หรือ เราก็อยู่ในแผ่นดินนี้ ถ้าเราถนอมแผ่นดินนี้ให้คงอยู่อย่างเจริญงอกงาม ให้อยู่อย่างยั่งยืนแล้ว เราก็ได้รับประโยชน์ไปด้วย พระองค์ท่านได้ดำเนินการตลอดชีวิตของการทรงงานอยู่นั้น ทรงยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งโดยตลอด ไม่เคยนึกถึง พระวรกายแม้แต่น้อย ผมเคยเข้าไปขอพระราชทานพร บอกวันนี้วันเกิดพระพุทธเจ้าค่ะ พระองค์พระราชทานพรว่า “ขอให้มีร่างกายที่แข็งแรงเพื่อสามารถทำประโยชน์ให้กับคนอื่นเขาได้ ขอให้มีความสุขจากการทำงานและขอให้ได้รับความสุขจากผลสำเร็จของงานนั้น” ล้วนแต่เป็นพรเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ มิใช่ประโยชน์ส่วนตน

ผมยังจำได้ดีตอนที่พระองค์ท่านรับสั่งให้ผมไปจดมูลนิธิชัยพัฒนา ผมไปที่ กทม. เอง เพราะไม่อยากใช้อภิสิทธิ์อะไรทั้งสิ้น ยิ่งอยู่ใกล้เจ้านายยิ่งต้องทำตัวให้ธรรมดาตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ก็ไปแจ้งเหมือนบุคคลธรรมดาทั่วไปมีเจ้าหน้าที่ กทม. สอบถามว่าทำไมนายกฯ ไม่มาเอง ผมก็บอกนายกฯ งานเยอะมาไม่ได้ เลยมอบฉันทะมา บ้านอยู่อำเภออะไร บอกอยู่อำเภอดุสิต บ้านเลขที่เท่าไร ผมตอบว่าไม่รู้เขาถามว่าทำอาชีพอะไร ผมตอบว่าไม่รู้จริง ๆ ว่าอาชีพอะไร แต่เห็นทำหลายอย่าง พอเจ้าหน้าที่เหลือบไป เห็นชื่อผู้ยื่นจดมูลนิธิฯ และทราบว่าผมเป็นตัวแทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มอบอำนาจมา จึงรีบจัดการให้เสร็จด้วยความตกอกตกใจ ผมกลับมากราบบังคมทูล พอเขาถามว่าอาชีพอะไร ข้าพระพุทธเจ้าตอบไม่ได้ พระองค์ท่านตอบว่า คราวหลังถ้าเขาถามว่าฉันทำอาชีพอะไร ให้ตอบว่า “ทำราชการ” พระองค์ทรงรักประชาชน ทรงงานเพื่อประชาชน คนที่รับราชการ ถือว่ารับงานของราชะมาทำต่อ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องรักประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รับสั่งว่ารู้ไหมบ้านเมืองเราอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้เพราะอะไร เพราะคนไทยเรายังให้กันอยู่ คนในครอบครัวยังช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่คนในชุมชนยังเอื้อเฟื้อกันอยู่ ข้าราชการยังให้บริการแก่ประชาชน เวลาเกิดทุกข์ยากที่ไหน ทุกคนยังรวมตัวกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่ อันนี้เป็นสังคมที่หาไม่ได้ในโลก

ความสุขของประชาชนคือแรงใจสำคัญในการทรงงานหนักเพื่อทุกคน แม้ว่าพระองค์ท่านจะเสด็จสวรรคตไปแล้ว แต่คำสอนของพระองค์ยังคงอยู่ครบถ้วน สำคัญที่สุดคือต้องนำคำสอนเหล่านั้นมาปฏิบัติด้วย พระองค์ทรงสอนพวกเรามา 70 ปีแล้ว ขอให้ใส่ใจนำมาปฏิบัติจริง และส่งต่อให้ลูกหลานด้วย ทรงสอนให้เรารักชาติบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องเสียสละ แต่เป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องทำ และเป็นหน้าที่ต้องส่งต่อให้ลูกหลานทำด้วย บ้านเมืองถึงจะอยู่ได้ หยุดแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองเพราะต่อไปก็จะไม่เหลืออะไรให้ลูกหลานเรา

สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ข้าพระพุทธเจ้า ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา