วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แผ่อานิสงส์ให้ถึงชาวบ้าน


ต้องถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทย นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าในปี 2561 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 4.2%–4.5% ขึ้นหลัก 4 เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ส่วนหนึ่งเนื่องจากคาดว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน จะมีเงินสะพัดประมาณ 40,000 ถึง 50,000 ล้านบาท

ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มาจากภาคการส่งออก ซึ่งจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และการท่องเที่ยว ส่วนในการเลือกตั้ง ส.ส.จะมีเงินสะพัดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความดุเดือดเข้มข้นของการแข่งขัน หากการแข่งขันไม่รุนแรงจะมีการใช้จ่ายประมาณ 20,000 ถึง 30,000 ล้านบาท แต่ถ้ารุนแรงจะเพิ่มเป็น 40,000 ถึง 50,000 ล้านบาท

การเลือกตั้ง ส.ส. เป็นมหกรรมการเมืองที่ยิ่งใหญ่ของไทย เพราะมีการใช้จ่ายมหาศาลทั้งบนดินและใต้ดิน ไม่ทราบแน่ชัดว่าการใช้เงิน 50,000 ล้านบาท ของพรรคการเมืองและผู้สมัคร ส.ส. นับรวมเงินซื้อเสียง หรือการใช้จ่ายภาคใต้ดินเข้าด้วยหรือยัง แต่ที่แน่นอนที่สุด การเลือกตั้งเป็นคุณมหาศาล ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

ด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจนที่สุด เห็นได้จากดัชนีตลาดหุ้นที่พุ่งทะยานในทันทีหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ประกาศหนักแน่นว่าจะกำหนดวันเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน และมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561 ทำให้นักลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ มีความมั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งคืนสู่ประชาธิปไตย

คำพยากรณ์ที่ว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ถึง 4.5% ต้องถือว่าเป็นการโตเกือบก้าวกระโดด เพราะหลายปีที่ผ่านมา จีดีพีไทยเดินเตาะแตะอยู่ที่ 2% หรือสูงกว่า 3% เล็กน้อย ธนาคารโลกคาดว่าปีนี้จะโต 3.5% เป็นอัตราที่ต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน เพราะอินโดนีเซียจะโต 5.1% ฟิลิปปินส์ 6.6% เวียดนาม 6.3% กัมพูชา 6.8% พม่า 6.4%

การคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยอาจโตได้กว่า 4% จึงถือเป็นข่าวดี โดยเฉพาะสำหรับรัฐบาล อาจจะต้องมีการฉลองกันครั้งใหญ่ แต่สำหรับประชาชนทั่วไปจะเป็นข่าวดีด้วยหรือไม่ ชาวบ้านทั่วไปจะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีถ้วนหน้าหรือไม่ ยังหาคำตอบไม่ได้ ที่สำคัญคือปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยืนยันว่า พระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังเป็นการส่งออกและการท่องเที่ยวเหมือนเดิม จึงน่าวิตกว่าปัจจัยเดิมอาจนำไปสู่ผลเหมือนเดิม การส่งออกในไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่ดีขึ้น มีเพียงกลุ่มธุรกิจใหญ่ 10 บริษัทได้รับประโยชน์เต็มที่ แต่ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และชาวบ้านทั่วไปไม่ได้รับอานิสงส์.