วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปณิธานสุดท้าย “เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” ทำงานถวายพ่อจนวันตาย ค้ำชูศิลปะรัชกาลที่ 9

เป็นศิลปินระดับตำนานของประเทศที่อุทิศตนเพื่อสร้างสรรค์มรดกทางวัฒนธรรมไว้อย่างคณานับ ฝากเป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดินไทย สำหรับ “อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2554 โดยหนึ่งในปณิธานสำคัญ ที่ตั้งมั่นคือ จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ถวายงาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปจนวันตาย เพื่อให้งาน ศิลปะประจำยุคสมัยรัชกาลที่ 9 ยิ่งใหญ่เป็นที่จดจารึกของชาวโลก

“ชีวิตนี้ภูมิใจที่สุดคือได้ถวายงานพระเจ้าอยู่หัวอย่างเต็มที่ ผมกล้าสาบานกับตัวเองว่าจะขอถวายงานพระเจ้าอยู่หัวไปจนวันตาย ผมจะสู้จนวันตายเพื่อพระเจ้าอยู่หัว ต่อจากนี้จะทำหน้าที่ของเราจนวันตาย จะสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเพื่อสานต่อสิ่งที่เราทำไว้ที่วัดร่องขุ่น เพื่อให้งานศิลปะประจำยุคสมัยรัชกาลที่ 9 ยิ่งใหญ่จริงๆ ถึงเราตายไปแล้วก็ต้องมีศิลปินรุ่นใหม่มาสานต่ออย่างน้อยอีก 60 ปี แม้พระเจ้าอยู่หัวจะสวรรคตไปแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่วันสุดท้ายสำหรับผม ไม่ใช่รูปสุดท้ายสำหรับผม ไม่ใช่งานสุดท้ายของผม แต่การถวายงาน พระเจ้าอยู่หัวจะต้องทำไปจนวันตาย จนกว่าจะหมดลมหายใจไปจากโลกนี้”...อ.เฉลิมชัย ให้คำมั่นสัญญาไว้กับแผ่นดินไทย

รู้สึกอย่างไรตอนได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นครั้งแรก

ผมได้ถวายงานพระเจ้าอยู่หัวครั้งแรก เมื่อปี 2538 โดยเป็น 1 ใน 8 ศิลปิน ที่วาดภาพประกอบพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” โดยได้เขียนภาพตอนที่ดีที่สุดคือ ตอนเรือแตก และตกทะเล พระเจ้า อยู่หัวทรงตรวจงานเป็นร้อยๆรูปที่พวกเราวาด พระองค์ทรงขับรถมาเองและทรงถือรูปจำนวนมากของพวกเราลงรถมาเอง แล้วยังรับสั่งกับพวกเราว่า เมื่อคืนไม่ได้บรรทมเลย เพราะตรวจงานทั้งคืน ทำให้พวกเราศิลปินตกใจกันมาก ไม่เคยคิดว่าจะทรงงานเองทั้งหมด พระองค์ทรงตรวจรูปและมีพระราชวินิจฉัยอย่างละเอียดทีละรูป ผมอยู่แทบพระบาทคอยจับรูปให้ทีละรูป ทำให้ได้เห็นว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทุ่มเทกับทุกสิ่ง วันที่เข้าเฝ้าฯวันแรก พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งถามว่า ใครวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังร่วมสมัยในวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ผมทูลว่าข้าพระพุทธเจ้าพะยะค่ะ ผมไปวาดที่วัดพุทธปทีปตั้งแต่ปี 2527 อยากนำงานศิลปะของคนไทยไปเผยแพร่ในยุโรป ใช้เวลาเขียน 3-4 ปี ไม่เคยนึกฝันว่างานของเรากลุ่มศิลปินตัวเล็กๆจะอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านรับสั่งชมว่าดีมาก นี่ล่ะเป็นงานศิลปะสมัยใหม่ที่เราอยากได้ จากที่ตื่นเต้นมากๆ กลายเป็นตื่นเต้นมากที่สุดเมื่อรับสั่งชม ใจเรานี่นะ ไม่เคยคาดหวังว่าพระเจ้าอยู่หัวจะทรงสนพระทัย ทั้งๆที่พวกเราเป็นแค่เศษธุลีดิน

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่างในด้านใด

จากที่ได้ฟังพระราชกระแสรับสั่งหลายครั้ง ทำให้ตระหนักว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงทำงานเหนื่อยมาก ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องมานอนกลางดินกินกลางทรายเพื่อประชาชน แล้วเราเป็นใครยังเสวยสุขอยู่เลย ไม่เคยช่วย สังคม เรามีสภาวะความคิดนี้แวบขึ้นมา จึงอยากเปลี่ยนตัวเอง เลิกทำตัวเสเพล และมุ่งหวังว่าจะทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ พวกเราในนามของศิลปินไทยเห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอัจฉริยภาพของจริง ทรงรู้เรื่องศิลปะ อย่างดีเยี่ยมทุกด้าน พระองค์ทรงเป็นแบบอย่าง ของทุกสาขาอาชีพ และยังทรงเป็นศิลปินผู้วาดภาพได้ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก

สิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งและจดจำได้ขึ้นใจคืออะไร

ทรงอยากให้ชาติบ้านเมืองมีงานศิลปะที่พัฒนาไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ หลังจากได้เข้าเฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัว ความคิดผมเปลี่ยนไปหมดเลย เมื่อพระองค์รับสั่งว่า งานศิลปะประจำรัชกาล ของเราไม่เคยมี อยากให้เขียนรูปไทยแต่เป็น สมัยใหม่ อย่าลอกจิตรกรรมฝาผนัง อย่าลอกศิลปะยุคอื่น “พระมหาชนก” จึงเป็นพระราชนิพนธ์ที่ทรงรักที่สุด ทรงอยากให้พระมหาชนกเป็นรูปวาดสมัยใหม่และเป็นงานศิลปะในยุคสมัยของพระองค์จริงๆ

จากที่ได้สัมผัสแทบพระบาทในวันนั้น จุดประกายฝันให้ศิลปิน เล็กๆจากเชียงรายอย่างไร

จากครั้งนั้นที่ได้เข้าเฝ้าฯพระองค์อย่างใกล้ชิด ทำให้ตั้งใจ ว่าจะถวายชีวิตเพื่อพระเจ้าอยู่หัว และเมื่อเสร็จจากงานพระมหาชนก ก็ตั้งมั่นว่าจะทำสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาคือ การสร้างศิลปะ สมัยใหม่ประจำรัชกาลของพระองค์ ผมรู้จักพระเจ้าอยู่หัว ผมรักของผมมาตั้งแต่เป็นเด็ก กระทั่งมีโอกาสอย่างที่ฝัน ได้เข้าเฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัวแทบพระบาท

อะไรคือปณิธานแน่วแน่ในการถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9

ผมไม่ได้ถวายงานเฉพาะการวาดภาพประกอบพระมหาชนกอย่างเดียว แต่ยังวาดรูปถวายพระองค์ท่านอีกหลายครั้งหลายโอกาส และเมื่อพระเจ้าอยู่หัว ประชวรครั้งแรก ผมได้ลุกขึ้นมาสร้างวัดร่องขุ่นเพื่อถวายพระเจ้าอยู่หัว โดย อยากให้วัดร่องขุ่นเป็นตัวแทนความยิ่งใหญ่ของพระองค์ อยากทำให้คนทั้งโลกรู้จัก งานศิลปะประจำยุคสมัยรัชกาลที่ 9 และสิ่งที่พระองค์ทรงเมตตาทุ่มเทให้ประชาชน วัดร่องขุ่นจะต้องครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม เมื่อเราตายไปแล้วลูกหลานถามว่าวัดร่องขุ่นเป็นวัดสมัยใด ก็อยากให้พูดว่าเกิดในยุคสมัยรัชกาลที่ 9 ผมอยากสร้างงานศิลปะระดับโลก เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอยู่หัว

การถวายงานครั้งใดคือที่สุดของความภูมิใจ

ภูมิใจทุกครั้งที่ได้ถวายงานพระเจ้าอยู่หัว แต่งานที่เป็นที่สุดของชีวิตคือออกแบบสร้างเหรียญพระราช ทานแก่คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา เมื่อปี 2538 คุณขวัญ (ขวัญแก้ว วัชโรทัย) โทร.หาผมแจ้งว่าพระเจ้า อยู่หัวทรงอยากสร้างเหรียญพระราชทานแก่คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา และทรงนิมิตว่ามีคนเดียวที่ทำงานนี้ได้คือเฉลิมชัย

ในชีวิตของอาจารย์มีโอกาสวาดภาพ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์กี่ครั้ง

ผมวาดรูปพระเจ้าอยู่หัวมาแค่ 2 ครั้ง คือตอนครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี และตอนฉลองพระชนมพรรษา 72 พรรษา แล้วเพิ่งเขียนรูปใหม่ “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” ตอนที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ซึ่งนำไปตีพิมพ์เป็นภาพปกหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โครงการพิเศษ “ไทยรัฐร่วมพสกนิกรไทย ส่งใจสู่ฟ้าอาลัยพ่อ” ฉบับวันที่ 13 ต.ค.2560 เป็นภาพสีอะคริลิกบนผ้าใบ ขนาด 100 คูณ 120 เซนติเมตร รูปนี้ใช้เวลาเขียน 9 เดือนเต็ม โดยค่อยๆวาดช่วงเช้ามืดหลังทำสมาธิ และทุกช่วงเวลาที่รู้สึกระลึกถึงพระองค์ เขียนไปน้ำตาไหลไป นั่งมองรูปบางทีเขียนไม่ได้ ประชาชนทุกคนอยากส่งเสด็จพระองค์ท่าน แต่ในฐานะศิลปิน เราสามารถส่งเสด็จพระเจ้าอยู่หัวสู่สวรรคาลัยได้จริงๆ ทำนามธรรมเป็นรูปธรรม ผมจึงตั้งใจวาดภาพกายทิพย์ของในหลวง รัชกาลที่ 9
และใช้ครุฑสี่องค์แทนพรหมวิหารสี่ของพระองค์ วิมานสิบหลังด้านบนและดอกบัวทิพย์สิบดอกด้านล่างแทนทศพิธราชธรรม ขณะที่สัญลักษณ์เลขเก้าไทยที่มีภาพของพระองค์อยู่ในวงกลม หมายถึงดวงจิตของพระเจ้าอยู่หัวที่กำลังขยับลอยสู่สวรรคาลัย ปลายทางไปสู่พระนิพพาน

นับจากนี้อาจารย์จะใช้บทบาทของศิลปินแห่งชาติค้ำชูศิลปะ เพื่อรัชกาลที่ 9 อย่างไร

จากที่มีโอกาสถวายงานใกล้ชิดทำให้รับรู้ว่า พระเจ้าอยู่หัวโปรดศิลปะสมัยใหม่ ไม่โปรดให้ลอกสมัยอื่น ขอให้เป็นเฉพาะงานศิลปะที่คิดใหม่ทำใหม่ รับสั่งว่าประเทศชาติต้องก้าวไปสู่ความทันสมัย สิ่งหนึ่งที่อย่าลืมคือต้องไม่ลืมวัฒนธรรม แต่ขณะเดียวกันก็ยึดมั่นอยู่กับเรื่องเก่าไม่ได้ ทั้งเก่าและใหม่ต้องเดินหน้าไปด้วยกันอย่างทัดเทียม อีกเรื่องที่จำ ขึ้นใจคือ “ความรักชาติ” อันนี้เรื่องใหญ่ พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งทุกครั้ง ไม่ว่าทำอะไรก็จะเป็นการทำเพื่อชาติ แม้แต่การทำงานศิลปะก็ทำเพื่อชาติ ผมเอง ก็ขอให้คำมั่นว่าจากนี้ไปจะทำงานเพื่อชาติและเพื่อพระเจ้าอยู่หัวจนวันตาย.

ทีมข่าวหน้าสตรี