วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนามพระ 15/10/60

โดย สีกาอ่าง

พระกำแพง ซุ้มกอ พิมพ์ ขนมเปี๊ยะ กรุลานทุ่งเศรษฐี กำแพงเพชร ของทนายอุดม โปร่งฟ้า.

สนามพระวิภาวดี ประจำวันอาทิตย์ที่ 15 ต.ค. ขออัญเชิญ “คำสอน” ของ ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ดังว่า “การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ ความชั่วซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่ และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันรู้สึกตัว แต่ละคนจึงต้องตั้งใจ และเพียรพยายามให้สุดกำลัง ในการสร้างเสริมและสะสมความดี...” เป็นพระบรมราโชวาทพระราชทานผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เมื่อ 14 สิงหาคม 2525.....

ต่อไปก็เปิดสนาม ไปดู พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ กรุวัดใหม่อมตรส ซึ่งเป็น พระพิมพ์ใหญ่แบบ อกวี ที่มีลักษณะ คล้ายพิมพ์ใหญ่วัดระฆังฯ มากที่สุด แตกต่างที่เส้นสายลายศิลป์ต่างๆ บอบบางแผ่วเบากว่ากัน และมีคราบกรุเป็นหลักฐาน .....

องค์นี้ของ กำนันมานะ คงวุฒิปัญญา เป็นพระดีแน่ แท้ชัวร์ สวยด้วย แต่เสียดายที่เป็น พระชำรุด มีตำหนิเป็นรอยแตก ๑ จุด ตรงเนื้อทางมุมบนด้านขวาแต่ไม่โดนองค์พระ และต่อติดไว้เรียบร้อยด้วยเนื้อเดิม .....

ถือเป็นเรื่องเสียความรู้สึกไปนิด เสียหายไปหน่อย แต่ก็ยังขอเชียร์ว่า เป็นพระชำรุดที่น่าใช้ที่สุดองค์หนึ่ง เพราะราคาตามสภาพ ถ้าไม่ชำรุดต้อง ถึง ๑๐ ล้านบวกลบ ไม่มาก แต่แค่รอยชำรุดจุดเดียวไม่โดนองค์เนื้อเดิมอยู่ครบ ต่อติดเรียบร้อยด้วยฝีมือประณีตแบบนี้ ถามราคาบอกมาแค่ ๒.๕ ล้าน ซื้อไว้ใช้ได้พึ่งพุทธคุณเท่ากัน เก็บไว้ขายก็มั่นใจว่าต้องได้กำไรแน่ๆ.....

องค์ที่สอง คือ พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะ กรุลานทุ่งเศรษฐี เมืองกำแพงเพชร ๑ ในพระพิมพ์มาตรฐาน ภายใต้คำสโล แกน “มีกูไม่จน” ที่หาพระแท้ๆ ดูง่ายๆ สวยเดิมๆ อย่างองค์นี้ของ ทนายอุดม โปร่งฟ้า ได้ยากยิ่งพอๆพิมพ์ใหญ่ก็ว่าได้ -- ที่เห็นเกลื่อนตา เห็นบ่อยๆบอกได้ว่า เก๊ทั้งนั้น.....

จุดพิจารณาหลักๆอยู่ที่ พิมพ์พระ ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ พระพิมพ์เล็ก ที่ไม่ได้ตัดขอบ นั่นเอง จุดตำหนิเหมือนกันทุกประการ เนื้อพระก็ต้องเป็นเนื้อละเอียดแน่น มีราดำ ว่านดอกมะขาม ไขกรุถึงอายุ ให้เห็นอย่างเป็นธรรมชาติ ครบสูตรพระเมืองกำแพงเพชร.....

องค์ที่สาม คือ พระปิดตา พิมพ์เม็ดกระบกใหญ่ หลวงปู่จีน วัดท่าลาดเหนือ อ.พนมสารคาม ฉะเชิงเทรา ๑ ในพระปิดตา เนื้อผงคลุกรัก ชุดเบญจภาคี ที่เชื่อกันว่า หลวงปู่จีน ผู้สร้าง เป็น ต้นตำรับสูตร เนื้อผงพุทธคุณ ผสมขี้เถ้าคัมภีร์ ว่านยา เกสรดอกไม้ เคล้ารัก สำหรับสร้าง พระปิดตา ซึ่งถ่ายทอดสู่ หลวงพ่อแก้ว วัด เครือวัลย์ พระสหมิกธรรมที่เดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนวิชาอย่างคุ้นเคย.....

แม้ไม่มีหลักฐานบันทึกประวัติท่านชัดเจน แต่ก็มีคำยืนยันที่บอกต่อกันมาว่า หลวงปู่จีน มีอาวุโสสูงกว่า และทำ พระปิดตา ออกเผยแพร่ ก่อน หลวงพ่อแก้ว ในราวปี พ.ศ.๒๔๓๘ โดย เฉพาะ พระพิมพ์เม็ดกระบกใหญ่ เป็น พิมพ์แรก มอบให้เฉพาะศิษย์ใกล้ชิด .....

แต่ด้วยจำนวนที่มีน้อย ใครได้ไว้ก็หวง ไม่ค่อยยอมให้ใครดู แต่ก็มีคนรู้ ไปร้องขอกันมาก ท่านต้องเอา พิมพ์พระ มาปรับปรุง สร้างเป็น พระปิดตาพิมพ์แข้งหมอนใหญ่ มอบให้แทน ถือเป็น พระปิดตาพิมพ์ใหญ่ อีกแบบที่สร้างส่วนตัว ซึ่งน่าจะมีจำนวนมากกว่า เพราะมีแพร่หลายให้คนรู้เห็นมากขึ้น.....

และด้วยพุทธานุภาพที่เลิศล้ำด้านเมตตามหานิยม เป็นที่เลื่องลือไปทั่วสารทิศ ทำให้ท่านได้สร้าง พระปิดตา ขนาดเล็ก ในรูปแบบต่างๆ ออกสมนาคุณแก่ผู้ร่วมสร้างกุศลพัฒนาวัด.....

ซึ่งนักนิยมพระรวม พิมพ์เล่นหาเป็นมาตรฐานมาแต่โบราณ คือ ๑.พิมพ์เม็ด กระบกใหญ่ ๒.พิมพ์แข้ง หมอนใหญ่ ๓.พิมพ์กลีบบัว เศียรแหลม ๔.พิมพ์กลีบบัว ๕.พิมพ์เส้นด้าย (ไม้ค้ำเกวียน) ๖.พิมพ์เศียรปลาไหล ๗.พิมพ์แข้งหมอนเล็ก ๘.พิมพ์เม็ดกระบกเล็ก องค์นี้ของ เสี่ยเพชร อิทธิ ชวลิตธำรง (ที่กำลังจะแถลง ข่าวประกาศอิสรภาพจากเมียดารา เอาเวลาไปเล่นพระเต็มๆอีกครั้ง) ถือเป็นองค์ที่สายตรงพระปิดตา ใช้เป็น ต้นแบบ ในการพิจารณาพระแท้ ทั้งพิมพ์ทรง และเนื้อมวลสาร ที่ถึงปัจจุบันยังหาองค์สวยสมบูรณ์ที่สู้ได้ ไม่เจอ.....

ต่อไปคือ พระท่ามะปราง เนื้อดิน กรุเมืองกำแพงเพชร พระกรุ พระเก่า ที่มีการค้นพบทั้งที่เมืองพิษณุโลก เมืองกำแพงเพชร เมืองสุพรรณฯ .....

องค์ต้นกำเนิด ค้นพบที่ กรุวัดท่ามะปราง เมืองพิษณุโลก เลื่องชื่อลือชา ด้วยสมญานาม “เงี้ยวทิ้งปืน” เพราะครั้งสงครามปราบเงี้ยว ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ก่อนออกทำศึกสู่สนามรบ แม่ทัพได้มอบพระพิมพ์นี้ ที่ได้จากกรุวัดท่ามะปราง ให้ทหารติดตัวเป็นการบำรุง ขวัญ ซึ่งก็สามารถทำศึกชนะได้อย่างง่ายดาย ด้วยกลศึกอันแยบยล นำกำลังเข้าล้อมแบบประชิดตัว ขณะเป็นเวลาทหารเงี้ยวกินข้าว จึงรีบร้อนสู้ ยิงปืนไม่ออกก็มาก ไม่ทันได้ยิงก็เยอะ ต้องยอมวางปืนมอบตัว โดยที่ทหารสยามไม่ได้รับอันตราย--จึงเชื่อว่าเป็นอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของพระ ที่แสดงอานุภาพให้ปรากฏ .....

ต่อมามีการค้นพบพระพิมพ์เดียวกัน ที่มีพุทธศิลป์เป็นแบบพระสุโขทัยยุคต้น ในกรุพระเมืองกำแพง อาทิ วัดบรมธาตุ วัดอาวาสน้อย วัดกะโลทัย วัดพิกุล วัดอิริยาบถ เนื้อพระมีทั้ง เนื้อชินเงิน ชินตะกั่วสนิมแดง เนื้อว่าน และเนื้อดินแบบ องค์นี้ของ เสี่ยอรรณพ สิรินันท์วิทย์ ที่เพิ่งได้มาในราคา หลักแสน.....

ขึ้นเหนือไปอีกนิด ดู พระเลี่ยง กรุวัดดอนแก้ว อ.เมืองลำพูน องค์นี้เป็นพระสภาพสมบูรณ์ ความงามพอโชว์ได้ ย้อนเวลาไป ๔-๕ ปี พระสภาพนี้พอมีให้เห็นเยอะ หาได้ไม่ยาก ราคาหลักหมื่น มากน้อยตามสภาพความงาม.....

แต่มาถึงปีนี้ ที่กระแส พระกรุพระเก่ากลับมาแรง โดยเฉพาะ พระสกุลลำพูน ที่มีประวัติชัดเจน พุทธศิลป์ล้ำเลิศ อายุสมัยสูงสุด เป็นที่สนใจของนักสะสมจากประเทศเพื่อนบ้านที่นิยมเล่นหาอย่างสากล ยึดอายุสมัยเป็นหลัก อย่างที่เรียกว่า “พระพีเรียด” ทำให้พระเริ่มหายาก มีราคาสูงขึ้น อย่างองค์นี้ ของ เสี่ยวิภพ์ เลณบุรี ตอนนี้มีราคา หลายแสน .....

อีกรายการคือ พระรูปเหมือนหล่อโบราณ พิมพ์ขี้ตา หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร รูปเหมือนจำลองพระเกจิยอดนิยมหมายเลข ๑ วงการ ที่ หลวงพ่อเงิน ประกอบพิธีจัดสร้างเองที่วัดบางคลาน เป็นครั้งแรก พร้อม เหรียญพิมพ์จอบเล็ก โดยวิธี เทหล่อด้วยพิมพ์ประกบแบบโบราณ และอนุญาตให้ชาวบ้านนำ เนื้อโลหะ มาร่วมหลอมรวม เป็นเนื้อพระ .....

แต่ต้องใช้เวลามาก ได้จำนวนไม่ทันเวลา องค์พระไม่งามพอ ท่านจึงเดินทางมาให้ช่างผู้ชำนาญการ ทำพิธีเทหล่อ พระพิมพ์นิยม กับ เหรียญหล่อพิมพ์จอบใหญ่ ที่กรุงเทพฯ ได้จำนวนพระตามต้องการ นำมาเข้าพิธีปลุกเสกพร้อมกัน องค์นี้ของ เสี่ยล็อต สารคาม เป็นพระสภาพพองาม ใช้ดี โชว์ได้สบายๆ.....

อีกรายการก็สำนักวัดบางคลาน คือ เหรียญหล่อโบราณ พิมพ์จอบเล็ก หลวงพ่อเงิน ของ พ.ต.อ.ทรงโปรด สิริสุขะ ผกก.ตม.ชลบุรี องค์นี้สวยระดับแชมป์ ดีที่พิมพ์ติดชัดเจน ไร้ริ้วรอยลบเลือนสึกหรอ จากการสัมผัสใช้ เด่นที่เนื้อโลหะมีประกายรัศมีจากเนื้อใน คราบไคลขี้เบ้า ในซอกส่วนลึก บอกอายุความเก่าได้ชัดเจน จุดพิจารณาสำคัญ ที่ หูห่วงตรงจุดกดติดพื้นเหรียญด้านหลัง มีลักษณะอย่างที่เรียกว่า “ปากปลิง” ที่ต้องจดจำให้แม่นๆ รวมถึงเส้นสายลายศิลป์ในองค์พระที่มีความสำคัญเสมอกันทุกเส้น ทุกจุด.....

สุดท้ายคือ พระพุทธรูปบูชา ศิลปะสมัยเชียงแสน สิงห์ ๓ อายุพุทธศตวรรษที่ ๒๐ องค์นี้เป็น พระศิลป์เชียงแสนยุคปลาย ที่พิจารณาได้จากพุทธศิลป์ที่มีการผสมผสานของ เชียงแสน ล้านนา สุโขทัย ไว้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว.....

โดยเค้าโครงทรงพระ ยังคง พุทธศิลป์เชียงแสน อยู่มาก ไล่ดูได้ตั้งแต่ พระเกศ ที่เป็นเปลวรัศมีถอดได้ เม็ดพระศก เป็นขมวดก้นหอยขนาดย่อมลง พระพักตร์ เปลี่ยนเค้าเป็นรูปไข่อย่างสุโขทัย.....

แต่ในรายละเอียดทั้งพระเนตร พระนาสิก พระโอษฐ์ พระกรรณ พระกร พระหัตถ์ ถึงปลายพระบาท ทรวดทรงองค์พระ ลดความอวบอิ่ม ดูงดงามอ่อนช้อย ค่อนมาทาง ศิลปะสุโขทัย.....

ฐานเป็นแบบบัวชั้นเดียว มีเส้นขีดตั้งปลายมีตุ่มกลมเป็นเกสร อย่างศิลปะพระล้านนา ชายผ้าสังฆาฏิพาดยาวจรดพระ นาภี เป็นอีกจุดที่บอกชัดถึงยุคสมัย พิจารณาองค์รวมพระองค์นี้ของ เสี่ยธรรมรัตน์ จีนะดิษฐ์ เป็นพระถึงยุคถึงศิลป์ที่มีความงดงามทรงค่าอย่างยิ่ง.....

ลากันด้วยปิดท้ายก่อนวันหวยออก ของ อาจารย์วิมล ครูสาวโสด วัย ๖๓ ปี บ้านเดิมอยู่กาญจนบุรี.....

ตอนเกษียณ อายุ มาซื้อบ้านอยู่กับหลานๆย่านบางแค กรุงเทพฯ ก็อยู่ดีมีสุขแค่ปีแรก ย่างปีที่สอง เริ่มมีทุกข์มาเยือน ถูกขโมยเข้าบ้านมาลักเสื้อผ้าสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ให้ผวาอยู่เสมอ แจ้งตำรวจก็มาดูแลบ่อยๆ ให้เบาใจได้อาทิตย์สองอาทิตย์ อีก ๓-๔ เดือนก็เข้ามาขโมยอีก รวมแล้วปีเดียว ๔ ครั้ง.....

ก็ต้องทน เพราะไม่มีปัญญาย้ายบ้านหนีขโมย ทนอยู่มาถึงเมื่อเดือนก่อน เพื่อนชวนไปเข้าวัดปฏิบัติธรรมที่วัดใน จ.นครศรีธรรมราช ครูวิมล ก็ปิดบ้าน พาหลานไปด้วย ครบ ๓ วัน กราบลาพระอาจารย์ ท่านก็พรมนำมนต์ อวยชัยให้พระ บอกมีทุกข์ร้อนอะไรให้มาบอก.....

อีก ๒ วัน อาจารย์วิมล กลับมานั่งเศร้าอยู่หน้าพระอาจารย์ เล่าความทุกข์ให้พระอาจารย์ฟังว่ากลับถึงบ้านถูกโจรยกเค้าเอาทรัพย์สินไปเกลี้ยง แจ้งความแล้ว แต่ยังเป็นทุกข์ จึงมากราบพระอาจารย์ขอของขลังของดีไปคุ้มครองบ้านป้องกันขโมย.....

พระอาจารย์ฟังแล้วถอนหายใจ เอาพระธรรมมาเป็นคำปลอบใจ ว่าเรื่องแบบนี้ต้องทำใจ ถือว่าเป็นเรื่องของกรรมนะโยม ของเป็นของเราก็ต้องได้คืน ถ้าไม่ได้คืนก็แสดงว่าไม่ใช่ของเรา ทุกข์ใจไปก็เท่านั้น.....

ส่วนเรื่องเครื่องรางของขลัง อาตมาไม่มีหรอกนะ ลำพังตัวอาตมาเองยังโดนขโมยยกเค้านับครั้งไม่ถ้วน เพิ่งสงบไปไม่นาน อาจารย์วิมล ตาโต ถามว่าท่านใช้อะไรถึงสงบ พอรู้ก็รีบกลับกรุงเทพฯ และเรียกช่างมาติดตั้งกล้องวงจรปิด cctv แบบพระอาจารย์ทันที เจ้าค่ะ อามิตตพุทธ.

สีกาอ่าง