วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“ประยุทธ์” ชัดเจนกำหนดคืนอำนาจ “ครึ่งใบ” : ไฟเขียวเลือกตั้ง ผ่อนแรงเสียดทาน

วันเวลาเวียนมาครบ 1 ปีแห่งการสวรรคตของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

นับจากวันที่ 13 ตุลาคม 2559 นาทีแห่งความวิปโยค ความเศร้าโศกปกคลุมประเทศไทย ผ่านมา 365 วัน

อารมณ์ความอาลัยคิดถึง “พ่อ” ในหมู่พสกนิกรก็ยังไม่เสื่อมคลาย

และยิ่งใจหายเมื่อใกล้ถึงวันพระราชพิธีสำคัญ กับภาพการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 26 ตุลาคม

ถวายพระเกียรติองค์กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกเป็นครั้งสุดท้าย

บรรยากาศแห่งความอาลัยทำให้ทุกอย่างอยู่ในโหมดของความสงบ

และโดยสถานการณ์ที่วนมาครบรอบ 44 ปีของเหตุการณ์ “14 ตุลา 16” บันทึกประวัติศาสตร์สำคัญที่ทำให้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ที่ทรงมีต่อแผ่นดินไทย

ด้วยพระบารมีดับไฟการเมือง ผ่อนคลายวิกฤติประเทศ

สารพัดเหตุการณ์แตกแยก แต่เพราะ “พ่อ” ทำให้เมืองไทยยังคงดำรงความเป็นรัฐอยู่เยี่ยงทุกวันนี้

ตัดฉากกลับมาที่สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดปรากฏการณ์สำคัญ นับเป็นจุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของสถานการณ์ภายใต้อำนาจพิเศษ

กับการ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. พูดชัดถ้อยชัดคำในการแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลภายหลังการประชุมครม.ต่อเนื่องจากการประชุม คสช.

เดือนมิถุนายนปี 2561 จะประกาศวันเลือกตั้งและประมาณเดือนพฤศจิกายน 2561 เลือกตั้ง

ย้ำกัน 2-3 ครั้ง ภายหลังช็อตต่อเนื่องจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ไปแสดงความมั่นใจต่อหน้าประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์”

แห่งสหรัฐอเมริกา ยืนยันประเทศไทยจะมีการประกาศเลือกตั้งในปี 2561

ยกระดับเป็นพันธกรณีที่รับรู้กันทั่วโลก

ล็อกเวลาปฏิทิน ลงเดือนลงปีกันเลย

ตามรูปการณ์ เคลียร์กระแส สยบเสียงวิพากษ์-วิจารณ์ เบรกอาการรุมเค้นคอของนักการเมืองอาชีพที่รีบกดดันให้

พล.อ.ประยุทธ์แสดงความชัดเจนตามที่ประกาศไฟเขียวเลือกตั้ง

ไม่ใช่แค่เหลี่ยมสับขาหลอกเหมือนครั้งก่อนที่ประกาศลอยๆ

และงานนี้ไม่ได้พูดกันเฉยๆ เพราะเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศลงปฏิทินล็อกเดือนปี ประกาศเลือกตั้ง ทั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ต่างออกมารับลูก ประสานเสียงยืนยัน

พร้อมเร่งกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งอีก 2 ฉบับ คือร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ให้เสร็จทันตามกำหนดโรดแม็ปแน่นอน

ถึงตอนนี้สัญญาณไฟเขียวเลือกตั้งชัดขึ้นมาอีกหลายระดับ

ซึ่งนั่นก็กระตุกตลาดหุ้นบวกทะลุ 1,700 จุด รับข่าวดีทันควัน สะท้อนความมั่นใจของนักลงทุนที่ตอบรับกำหนดเลือกตั้งปลายปี 2561

และอีกจุดที่น่าจะส่งผลต่อบรรยากาศความสงบเรียบร้อยในห้วงพระราชพิธีสำคัญของประชาชนคนไทย ตามนัยแบบที่

พล.อ.ประยุทธ์ดักคอตีกันล่วงหน้า ในเมื่อทุกอย่างชัดเจนแล้วขอให้นักการเมืองสงบ อันจะมีผลต่อการพิจารณาปลดล็อกการเมืองต่อไป

นี่ก็ตอบคำถามได้ระดับหนึ่งว่า ทำไม “บิ๊กตู่” ถึงประกาศกำหนดเลือกตั้ง

อีกทั้งว่ากันตามครรลอง มันก็เป็นไปตามโรดแม็ปที่หัวหน้า คสช.ประกาศยึดถือมาตลอด ตามเงื่อนไขสถานการณ์เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้ ขณะที่ราชกิจจานุเบกษาก็ประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วย

พรรคการเมือง พ.ศ.2560 แล้ว

ก็เป็นเรื่องปกติที่ทุกอย่างจะเดินตามความคืบหน้าของกฎหมาย

เพื่อไปสู่เป้าหมายปลายทางในการคืนอำนาจให้ประชาชน

เป็นการแสดงความชัดเจนของผู้นำรัฐบาลทหารคสช.อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ที่พร้อมคืนประชาธิปไตย “ครึ่งใบ” ให้คนไทยเลือกตั้ง ภายใต้กติการัฐธรรมนูญที่พ่วงด้วยบทเฉพาะกาล

คสช.ยังถือดุลความได้เปรียบในการคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน

เหลี่ยมนี้ก็มองได้ว่า เป็นจังหวะผ่อนแรงเสียดทาน เปิดทางแชร์อำนาจผ่านเกมเลือกตั้ง หลังจาก คสช. ยึดอำนาจมาย่างเข้าปีที่ 4 และกว่าจะเลือกตั้ง จัดรัฐบาลใหม่ก็ปาไป 5 ปีกว่า

เกินเทอมของรัฐบาลในภาวะปกติด้วยซ้ำ

พล.อ.ประยุทธ์จำเป็นต้องแสดงความชัดเจน ลดแรงต้านรัฐบาล คสช.

นี่คือสิ่งที่มองเห็นได้จากภายนอก ตามความเข้าใจของคนทั่วไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ว่ากันตามเหตุปัจจัยมันก็ยังคงมีเครื่องหมายคำถามอยู่ดี กับการที่ผู้นำรัฐบาล คสช.ประกาศในสิ่งที่ถือเป็นพันธกรณีที่สำคัญให้ได้ยินกันทั้งในเมืองไทยและทั่วโลก

กระตุ้นจุดพลิกผันยุทธศาสตร์ทางอำนาจ

ตามกระแสเบื้องหลัง แม้แต่คนในรัฐบาล

ด้วยกันก็ยังออกอาการงงๆ ไม่เข้าใจในยุทธศาสตร์ที่หัวหน้าทีม คสช.รีบออกมาประกาศกำหนดเลือกตั้งล่วงหน้า

ชิงมัดคอตัวเองตั้งแต่หัววัน

ทั้งๆที่โดยเงื่อนไขสถานการณ์แวดล้อมก็ไม่ได้บีบคั้นอะไร ภายหลัง “นายกฯลุงตู่” ประสบความสำเร็จในการไปเยือน “เพื่อนแท้” อย่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประทับสถานะการยอมรับในเวทีนานาชาติ ลดโทนแรงเสียดทานจากนอกประเทศ

ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังโงหัว ทั้งภาพรวมการส่งออกและจีดีพีที่เติบโตตามเป้า

ขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าก็ทำได้ตรงจุดจากการอัดฉีดมาตรการช่วยเหลือคนจนผู้มีรายได้น้อย ประชาชนเข้าแถวรอรูดบัตรคนจนซื้อของในโครงการธงฟ้าประชารัฐ

ทุกอย่างกำลังเข้าเหลี่ยม “ลุงตู่” ดึงจังหวะปั่นเนื้องาน สะสมแต้มไปได้อีกระยะ

เอื้อประโยชน์กับโอกาสในการเบิ้ลเก้าอี้ผู้นำอีกรอบ

แต่เมื่อประกาศกำหนดเลือกตั้งชัดๆ มันเท่ากับเร่งเกมกดดันตัวเอง ต้องรีบคิด รีบตัดสินใจในกระบวนการอำนาจขั้นต่อไป ที่ไม่ว่าจะเป็นสถานะนายกรัฐมนตรี “คนนอก” หรือ “คนใน”

“บิ๊กตู่” จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองเป็นฐานส่วนตัวเพื่อประกันความชัวร์

ถึงตรงนี้ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หัวหน้าคสช.ก็รีบประกาศมัดคอตัวเองแต่หัววัน

มันก็เหมือนทำปืนลั่นใส่เท้าตัวเอง

เรื่องของเรื่อง มีการโยงกับเหลี่ยมของ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ส่งสัญญาณนำร่องทันที

หลังกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับ ชี้เลยว่า รัฐบาล คสช.น่าจะปรับโหมดล็อกการเมืองภายในเวลาอันใกล้

จังหวะเหมือนรีบเข็นกฎหมายพรรคการเมืองออกมาบีบคอ “นายกฯลุงตู่”

ดูกันตามเนื้อผ้า เสมือนว่าเป้าหมายของ “ซือแป๋” มีชัย อยู่ที่เชิงกฎหมาย เน้นการสร้างประวัติศาสตร์ในการเขียนกติกา

ประเทศไทยสำเร็จเป็นผลงานอวดลูกหลาน

แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมืองของ คสช.

แบบที่เห็นอาการขวางลำของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะเบอร์หนึ่งด้านความมั่นคง ที่ออกมาบอกปัดการปลดล็อกพรรคการเมือง

ย้ำเป็นเรื่องที่ต้องผูกโยงกับเงื่อนสถานการณ์ด้านความมั่นคง

ตามรูปการณ์แม่น้ำ 4 สายไหลมาถึงปลายโรดแม็ป เริ่มแตกไปคนละทิศคนละทาง ตามเป้าหมายของแต่ละขั้วอำนาจที่แฝงอยู่ในขุมข่าย คสช.

ที่แน่ๆแม้ “บิ๊กตู่” ประกาศกำหนดเลือกตั้งชัด แต่จับกระแสของนักการเมืองก็ยังไม่ชัวร์

เพราะมันยังต้องขึ้นอยู่กับสารพัดปัจจัยพลิกผัน สถานการณ์บ้านเมืองที่ยังเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา

ขนาดร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “นางฟ้า” ของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ยังถูกคว่ำแค่ชั่วข้ามคืน แล้วนับประสาอะไรกับกฎหมายลูกที่ระดับสำคัญน้อยกว่า

เสี่ยงพลิกคว่ำพลิกหงายได้ทุกจังหวะ

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ในเมื่อกำหนดเลือกตั้งปลายปี 2561 เป็นสัญญาประชาคมที่ได้ยินกันไปทั่วโลก อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์เองก็โดนดักคอกรณีที่พูดลอยๆ มาแล้วหลายครั้ง

มันเป็นเครดิตที่มัดคอ ยากที่กลืนน้ำลาย

เอาเป็นว่า ถ้าผิดไปจากนี้ กำหนดการเลือกตั้งถูกเปลี่ยนไปไม่ว่ากรณีใดๆ

นั่นหมายถึงผู้นำคงไม่ใช่ชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” อีกแล้ว.


“ทีมการเมือง”