วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โรฮีนจา–เมียนมา–บังกลาเทศ ขจัดชาติพันธุ์–ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์?

วิกฤติมนุษยธรรม–ผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมโรฮีนจาข้ามแม่น้ำนาฟเข้าสู่บังกลาเทศ ขณะที่บังกลาเทศมีแผนสร้างค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกรองรับชาวโรฮีนจากว่า 8 แสนคน ส่วนนางอองซาน ซูจี ผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมา (รูปเล็ก) ปฏิเสธว่าเมียนมาไม่ได้กำจัดชาติพันธุ์หรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา (เอเอฟพี/รอยเตอร์)

กรณีชาวมุสลิม “โรฮีนจา” ในรัฐยะไข่ ถูกกองทัพเมียนมากวาดล้างจนแห่ลี้ภัยเข้าบังกลาเทศรอบใหม่แล้วกว่า 52,000 คน ยังมีข้อถกเถียงไม่จบว่าร้ายแรงเข้าข่าย “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (Genocide) หรือแค่ “กำจัดชาติพันธุ์” (Ethnic Cleansing)

วิกฤตการณ์ครั้งนี้ปะทุขึ้นหลัง “กองทัพปลดปล่อยโรฮีนจาแห่งอาระกัน” (อาร์ซา) บุกโจมตีค่ายตำรวจ 30 แห่งเมื่อ 25 ส.ค.ทำให้กองทัพเมียนมาตอบโต้บุกกวาดล้างรัฐยะไข่อย่างโหดเหี้ยมเป็นระบบ ผู้ลี้ภัยและรายงานบางกระแสระบุว่า ทหารเมียนมาทรมาน สังหารหมู่ชาวโรฮีนจา กราดยิงผู้ลี้ภัยขณะหลบหนี ข่มขืนผู้หญิง เผาหมู่บ้านชาวโรฮีนจา วางกับระเบิดสกัดผู้ลี้ภัย แถมมีกลุ่มชาวพุทธหัวรุนแรงผสมโรงเข่นฆ่าชาวโรฮีนจาด้วย

รัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของนางอองซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพยืนกรานว่าข้อกล่าวหานี้ไม่จริง ส่วนใหญ่เป็นข่าวลวง แต่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ชี้ว่า เข้าข่ายกำจัดชาติพันธุ์ ขณะที่หลายฝ่ายรวมทั้งประธานาธิบดีเอ็มนานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศสชี้ว่า เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แล้ว!

คำว่า “กำจัดชาติพันธุ์” กับ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” มีความหมายใกล้เคียงกันจนบางครั้งถูกเข้าใจว่าคือสิ่งเดียวกัน แต่อนุสัญญาของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ใน ค.ศ.1951 ระบุว่า การ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” นั้น ผู้กระทำผิดต้องมีเจตนา “ทำลายล้าง” กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทั้งหมดหรือบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นการทำลายชนชาติ ชาติพันธุ์ เชื้อชาติ ศาสนา ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ยากจะพิสูจน์หรือดำเนินคดี

ส่วนการ “กำจัดชาติพันธุ์” นั้น คือการ “บังคับขับไล่” กลุ่มชนหนึ่งใดออกจากดินแดนใดดินแดนหนึ่ง มักจะเป็นภูมิภาคชายแดนของประเทศที่พยายามกำจัด “ประชากรที่ไม่พึงปรารถนา” ให้พ้นจากประเทศของตน แต่การกำจัดชาติพันธุ์ก็อาจนำไปสู่การ “ทำลายล้าง” ประชากรกลุ่มนั้นๆ ซึ่งก็คือการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”!

ในกฎหมายระหว่างประเทศ “การกำจัดชาติพันธุ์” ยังไม่ใช่ข้อหาอาญาร้ายแรง โดยคำนี้เริ่มใช้อย่างกว้างขวางในทศวรรษ 1990 เพื่อนิยามการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อน รวมทั้งการบังคับขับไล่ชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในช่วงการแตกสลายของอดีต “สหพันธรัฐยูโกสลาเวีย” และใน ค.ศ. 2005 การประชุมวาระโลกของยูเอ็นได้รวมเอาการกระทำ 4 อย่าง คือ 1.การกำจัดชาติพันธุ์ 2.การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 3.อาชญากรสงคราม และ 4.การก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

แต่ถึงกระนั้น ในการพิจารณาคดีของศาลระหว่างประเทศของยูเอ็นว่าด้วยอดีตยูโกสลาเวีย ศาลตัดสินว่าการสังหารชนบางกลุ่มเพื่อบังคับให้ชนกลุ่มอื่นๆลี้ภัยออกจากดินแดน ยังไม่ใช่ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” มีเพียงคดี “การสังหารหมู่ที่เมืองซเรเบรนิกา” ในบอสเนียปี 1995 ซึ่งผู้ชายและเด็กชายชาวมุสลิมเกือบ 8,000 คนถูกจับแยกจากครอบครัวไปยิงทิ้งเท่านั้นที่ศาลตัดสินว่าจำเลยผิดในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

กรณีเมียนมา การจะชี้ชัดว่ากองทัพก่อการกำจัดชาติพันธุ์หรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จึงยังสรุปไม่ได้ ส่วนการจะฟ้องร้องก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะเมียนมาไม่ได้ลงนามเป็นภาคีใน “ธรรมนูญกรุงโรม” ว่าด้วย “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” (ไอซีซี) ในกรุงเฮก แม้ว่า “บังกลาเทศ” จะเป็นหนึ่งในไม่กี่ชาติในเอเชียที่ลงนามเป็นภาคี ดังนั้น ถ้าการกระทำผิดเกิดขึ้นในเมียนมาไม่ใช่ในบังกลาเทศ ไอซีซีก็ไม่มีขอบเขตอำนาจพิจารณาคดีได้

ทางเลือกหนึ่งที่จะดำเนินคดีเมียนมาได้ก็คือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ยื่นฟ้องต่อไอซีซีเอง ดังที่เคยทำกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่แคว้นดาร์ฟูร์ในซูดานตะวันตก แต่ก็ไม่ง่ายอีกเช่นกัน เพราะเป็นไปได้สูงที่จะถูก “จีน” กับ “สหรัฐอเมริกา” 2 ใน 5 ชาติสมาชิกถาวรของยูเอ็นเอสซีคัดค้าน เนื่องจากจีนและสหรัฐฯ เข้าไปลงทุนและมีผลประโยชน์ในเมียนมาเยอะมากหลังยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารเป็นพลเรือน

ที่น่าเห็นใจและยกย่องมากก็คือ “บังกลาเทศ” ชาติที่ยากจนแออัดอยู่แล้วซึ่งต้องแบกรับภาระผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจากว่า 800,000 คน ทั้งที่ อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่เมืองค็อกซ์บาซาร์ อยู่เดิมกว่า 300,000 คน และเข้าไปใหม่กว่า 520,000 คน ก่อให้เกิด “วิกฤติมนุษยธรรม” ครั้งร้ายแรงที่สุดของโลกยุคนี้

แม้รัฐบาลนายกฯ ชีค ฮาสินา แห่งบังกลาเทศจะเมตตารับผู้ลี้ภัยและคิดจะสร้างค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกแต่ถูกต่อต้านเพราะหวั่นเกิดโรค ระบาดรุนแรงรวดเร็ว แต่คำร้องขอให้ประชาคมโลกช่วยรับภาระและให้เมียนมารับผู้ลี้ภัยกลับก็ยังไม่เห็นอนาคต เพราะนานาชาติได้แต่รุมด่าเมียนมาแต่ยังไม่ช่วยแบกรับภาระเท่าที่ควร

ส่วน “จีน” และ “อินเดีย” มหาอำนาจเพื่อนบ้านซึ่งมีอิทธิพลสูงที่จะกดดันเมียนมาได้ก็สนับสนุนรัฐบาลเมียนมาสุดๆ เพราะมีผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจมหาศาล อีกทั้งรัฐบาลซูจีก็ไร้อำนาจควบคุมกองทัพที่มีอำนาจสูงสุดไม่ได้ ถ้ากองทัพไม่เอาด้วยก็จบเห่!

สิ่งที่บังกลาเทศกลัวที่สุดก็คือถ้าวิกฤติยืดเยื้อ พวกมุสลิมหัวรุนแรงหรือผู้ก่อการร้ายข้ามชาติจะแทรกแซงเข้าไปฝังรากลึกในหมู่ผู้ลี้ภัยโรฮีนจาหลายแสนคน ทั้งที่ตัวเองก็มีปัญหากลุ่มหัวรุนแรงภายในที่โยงใยกับกลุ่มก่อการร้ายสากลอย่าง “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส) และ “อัลเคดา” อยู่แล้ว

ในระยะยาว...ยากที่บังกลาเทศจะแบกรับภาระหนักอึ้งนี้ได้ ประชาคมโลกต้องรีบลงมือช่วยอย่างจริงจัง เร่งด่วน ไม่ใช่เอาแต่พูด...ก่อนที่จะสายเกินไป!


บวร โทศรีแก้ว