วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สืบราชสันตติวงศ์ ดำรงสถาพร (คลิป)

หลังจากที่สำนักพระราชวังได้ออกประกาศแจ้งให้ประชาชนชาวไทยได้ทราบถึงการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อเวลา 18.47 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม 2559 อันนำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจอย่างใหญ่หลวง สำหรับพสกนิกรทั้งประเทศ ผ่านไปเพียงไม่นานนัก

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ได้แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจในเวลา 19.00 น. ของวันมหาวิปโยค กล่าวถึงการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ และภารกิจสำคัญที่รัฐบาลจะต้องดำเนินต่อไป แม้จะยังอยู่ในห้วงเวลาเศร้าสลด รันทดใจอย่างหาที่สุดมิได้ก็ตาม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า ถึงแม้ประชาชนชาวไทยจะอยู่ในยามทุกข์โศก นํ้าตานองหน้าเพียงใด แต่ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา และของในหลวงรัชกาลที่ 9 ต้องดำรงอยู่ต่อไป อย่าให้การเสด็จสวรรคตครั้งนี้ ทำให้พระราชปณิธานที่จะเห็นพระราชอาณาจักรของพระองค์ มีความเจริญรุ่งเรือง พสกนิกรมีความผาสุกสวัสดี มีเมตตาและไมตรีต่อกันต้องหยุดชะงักลง

“การจะแสดงความจงรักภักดีและความอาลัยที่ดีที่สุด คือการเจริญรอยตามพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธานที่จะรักษาเอกราชอธิปไตย ความสมบูรณ์พูนสุขและความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ตลอดจนการปฏิบัติตามพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสที่เคยพระราชทานไว้” นายกรัฐมนตรีกล่าวยํ้า

จากนั้นก็ได้แจ้งถึงภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการนับแต่นี้เป็นต้นไปว่า มีอยู่ 2 ประการ ได้แก่ ประการแรกการดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467 ตลอดจนตามราชประเพณีในส่วนของการสืบราชสันตติวงศ์ ซึ่งสอดคล้องต้องกัน เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ รัฐบาลจะแจ้งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนาพระรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาลไว้แล้ว เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2515 จากนั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ประการที่สอง คือการ เตรียมงานพระ บรมศพ ในส่วนของรัฐบาล และประชาชนให้สมพระเกียรติ และสมกับความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ทั้งนี้ การดำเนินการทั้ง 2 ประการนี้ รัฐบาลจะแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะ

ในช่วงสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าขอให้พี่น้องชาวไทยจงใช้โอกาสนี้ให้กำลังใจแก่กันและกัน เพราะเราทุกคนต่างก็มีหัวอกเดียวกัน เพราะมีพ่อของแผ่นดินร่วมกัน และโปรดช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยและบ้านเมืองมิให้ผู้ใดฉวยโอกาสแทรกเข้ามาก่อความขัดแย้ง จนกลายเป็นความวุ่นวายและขอ พี่น้องประชาชนทุกคน ร่วมส่งเสด็จพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ด้วยการรักษาแผ่นดินของพ่อด้วยความรัก และความสามัคคีต่อไป

“พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งหลาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตแล้ว ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลใหม่ ทรงพระเจริญ” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวในที่สุด

ครั้นถึงเวลา 21.40 น. ของวันเดียวกัน (13 ตุลาคม 2559) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้แถลงข่าวแก่สื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่งภายหลังการประชุมร่วม ระหว่างคณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อแจ้งให้ทราบว่า นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้รับสั่งว่าทรงรับพระราชทานเป็นองค์รัชทายาทอยู่แล้ว ส่วนกระบวนการทางกฎหมายในการอัญเชิญสืบพระราชสมบัตินั้น ขอให้รอเวลาที่เหมาะสม คือหลังจากที่พระองค์ทรงทำพระทัยและแสดงความเสียใจร่วมกับประชาชน และทรงนึกถึงพระราชบิดา ตลอดจนระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ร่วมกับประชาชนผ่านพ้นไปแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์แถลงยํ้าว่า ทรงยืนยันว่าทรงตระหนักในหน้าที่องค์รัชทายาท และจะทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารต่อไปในช่วงเวลาดังกล่าว

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎ ราชกุมาร ได้ทรงร่วมทุกข์ร่วมโศกในการสูญเสียครั้งใหญ่ กับพสกนิกรมาจนถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน ก็ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีวาระพิเศษ เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุม โดยเชิญสมาชิก คสช.หลายคนเข้าประชุมด้วย ซึ่งต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ได้แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า เป็นการประชุมเพื่อมีมติแจ้งไปยัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้ดำเนินการตามพระราชประเพณี และกฎมณเฑียรบาล เพื่ออัญเชิญองค์รัชทายาท ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557)
ในหนังสือจากคณะรัฐมนตรีถึงประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีข้อความตอนหนึ่งว่า “ในเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้ชะลอการดำเนินการเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินงาน ที่เกี่ยวกับการ สืบราชสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ในส่วนของรัฐบาลเอาไว้ เพื่อสนองพระราชดำริในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ว่ายังไม่สมควรดำเนินการใด ที่แสดงถึงการมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ในระหว่างที่ประชาชนอยู่ในภาวะทุกข์โศกและยากจะทำใจ พระองค์ก็ทรงขอเวลาร่วมทุกข์และทำใจเช่นเดียวกับประชาชน จนกว่าพระราชพิธีพระบรมศพจะผ่านพ้นไประยะหนึ่ง ซึ่งมีพระราชดำริว่าเมื่อการบำเพ็ญกุศล ทักษิณานุปทานผ่านพ้นจนถึงปัญญาสมวาร (ครบ 50 วัน) คือวันที่ 1 ธันวาคม 2559 แล้วจึงค่อยพิจารณาดำเนินการต่อไป

บัดนี้การพระราชพิธีพระบรมศพได้ล่วงเลยเวลาบำเพ็ญพระราชกุศล ทักษิณานุปทานจนเข้าเขตปัญญาสมวาร (50 วัน) และประมาณ 1 เดือน นับแต่ 29 ตุลาคม เป็นต้นมา ก็มีประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพแล้วถึง 1 ล้านคน รัฐบาลจึงนำความกราบบังคมทูลว่า นับเป็นกาลอันควรดำเนินการต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประเพณีและรัฐธรรมนูญอันจะยังความปลื้มปีติและสร้างขวัญกำลังใจแก่พสกนิกร ซึ่งทรงทราบฝ่าละอองพระบาทแล้ว”

เมื่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้รับหนังสือด่วนที่สุดจากคณะรัฐมนตรีฉบับดังกล่าว ได้มีการเชิญประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในเวลา 11.19 น. ของวันเดียวกัน โดยถือ เป็นการ ประชุมครั้งที่ 76/2559 วาระพิเศษ และให้มีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์รัฐสภาเป็นช่องหลัก และให้สถานีโทรทัศน์ทุกช่องเกี่ยวสัญญาณออกอากาศไปพร้อมๆกัน

นายพรเพชรแจ้งต่อที่ประชุมว่า มีสมาชิกเข้าร่วมการประชุม 243 คน ขอเปิดประชุมเพื่อดำเนินการตาม มาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว 2557) ประกอบด้วยมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณา-จักรไทย พ.ศ.2550 สืบเนื่องมาจากประกาศสำนักพระราชวัง เรื่องพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต

บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร.0503/44549 ลงวันที่ 29 พ.ย.2559 แจ้งเรื่อง การสถาปนาแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้ว และบัดนี้ราชบัลลังก์ว่างลง และพระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาท ตามกฎมณเฑียรบาล พ.ศ. 2467 ครม.จึงขอให้ประธานรัฐสภาทราบและประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อทราบพร้อมทั้งขอให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รับทราบและได้กล่าวคำถวายพระพรพร้อมกันว่า “ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ” จากนั้นประธาน สนช.สั่งปิดประชุมในเวลา 11.25 น. ใช้เวลาดำเนินการการประชุมอัน เป็นประวัติศาสตร์ครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 6 นาที
ต่อมาในวันที่ 1 ธันวาคม 2559 เวลา 22.00 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยได้เผยแพร่เทปบันทึกภาพ ในโอกาสที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาในนามปวงชนชาวไทย กราบบังคมทูลเชิญองค์รัชทายาทขึ้นทรงราชย์ เมื่อเวลา 19.16 น. ของวันเดียวกัน

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยาม มกุฎราชกุมาร เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระวโรกาสให้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท

โอกาสนี้ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้กราบบังคมทูลเชิญองค์รัชทายาท เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ สืบราชสันตติวงศ์ และสมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยาม มกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ ความว่า

“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์ฯ เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราช ประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ไปประทับราบ ณ พระสุจหนี่ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงกราบถวายบังคม ทรงเปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ และทรงกราบราบ

บัดนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงตอบรับคำกราบบังคม ทูลอัญเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์ สืบสันตติวงศ์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งพระราชวงศ์จักรี โดยสมบูรณ์แล้ว

ต่อมาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ในระหว่างที่ประชาชนยังมิได้ถวายพระปรมาภิไธย เนื่องในการพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก อันจะพึงมีต่อไปตามพระราชประเพณี เป็นการสมควรที่จะเฉลิมพระปรมาภิไธยเป็นการชั่วคราว เพื่อความสะดวกในการเรียกขานพระนาม จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ประกาศ ณ วันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 เป็นปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี.


******************


ศิลปิน : ปัญญา วิจินธนสาร

ภาพ : ดวงใจประชา ราชันของแผ่นดิน

ขนาด 120 x100 ซม. สีน้ำมันบนผ้าใบ

แรงบันดาลใจ : “กระแสพระราชดำรัส : น้ำเป็นปัจจัยหลักของมวลมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์เท่านั้น แม้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งสัตว์และพืชก็ต้องมีน้ำ ถ้าไม่มีน้ำก็อยู่ไม่ได้ ฉะนั้นน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรพัฒนาขั้นแรกหรือสิ่งแรกท่ีนึกถึงก็คือ การทำโครงการชลประทาน แล้วก็โครงการสิ่งแวดล้อมทำให้น้ำดี”