วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ร.10 เสด็จฯไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ครบรอบปี ร.9 เสด็จสวรรคต

พสกนิกรเฝ้ารับเสด็จฯได้ ทรงโบกพระหัตถ์ทักทาย นายกฯปลุกไทยร่วมสำนึก

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระ ที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง และมีพระเมตตาพระราชทานพระราชานุญาตให้พสกนิกรที่รอถวายดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ที่ริมถนนหน้าพระบรมมหาราชวัง ยืนเฝ้ารับเสด็จได้ เนื่องจากฝนตกพื้นเปียก พร้อมโบกพระหัตถ์ทักทายพสกนิกร นายกฯกล่าวถวายอาลัยครบ 1 ปี ในหลวง รัชกาลที่ 9 สวรรคต ปลุกคนไทยร่วมสำนึกพระมหา กรุณาธิคุณที่พระราชทานศาสตร์พระราชาไว้ ย้ำจากนี้ไป 13 ตุลาคม จะเป็นวันที่คนไทยรู้รักสามัคคีหลอมรวมเป็นหนึ่ง กอร.พระราชพิธีฯ เผยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพวันจริง ตั้งจุดคัดกรองเพิ่ม 29 จุด ติดกล้องซีซีทีวีทั่วกรุงกว่า 5 หมื่นตัว-จอแอลอีดี ถ่ายทอดสด 62 แห่ง พสกนิกรทั่วไทยน้ำตาริน ทำบุญถวายอุทิศกุศลแด่ ร.9 ในวันครบรอบสวรรคต 13 ตุลาคม 2560 และ สงบนิ่งถวายอาลัยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณรัชกาลที่ 9 ในเวลาแห่งความทรงจำ 15.52 น. ร่ำไห้กรำสายฝนถวายดอกไม้สักการะที่ซุ้มพระบรม ฉายาลักษณ์

13 ตุลาคม 2560 เป็นวันที่ปวงไทยทุกคนต้องหลั่งน้ำตาแห่งความรักความอาลัยและความคิดถึงอย่างสุดซึ้งหาที่เปรียบมิได้อีกครั้ง ในวันครบรอบ 1 ปี แห่งการเสด็จสู่สวรรคาลัยของ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” พระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งและเป็นศูนย์รวมดวงใจของชาวไทยทั้งชาติ โดยในเวลา 15.52 น. วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 ถือเป็นวันเวลาที่ชาวไทย “หัวใจสลาย” เป็นวันแห่งความอาดูร วิปโยคโศกสลดอย่างเหลือคณานับของพสกนิกรไทยทั่วแผ่นดิน แม้เวลาผ่านมา 1 ปี แต่ทุกคนยังไม่ลืมห้วงเวลาแห่งความเสียใจและความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงของประเทศ พร้อมกันนี้ได้มีการจัดพิธีทำบุญตักบาตรในช่วงเช้า รวมทั้งมีพิธีสงบนิ่งในเวลา 15.52 น. อันเป็นเวลาแห่งความทรงจำ เพื่อแสดงอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อปวงไทยเป็นล้นพ้น

พระเทพฯทอดพระเนตรพระเมรุมาศ

เมื่อเวลา 07. 14 น. วันที่ 13 ต.ค. สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราช ดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ไปยังท้องสนามหลวง ทอดพระเนตรความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ และสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประจำสำนักพระราชวัง พิเศษ 10 เฝ้ารับเสด็จ

ทรงตรวจงานภูมิสถาปัตยกรรม

ในการนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งทรงธรรม ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสระอโนดาต จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร งานประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ รวมถึงจิตรกรรมฉากบังเพลิงและการจัดสร้างพระจิตกาธาน ตลอดจนทอดพระเนตรงานภูมิสถาปัตยกรรม การประดับไม้ดอกไม้ประดับรอบมณฑลพิธี ก่อนเสด็จ พระราชดำเนินกลับในเวลา 09.07 น. รวมเวลาในการเสด็จพระราชดำเนินกว่า 2 ชั่วโมง

การซ้อมริ้วขบวนเรียบร้อยดี

พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าวว่า งานก่อสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบภาพรวมขณะนี้คืบหน้าร้อยละ 99.5 โดยจะติดตั้งพระวิสูตรหรือผ้าม่านบุษบกองค์ประธาน วันที่ 17 ต.ค. การจัดสร้างจะเสร็จสมบูรณ์ภายหลังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทรงยกพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรยอดพระเมรุมาศ ในวันที่ 18 ต.ค. ฤกษ์ระหว่างเวลา 17.19-21.30 น. ส่วนการซักซ้อมอัญเชิญพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานบนพระจิตกาธาน กรมศิลปากรและสำนักพระราชวังกำหนดซ้อมย่อยวันที่ 19 ต.ค. ขณะที่การซ้อมครั้งแรก ริ้วขบวนที่ 3 ราชรถปืนใหญ่อัญเชิญพระบรมโกศเวียนอุตราวัฏ รอบพระเมรุมาศ ได้รับรายงานผลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พื้นลานพระราชพิธีมีความมั่นคงและแข็งแรงสามารถรับน้ำหนักได้ดี

ถึงวันพระราชพิธีทุกอย่างสมบูรณ์

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า สำหรับงานภูมิสถาปัตยกรรม มีการประดับตกแต่งต้นไม้จริงทั้งหมดแล้ว ภาพรวมความงามของต้นไม้ร้อยละ 65 เมื่อถึงช่วงพระราชพิธีจะสมบูรณ์ หากพบต้นไม้ไม่แข็งแรงจะเปลี่ยนให้เรียบร้อย ส่วนสระอโนดาตขณะนี้แล้วเสร็จ แต่ใกล้วันพระราชพิธีจะนำประติมากรรม ปลามาติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อถนอมสีของชิ้นงาน ซึ่งจะต้องแช่ในน้ำ รวมทั้งให้แนวทางกรมศิลปากรเพิ่มแสงไฟส่องสว่างให้กับสัตว์หิมพานต์แต่ละชนิดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้ประสานงานกับกรุงเทพมหานครเพื่อดูแลระบบระบายน้ำโดยรอบมณฑลพิธีด้วย

รพ.ศิริราชทำบุญวันสวรรคต

ในส่วนการทำบุญตักบาตรบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวันครบรอบ 1 ปี แห่งการสวรรคต ที่ รพ.ศิริราช เช้าวันเดียวกันประชาชนชาวไทยจากทั่วทุกสารทิศ เดินทางมาทำบุญตักบาตร เนื่องในวันครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่ง รพ.ศิริราช ได้จัดกิจกรรมงาน “ศิระกราน พระภูบาลนวมินทร์” โดยตั้งแต่เวลา 05.30 น. มีพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 199 รูป อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่ามกลางประชาชนมาร่วมพิธีอย่างแน่นขนัด ตลอดทั้งสองบาทวิถีของเส้นทางถนนอรุณอัมรินทร์ต่อเนื่องไปยังถนนวังหลัง เต็มไปด้วยพสกนิกรผู้จงรักภักดีร่วมใจกันตักบาตร ประชาชนส่วนใหญ่นำพระบรม ฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมพวงมาลัย นำติดตัวมาด้วย เพื่อถวายราชสักการะด้วย

ถวายราชสักการะ-ยืนสงบนิ่ง 89 วิ

จากนั้นขบวนพระสงฆ์เดินเข้าสู่ลานพระราชานุเสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทำพิธีสวดพระพุทธมนต์ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นำผู้บริหาร คณะแพทย์พยาบาล บุคลากร และประชาชน ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมกล่าวแสดงความอาลัย ต่อด้วยการยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที แล้วร่วมวางต้นดาวเรืองรอบพระราชานุสาวรีย์พระราชบิดา

ชวนชาวไทยสืบสานพระราชปณิธาน

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า ศิริราชตั้งใจที่จัดงานครั้งนี้ เพื่อเชิญชวนคนไทยทุกคนกลับมาน้อมรำลึกพระองค์ท่าน อยากให้กิจกรรมครั้งนี้สร้างความตั้งใจมุ่งมั่นให้คนไทยได้สืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ เริ่มจากการตักบาตร เริ่มตั้งแต่กองทัพเรือระยะทาง 2 กม. มายัง รพ.ศิริราช มีประชาชนมาร่วมตักบาตรจำนวนมาก อาหารแห้งที่ใส่บาตรจะนำไปให้ทหารตระเวนชายแดนและเด็กตามขอบชายแดน เพื่อได้รับกุศลจากสิ่งเหล่านี้ด้วย ส่วนการยืนสงบนิ่ง 89 วินาที เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ กิจกรรมวันนี้เป้าหมายทั้งหมดอยากให้คนไทยกลับมาน้อมรำลึกถึง 1 ปีที่ผ่านมา นึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์และอยากให้ทุกคนตั้งใจว่า นับจากนี้เป็นต้นไปจะร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ ไม่เพียงแต่พูด แต่ต้องทำด้วย เพราะการทำเท่านั้นถึงจะเกิดผลและเมื่อผลที่ดีงามเกิดขึ้นย้อนกลับมา จะรู้ถึงต้นเหตุของพระบรมราโชวาทสิ่งนี้จะทำให้พวกเราไม่ลืมพระองค์ท่าน

รับสั่งให้ศิริราชดูแลสุขภาพคน

“การจากไปของพระองค์ ความรู้สึกของผมกับคนไทยทุกคนคงไม่ต่างกัน เราเศร้าเสียใจในช่วงเดือนแรก แต่หลังจากนั้น ส่วนตัวตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าพระองค์ท่านรับสั่งได้ คงไม่อยากให้เราเศร้า และแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่จะสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ส่วนทิศทางของศิริราชจากนี้ พระองค์เคยรับสั่งไว้ครั้งหนึ่งว่า สุขภาพของพลเรือนเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าพลเรือนมีสุขภาพที่เสื่อมโทรมประเทศก็จะพัฒนาไม่ได้ หน้าที่ของศิริราชคือ ดูแลสุขภาพคนไทย โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ตราบใดศิริราชอยู่คู่แผ่นดินไทยผมยืนยันว่าพระราชปณิธานในทุกรัชกาลไม่เลือนหายไปจากสังคมไทย” ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

เผยทรงเน้นย้ำความสำคัญการศึกษา

เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร อาคารศรีสวรินทิรา ชั้น 1 รพ.ศิริราช ศ.นพ. เกษม วัฒนชัย องคมนตรี แสดงปาฐกถา “พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ต่อการศึกษาไทย” ตอนหนึ่งว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาของประชาชนแต่ละคนเป็นสำคัญ ทั้งทรงเน้นย้ำเรื่องการอบรมสั่งสอนให้เด็กและเยาวชนเป็นคนดี มีความรู้ และคุณธรรม และการเป็นพลเมืองดี พระองค์ยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้คณะองคมนตรี จัดตั้งโครงการกองทุนการศึกษา โดยมีพระราชประสงค์ประการเดียวคือ ให้โรงเรียนสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง คณะองคมนตรีจึงนำไปดำเนินการในโรงเรียนคุณธรรม ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว 150 โรง และขยายไปในส่วนอื่นๆ อาทิ วิทยาลัยอาชีวะคุณ– ธรรม มหาวิทยาลัยคุณธรรม โรงพยาบาลคุณธรรม บริษัท และโรงงานคุณธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น

สรุปคำสอน ร.9 ถ่ายทอดลูกหลาน

จากนั้นช่วงบ่ายเวลา 13.00 น. นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวปาฐกถา “ในหลวงแผ่นดิน” ตอนหนึ่งว่า ตลอดเวลาการครองราชย์ 70 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,800 โครงการ ทรงได้พระราชทานพระวรกายให้กับคนไทยด้วย เพราะทรงตรากตรำทำงานหนักเพื่อให้คนไทยมีความสุข โครงการต่างๆนั้น มีทั้งเรื่องของดิน น้ำ ลม ไฟ ป่าไม้ จากนี้ไปถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ที่จะต้องสรุปคำสอนของพระองค์ ถ่ายทอดต่อให้ลูกหลานต่อไป

ให้ทำหน้าที่ดีที่สุดถวายรัชกาลที่ 9

ช่วงท้ายของการปาฐกถา นายสุเมธกล่าวว่า ในโอกาสวันครบรอบ 1 ปีของการเสด็จสวรรคต ขอนำภาพถ่ายส่วนตัวที่เก็บไว้นาน 19 ปีและยังไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อน โดยเป็นภาพที่ได้เข้าเฝ้าฯในหลวงรัชกาลที่ 9 ขอพระราชทานพรวันเกิดครบรอบ 60 ปี พระองค์ทรงอวยพรและมีรับสั่งกับตนว่า “เกษียณไม่ได้” อีกภาพเป็นภาพในวันที่ขอเข้าเฝ้าฯที่ รพ.ศิริราช หลังจากที่นำคณะมาขอเข้าเฝ้าฯแล้ว จึงได้ขอพระราชทานพรวันเกิดครบรอบ 72 ปี พระองค์มีรับสั่งว่า “สุเมธ งานยังไม่เสร็จนะ” คิดไม่ถึงว่าจะเป็นการเข้าเฝ้าฯครั้งสุดท้ายและยังเป็นคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายอีกด้วย จึงอยากส่งต่อข้อความนี้ให้คนไทยทุกคนว่า งานของแผ่นดินยังไม่เสร็จ ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดจนกว่าจะหมดแรง เพื่อถวายให้กับพระองค์ เชื่อแน่ว่าพระองค์จะมองเห็นได้จากข้างบน

น้ำตาร่วงฟังเทศน์

เวลา 15.00 น.ประชาชนทยอยกันเดินทางเข้ามาที่ลานพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลา ธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก จนเต็มพื้นที่ล้นออกไปยังถนนอุทยานสถานพิมุข ถึงประตูทางด้านท่าวังหลัง มีประชาชนหลายรายเป็นลมต้องหามออกมาปฐมพยาบาล เนื่องจากเบียดเสียดกันเข้ามาฟังธรรมเทศนาเรื่อง มหาราชธรรมกถา โดยพระเทพปฏิภาณกวี ผช.เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ระหว่างฟังคนส่วนหนึ่งได้หลั่งน้ำตาออกมาด้วยความอาลัย เนื่องจากเนื้อหาของธรรมเทศนาเป็นเรื่องคุณงามความดีที่ในหลวง ร.9 ทรงมีต่อพสกนิกร

ร่ำไห้ 15.52 น.เวลาแห่งความทรงจำ

ครั้นถึงเวลา 15.52 น. อันเป็นเวลาสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต เป็นเวลาแห่งความทรงจำของชาวไทยทุกคน ถึงนาทีนี้ประชาชนต่างกอดพระบรมฉายาลักษณ์ของ ร.9 ร่ำไห้น้ำตาอาบแก้ม บางรายไม่มีพระบรม ฉายาลักษณ์ นำ นสพ.ไทยรัฐ ฉบับพิเศษที่มีพระ บรมฉายาสาทิสลักษณ์ที่หน้าปกที่ได้รับแจก มาแนบหน้าอกราวกับว่าไม่อยากให้พระองค์จากไป ก่อนที่จะนั่งสมาธิเจริญจิตภาวนาเป็นเวลา 9 นาที ระหว่างพิธีกำลังดำเนินการอยู่นั้น ท้องฟ้าได้มืดครึ้ม สายฝนโปรยปรายลงมาดั่งน้ำตาที่พรั่งพรูลงมาจากฟากฟ้า แต่ประชาชนต่างไม่ย่อท้อยังคงนั่งปักหลักอยู่รอฟังการบรรเลงดนตรีบทเพลงพระราชนิพนธ์ ของกองดุริยางค์ทหารเรือ ที่มีขึ้นตั้งแต่เวลา 16.30 น.

ร.10 ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันสวรรคต

เวลา 17.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จ พระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต มายังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เวลา 17.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ มายังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า จุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระเจ้า หลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ โดยเสด็จด้วย

ทรงวางพวงมาลาของ “สมเด็จแม่”

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางพวงมาลาของส่วนพระองค์ และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย เครื่องราชสักการะกราบถวายบังคมพระบรมศพ ชาวพนักงานมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ปี่พาทย์ ทหารกองเกียรติยศพระบรมศพถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร

พระสงฆ์สวดคาถาพิเศษ

จากนั้นพระสงฆ์ 30 รูปสวดพระพุทธมนต์ และสวดคาถาพิเศษ “ปรมินทมหาภูมิพละอตุลยะเตชะมหาราชัสสะ ปัตติทานคาถา” ซึ่งแต่งโดย สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราช วรวิหาร แล้ว พระสงฆ์สดับปกรณ์ ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา ออกจากพระที่นั่ง เจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์ที่จะถวายพระธรรมเทศนา และสวดธรรมคาถาขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายศีล และถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์หนึ่งจบ พระสงฆ์ 4 รูป สวดธรรมคาถาแล้ว ทรงประเคนเครื่องไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์และทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ทั้งนั้นสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนที่แท่นเตียงพระสวดพระอภิธรรม เสด็จพระราชดำเนินกลับ

ทรงมีพระเมตตาให้ ปชช.ยืนรับเสด็จ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ขบวนรถยนต์พระที่นั่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคลื่อนผ่านถนนหน้าพระลานมายังพระบรมมหาราชวัง มีสายฝน ตกลงมาจนทำให้พื้นถนนเปียก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชานุญาตให้พสกนิกรที่กำลังรอถวายดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สามารถยืนเฝ้า รับเสด็จ ได้ และทรงโบกพระหัตถ์ทักทายแก่พสกนิกร สร้างความปลื้มปีติแก่พสกนิกร

ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์

เวลา 18.30 น.ที่ รพ.ศิริราช เป็นพิธีถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์พระบรมราชชนก และถวายสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เวลา 19.00 น.นพ.ประสิทธิ์ นำผู้บริหาร แพทย์และพยาบาลผู้ถวายงาน รวมถึงบุคลากรศิริราช จำนวน 420 คน ร่วมทำพิธีศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์ ที่ลานพระราชานุสาวรีย์พระบรมราชชนก โดยทุกคนกราบสักการะพระราชานุสาวรีย์พระบรมราชชนก ก่อนหันหน้าไปทางอาคารเฉลิมพระเกียรติ แล้วก้มกราบลงกับพื้นอย่างพร้อมเพรียงกัน พร้อมกับร่วมกันขับร้องบทเพลง ความฝันอันสูงสุด และต้นไม้ของพ่อ ประกอบการแสดงแสง สี สื่อผสม ในชุด “ศิริกรานพระภูบาลนวมินทร์ แสงแห่งแผ่นดิน ตราบนิจนิรันดร์” โดยได้ฉายไฟสปอร์ตไลต์สีเหลืองทองส่องมายังชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ที่เคยเป็นที่ประทับของในหลวง ร.9 ขณะประทับรักษาพระวรกายและยิงแสงเลเซอร์เป็นหมายเลข ๙ บน เหนือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนอาคาร 72 ปี หลังศาลาศิริราช 100 ปี

พระสงฆ์แสดงธรรมบรรยาย

ในเวลา 21.00-00.15 น. ที่ศาลาศิริราช 100 ปี มีการแสดงธรรมบรรยาย “พระราชกรณียกิจและพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยพระราชธรรมวาที ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ต่อด้วยพิธีสวดพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ร.9 พิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยพระเทพสุวรรณเมธี รองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าอาวาสวัดสุวรรณารามราชวรวิหาร พร้อมคณะสงฆ์ 10 รูป

กอร.พระราชพิธีแถลงจัดริ้วขบวน

ทางด้านการจัดซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ วันเดียวกัน ที่ห้องสุรศักดิ์มนตรี กระทรวงกลาโหม กองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (กอร.พระราชพิธีฯ) แถลงข่าวการจัดซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมี พล.ต.สันติพงษ์ ธรรมปิยะ รองแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.ต.มนตรี ยิ้มแย้ม รอง ผบช.น. นายเกรียงไกร จงเจริญ ผู้ช่วยปลัดกรุงเทพมหานคร และนายณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ ร่วมแถลง

วางแผน 3 ขั้นตอน

พล.ต.สันติพงษ์กล่าวถึงการซ้อมริ้วขบวนในพระราชพิธี ว่า กองทัพภาคที่ 1 วางแผนไว้ 3 ขั้นตอน คือ 1.คัดเลือกคน โดยเลือกกำลังพลที่มีบุคลิกภาพดี มีความสูงตั้งแต่ 160-165 เซนติเมตร เพื่อให้ภาพการเดินริ้วขบวนเป็นไปอย่างสวยงามสมพระเกียรติ 2.จัดอบรมกำลังพลเรื่องการแต่งกาย กำลังพลทุกคนจะได้รับเครื่องแต่งกายใหม่ พร้อมเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง มาให้ความรู้ เพื่อให้เกิดความถูกต้องสวยงาม เป็นไปตามพระราชประเพณีทุกประการ 3.การซักซ้อมแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ การซักซ้อมแยกกัน จะมีข้าราชการ ราชนิกุล รวมจำนวน 7,000 คน จึงจัดชุดครูจากกองทัพภาคที่ 1 ไปฝึกให้ที่ตั้งหน่วยนั้นๆ และการซักซ้อมแบบรวมกัน ได้กำหนดเอาไว้ 5 ครั้ง

08.00 น. ตั้งขบวนอัญเชิญพระบรมโกศ

พล.ต.สันติพงษ์กล่าวถึงรายละเอียดริ้วขบวนที่จะเข้าร่วมประกอบพิธีในวันที่ 26 ต.ค.ว่า ริ้วขบวนที่ 1 เวลา 08.00 น. จะเริ่มตั้งขบวนอัญเชิญพระบรมโกศโดยพระยานมาศสามลำคาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไปยังพระมหาพิชัยราชรถ โดยเริ่มจากประตูเทวาภิรมย์ ไปตามถนนมหาราชจนถึงถนนท้ายวัง ริ้วขบวนที่ 2 เริ่มปฏิบัติ 09.09 น. เป็นการอัญเชิญพระบรมโกศโดยพระมหาพิชัยราชรถ ไปยังพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง โดยเริ่มต้นจากหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนไปตามถนนสนามไชย ถนนราชดำเนินใน และเข้าสู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และริ้วขบวนที่ 3 ปฏิบัติในเวลา 11.10 น. เป็นการเวียนรอบพระเมรุมาศ จำนวน 3 รอบ

27 ต.ค. ประดิษฐานพระบรมอัฐิ

พล.ต.สันติพงษ์กล่าวว่า สำหรับวันที่ 27 ต.ค.จะเป็นการปฏิบัติของริ้วขบวนที่ 4 เวลา 09.30 น. เป็นการอัญเชิญพระบรมอัฐิ เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง และวันที่ 29 ต.ค. ริ้วขบวนที่ 5 เวลา 10.00 น. การอัญเชิญพระบรมโกศ และพระบรมอัฐิ จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ขึ้นไปประดิษฐานในพระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ส่วนในวันที่ 29 ต.ค. จะเป็นการปฏิบัติของริ้วขบวนที่ 6 คือ ขบวนทหารม้าอิสริยยศ เวลา 17.00 น. เป็นการอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร จากวัดพระศรีรัตนศาสดารามไปยังจุด ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร

เพิ่มจุดคัดกรองพื้นที่ชั้นใน 9 จุด

พล.ต.ต.มนตรีกล่าวว่า ในวันที่ 26 ต.ค. จะเพิ่มจุดคัดกรองทั้งหมด 29 จุด เป็นพื้นที่ชั้นใน 9 จุด ประกอบด้วย 1.แยกสะพานมอญ 2.ท่าช้าง 3.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4.พระแม่ธรณีบีบมวยผม 5.ถนนกัลยาณไมตรี 6.แยกวัดเชตุพน 7.ท่าเตียน 8.ท่าพระจันทร์ 9.ใต้สะพานพระปิ่นเกล้า สำหรับจุดคัดกรองอื่นที่เพิ่มเติมมา อาทิ ถนนเจ้าฟ้า ถนนพระอาทิตย์ ถนนกรุงเกษม และถนนดินสอ อื่นฯ สำหรับประชาชนที่เดินทางมาถึงก่อนเวลาที่เจ้าหน้าที่จะเปิดให้เข้าภายในพื้นที่มณฑลท้องสนามหลวง ต้องอยู่นอกจุดคัดกรอง จนกว่าจะถึงเช้าวันที่ 25 ต.ค. เวลา 05.00 น. จะเริ่มเปิดให้ประชาชนเดินทางเข้ามาภายใน

จัดจุดแจกอาหาร 119 จุด

นายเกรียงไกรกล่าวว่า กทม.จัดสถานที่ประกอบอาหารให้ประชาชนจำนวน 22 แห่ง กำหนดจุดแจกจ่ายไว้ 119 จุด และตั้งจอแอลอีดี ขนาด 6×12 เมตร บริเวณพระเมรุมาศจำลอง 1 แห่ง และบริเวณซุ้มวางดอกไม้จันทน์ ขนาดใหญ่ 26 ซุ้ม ขนาด 4×6 เมตร รวมการติดตั้งจอแอลอีดีในบริเวณอื่นทั้งหมด 62 แห่ง นอกจากนี้ กทม.เตรียมรถสุขาไว้ทั้งหมด 70 คัน ห้องสุขาเคลื่อนที่ 150 ตู้ พร้อมทั้งประสานประชาชนบริเวณโดยรอบเพื่อให้เปิดห้องน้ำให้ประชาชนเข้าใช้ พร้อมติดกล้องวงจรปิดดูแลรักษาความปลอดภัย 53,114 ตัว ครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกรุงเทพฯ โดยรอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวง จำนวน 1,147 ตัว

ขอให้ ปชช.เตรียมตัวให้พร้อม

ส่วนนายณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มีการจัดหน่วยแพทย์ทั้งหมด 21 จุด หน่วยกู้ชีพฉุกเฉินที่พร้อมส่งต่อได้ มีทีมเดินเท้าดูแลประชาชนในพื้นที่ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เปิดเส้นทางฉุกเฉิน ตั้งหน่วยแพทย์ 113 จุด บริเวณเมรุมาศจำลอง และซุ้มดอกไม้จันทน์ สำหรับประชาชนที่อยู่ห่างไกลหน่วย ติดต่อหมายเลข 11669 ขอให้ประชาชนเตรียมตัวมาอย่างดี พักผ่อนให้เพียงพอ ใส่รองเท้าที่ใส่สบายเนื่องจากต้องเดินระยะไกล ดื่มน้ำเยอะๆ เขียนที่อยู่ ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ ใส่กระเป๋าเด็กและคนชรา ป้องกันการพลัดหลง รวมถึงระบุโรคประจำตัว

นายกฯเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 9

ช่วงค่ำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวผ่านรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ว่า หากจะถามว่ามีหรือไม่ใครสักคนหนึ่ง ใครที่ยอมลำบากเพื่อคนอื่นโดยยอมทำงานหนักไม่มีข้อแม้ และไม่มีวันหยุด ใครที่มีการศึกษาดีมีสถานะสูง แต่ยอมตากแดดอาบเหงื่อต่างน้ำ ทำงานบนพื้นดินในป่าเขา และพื้นที่ห่างไกลความเจริญ เชื่อว่าในหัวใจชาวไทยทุกคนย่อมประจักษ์ดีว่า มี และใครคนนั้นคือในหลวงของเรา ที่พวกเราทุกคนรักและเทิดทูน การทรงงาน 70 ปี เพื่อพวกเรากว่า 70 ล้านคนของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงครองราชย์ด้วยทศพิธราชธรรม และทรงยึดมั่นในพระปฐมบรมราชโองการ ไม่เคยทรงทอดทิ้งให้ประชาชนต้องเผชิญหน้าปัญหาโดยลำพัง นับจากนี้ไปความสุขเหล่านั้นจะไม่มีอีกแล้ว แต่โชคดีที่คนไทยยังมีรัชกาลที่ 10 ที่ทรงรักษาสืบสานต่อยอดสิ่งเหล่านี้ต่อไป

กตัญญู–จงรักภักดีตลอดไป

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า วันที่ 13 ต.ค.2559 เวลา 15.52 น. ถือเป็นห้วงเวลาแห่งความวิปโยคโศกศัลย์เป็นวันที่ความเศร้าสลดสูญเสีย ท่วมท้นจิตใจปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ สุดที่คนไทยจะหักห้ามความอาลัยรัก และความระลึกถึงพระองค์ผู้เปรียบดั่งพ่อของแผ่นดินได้ โดยความกตัญญูกตเวที และความจงรักภักดีจะยังอยู่ในจิตใจพสกนิกรตลอดไป ตลอดรัชสมัยของพระองค์ได้ทรงทำหน้าที่พ่อของแผ่นดินได้อย่างยากหาผู้ใดเสมอเหมือน ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่พ่อคนหนึ่งพึงจะทำให้กับลูกอย่างดีที่สุด ด้วยต้องการให้ลูกมีรากฐานที่ดีในการดำรงชีวิต ที่สำคัญคือมีความสงบสุขร่มเย็น แต่งานของพระองค์ยากกว่าภารกิจพ่อโดยทั่วไปมากนัก เพราะทรงมีลูกหลายสิบล้านคน ทำให้พระองค์ต้องทรงงานหนัก ประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ ด้วยความรักและความห่วงใย

เผย 3 พระมหากรุณาธิคุณ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า กล่าวโดยสรุปเป็น 3 ประการคือ ประการแรก ทรงดูแลพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา บนผืนแผ่นดินไทยด้วยความเสมอภาค ให้ลูกหลานไทยทุกคนอยู่ดีกินดี ทรงสอนให้เรียนรู้และอยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุล ทั้งดิน-น้ำ-ป่า เป็นที่มาของศูนย์การเรียนรู้และโครงการพระราชาดำริกว่า 4,500 แห่งทั่วประเทศ ทรงให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาคน ทั้งด้านการศึกษาและสาธารณสุข ทรงสอนหลักการใช้ชีวิตทรงเป็นตัวอย่างด้วยพระองค์เอง ที่สำคัญคือทรงพระราชทานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พระเกียรติคุณดังกล่าว เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลก ทรงได้รับการขนานนามเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา โดยองค์การสหประชาชาติถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระองค์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว รวมทั้งได้จัดให้มีการประชุมระดับนานาชาติ 2 ครั้ง สำหรับการถวายราชสดุดีและแสดงความอาลัยเทิดพระเกียรติแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9

สวีเดนถวายพระเกียรติยิ่งใหญ่

นายกฯกล่าวอีกว่า ประการที่ 2 บทบาทพ่อของแผ่นดิน พระองค์ทรงเตรียมความพร้อมให้คนไทยสามารถก้าวเดินเข้าสู่โลกกว้างได้อย่างสง่างามเป็นที่รู้จักยอมรับ และได้รับการสนับสนุนในเวทีระหว่างประเทศ ด้วยบทบาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ดังกล่าว ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจำนวน 25 ประเทศ จากทั้งสิ้น 29 ประเทศทั่วโลก ตอบรับคำเชิญรัฐบาลไทย เพื่อทรงร่วมถวายพระพรในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อปี 2549 ล่าสุดทางการสวีเดนจะจัดพิธีสำคัญเนื่องจากการเสด็จสวรรคต เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติ พิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นวันที่ 26 ต.ค. วันเดียวกับพระราชพิธีถวาย พระเพลิงพระบรมศพ โดยกองทหารเกียรติยศสวีเดน จะอัญเชิญตราประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จากพระราชวังสตอกโฮล์มไปประดิษฐาน ณ สถานที่ฝังพระศพของราชวงศ์สวีเดน อันเป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์ใกล้ชิด ระหว่างพระราชวงศ์ ประชาชน และประเทศทั้ง 2 ด้วย

ทรงเป็นกษัตริย์ที่โลกต้องจารึก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ประการสุดท้าย ที่สำคัญยิ่งคือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจพสกนิกรชาวไทยทั้งชาติ ทรงสอนให้พวกเรารู้จักการเสียสละผลประโยชน์ส่วนตน เพื่อส่วนรวม โดยคำพ่อสอนส่วนหนึ่ง สามารถสรุปใจความได้ว่าหากสังคมไม่มีความสุข คนในสังคมก็จะหาความสุขไม่ได้ นอกจากนี้ ทรงให้สติและหาทางออกของทุกปัญหา รวมทั้งวิกฤติทางการเมืองในทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้พวกเราตระหนักถึงความรักและความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ ทั้งหมดนี้ถือเป็นการทำหน้าที่ของพ่อที่สมบูรณ์แบบ ทรงเป็นพ่อที่ทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทรงเป็นพ่อด้วยการกระทำและจิตวิญญาณ จวบจนวาระสุดท้ายของพระองค์ และจะทรงเป็นพ่อที่จะไม่เพียงจะตราตรึงอยู่ในหัวใจของลูกๆชาวไทยทุกคน แต่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของโลกด้วย

ขอถวายพระเกียรติยศสูงสุดครั้งสุดท้าย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า รัฐบาลขอให้คำมั่นว่าเราจะร่วมกันทั้งจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งพลังประชารัฐและทุกภาคส่วนในสังคม จัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯให้เรียบร้อยสมบูรณ์ที่สุด เพื่อถวายพระเกียรติยศอันสูงสุดเป็นครั้งสุดท้าย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนร่วมกันทำความดี ร่วมกันสวดภาวนาตามศาสนาที่ทุกคนนับถือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย พระมหากษัตริย์ผู้ครองแผ่นดินโดยธรรม

ให้ 13 ต.ค. เป็นวันไทยรู้รัก สามัคคี

นายกฯกล่าวตอนท้ายด้วยว่า ทั้งนี้วันที่ 13 ต.ค. ของทุกปีนับจากนี้สืบไป จะไม่เป็นเพียงวันที่ปวงชนชาวไทยได้สำนึกและรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งเท่านั้น แต่จะเป็นวันที่พวกเราทุกคนจะได้รู้รัก สามัคคี หลอมรวมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียว ให้สมกับที่พระองค์ผู้ทรงเป็นกำลังของแผ่นดินได้ทรงวางรากฐานไว้ และพระองค์จะทรงประทับอยู่ในจิตใจคนไทยทั้งชาติชั่วกาลนาน ขอให้ทุกคนร่วมกันทำดีเพื่อพ่อและสานต่อพระราชปณิธาน

ทั่วประเทศทำบุญวันสวรรคต

ทางด้านพิธีทำบุญในวันครบรอบ 1 ปี สวรรคต “รัชกาลที่ 9” ของปวงไทยทั่วประเทศ เมื่อเช้าวันที่ 13 ต.ค. ที่ภาคเหนือ อาทิ จ.น่าน เชียงราย เชียงใหม่ กำแพงเพชร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี นอกจากนี้ ยังมีการบำเพ็ญประโยชน์ของจิตอาสาในพื้นที่ ช่วงบ่ายพิธีสวดพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

นายกฯนำ ครม.ตักบาตร

เช้าวันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่อถวายพระราชกุศลครบ 1 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ บพิตร โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ข้าราชการทำเนียบรัฐบาล เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

สมเด็จพระสังฆราชทรงบำเพ็ญกุศล

ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานบำเพ็ญกุศล ครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และนางวันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ภริยา คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลและร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์ จากนั้นได้ร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 50 รูป

ช่วงค่ำ ดิเอ็มโพเรียมและดิเอ็มควอเทียร์นำภาพยนตร์ 3 D MAPPING PROJECTION ชุด “พระผู้เป็นที่รักยิ่งแห่งแผ่นดิน” มาฉายบนผนัง อาคารศูนย์การค้าทั้งสองแห่ง ในพื้นที่ 3,500 ตารางเมตร ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระ ที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง 14 ต.ค. 2560 01:20 ไทยรัฐ