วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นักเขียนลุ่มแม่น้ำโขง มองโลก, สังคมยุค 4.0

สร้อยสัมพันธ์วรรณกรรมลุ่มน้ำโขง เริ่มต้นปี พ.ศ.2550 สามประเทศแรกมีกัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม ต่อมาไทย เมียนมา และจีน (ยูนนาน) เข้าร่วม จึงเป็น 6 ประเทศ

ทั้ง 6 ประเทศ แม่น้ำโขงไหลผ่านราว 4,880 กม. ในปี พ.ศ.2560 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน กนกวลี กันไทยราษฎร์ นายกสมาคมฯ ได้จัดงานและแจกรางวัลไปแล้ว ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศ ไทย เมื่อปลายเดือนสิงหาคม มีนักเขียนทั้ง 6 ประเทศ เข้ารับรางวัลรวม 12 คน นักเขียนไทยเข้ารับรางวัล 2 คนคือ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ และวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

นักเขียนผู้มาเยือนได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับ “วรรณกรรม ความสัมพันธ์ และการดำรงอยู่ของคนในลุ่มน้ำโขง” ไว้อย่างน่าสนใจ

เริ่มจาก ฯพณฯ ซิม วันนา นายกสมาคมนักเขียนกัมพูชา บอกว่า รางวัลแม่น้ำโขงมีการประชุมและมอบรางวัลกันมาทั้งหมดรวม 8 ครั้ง เพื่อให้ชุมนุมนักเขียน 6 ประเทศ มีการส่งเสริมและสานต่อมิตรภาพและภราดรภาพ เสนอให้ “นักเขียนทั้ง 6 ประเทศ จะต้องรักษาความสำเร็จที่บรรพบุรุษของเรามอบให้ จะต้องมีการประชุมนักเขียนจาก 6 ประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป จะมีการสร้างหลักสูตรอบรมต่างๆ ระหว่างนักเขียน 6 ประเทศ จะมีการเยี่ยมเยือนเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จะมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเป็นประจำ จะมีการสร้างธรรมเนียมและข้อตกลงที่บรรลุความสำเร็จได้ และจะมีการส่งเสริมความร่วมมือระดับนานาชาติระหว่างกันในทุกภาคส่วน”

ขณะที่ ดร.เขียว โกศล นักเขียนรางวัลแม่น้ำโขง ประเทศกัมพูชา แสดงทรรศนะต่อการอยู่ของคนในสังคมลุ่มน้ำโขงว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ สภาพสิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อมทางสังคม และพื้นที่ทาง ภูมิศาสตร์ มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสภาพแวดล้อมใหม่”

และ “อุปสรรคในชีวิตเหล่านั้น ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยให้มนุษย์ปรับตัวในช่วงเวลาเฉพาะ”

สภาพความเป็นอยู่ของกัมพูชาแต่บรรพกาล ดร.เขียวบอกว่า “ชาวเขมรสืบเชื้อสายมาจากเขมร-มอญที่รักษามรดกทางวัฒนธรรมมากมายไว้ให้ลูกหลานและเผยให้โลกได้รู้จักอย่างเด่นชัด ขณะเดียวกันชนกลุ่มอื่นๆที่อยู่ในเขมรมาตั้งแต่ต้น ทั้งสะเตียง กวย จราย ฯลฯ อาศัยเป็นกลุ่มชนเผ่าดำรงชีพด้วยการเก็บของป่า ล่าสัตว์ ปลูกข้าวโพด ทำนา ทำฟาร์มผึ้ง และเก็บรากไม้ ชนพื้นเมืองเหล่านี้ยังบูชาและเชื่อในเทพเจ้าผู้คุ้มครองเหนือสิ่งอื่นใด”

ทั้งหมดนี้ “เป็นประเพณีของชาวเขมรมอญดั้งเดิมที่สืบทอดและยึดโยงเข้ากับวัฒนธรรมของตน”

ขณะเดียวกัน “เขมรก็ก้าวสู่การพัฒนาด้านสังคม การเมือง และการเติบโตทางเศรษฐกิจในองค์รวม ทุกวันนี้ชาวเขมรพื้นเมืองก้าวข้ามผ่านจากธรรมเนียมประเพณีของบรรพบุรุษ โดยคนกลุ่มนี้ศึกษาเพิ่มเติมเรื่องชีวิตของประชากรเขมรทั่วไป เรียนหนังสือในระบบโรงเรียน เขมรพื้นเมืองบางคนพัฒนาตนเองจนมีบทบาทเป็นข้าราชการของรัฐบาล ที่สำคัญกว่านั้น ชนพื้นเมืองเหล่านี้ยังเข้าใจเรื่องสังคมแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและเรื่องเกี่ยวเนื่องอื่นๆ”

ในเรื่องการใช้เทคโนโลยี “เทคโนโลยียังมีอิทธิพลอย่างสูงต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มนุษย์โปรดปรานสามารถส่งผลกระทบในแง่ลบต่อสุขภาพทางปัญญาและสุขภาพจิต”

เพราะ “มนุษย์ชอบใช้เทคโนโลยีแต่ไม่เคยฉุกคิดเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดจากเครื่องมือสมัยใหม่เหล่านี้ อุปกรณ์เหล่านี้อาจจะเป็นสมาร์ทโฟน รุ่นใหม่ที่แผ่รังสีทางเคมี และเมื่อเราใช้สมาร์ทโฟนก็จะส่งผลกระทบต่อสมอง รบกวนสายตาและหู ฯลฯ” ที่สำคัญ “การหมกมุ่นอยู่กับเทคโนโลยีทำให้คนทั่วไปขาดการสื่อสารโดยตรงระหว่างกัน ทั้งการทักทาย และความสัมพันธ์ทางการทูตมีการเลือกที่รักมักที่ชัง และปกปิดปัญหาที่เกิดขึ้น ว่า ไม่ได้มาจากเทคโนโลยี เมื่อเราใช้สมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่องจะส่งผล เสียหายต่อมนุษย์ได้”

ขณะที่เรา “ตระหนักดีว่า เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้เป็นวิสัยทัศน์ที่เหนือธรรมชาติและเป็นอุปกรณ์รับเสียงที่ลึกลับ แต่สมาร์ทโฟนส่งผลกระทบ ต่ออารมณ์ของมนุษย์และทำให้ผลาญเวลาไปโดยใช่เหตุ”

นักเขียนลาว ดาราวัน สิตพะไซ มองสังคมในปัจจุบันว่า “เราคงเห็นจริยธรรมแห่งมนุษยธรรมอันดีของทุกประเทศที่ได้สร้างและส่งต่อกันมาอย่างยาวนาน สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่ แต่ว่าจะเหลือเท่าไรและสามารถส่งต่อสืบทอดต่อไปเพียงไหนนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ และบทบาทของนักเขียนนั้นสำคัญยิ่ง” ปัจจุบันการพัฒนาเชิงวัตถุได้ถึงจุดสูงสุด “ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเพลิดเพลินกับความสะดวกสบายจนคุ้นเคยแต่ในขณะเดียวกันความปรารถนาชีวิตที่สะดวกสบายนั้นส่งผลร้ายต่อมนุษยธรรม เช่นเกิดความเห็นแก่ตัว การเพิ่มขึ้นของขยะและมลพิษ การลดลงของป่าไม้และโลกได้ถูกทำลายลงเรื่อยในหลายวิธีการ”

ในฐานะนักเขียน “ความหวังของดิฉันคือ ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนนักเขียนหนังสืออันเป็นประโยชน์ต่อสังคมเพื่อจะได้ลดการกระทำที่หลงผิดในสังคมดังที่กล่าวไปแล้ว และลดความเห็นแก่ตัวที่มุ่งแสวงแต่ความสะดวกสบายในชีวิต”

โดยทั่วไปแล้ว “ทุกประเทศ ทุกเชื้อชาตินั้น ได้สืบทอดมนุษยธรรมที่ดีงามต่างๆ เราเพียงแต่จะต้องส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ไว้”

นักเขียนจากประเทศเมียนมา ชเว มไย โพนเลมอ เน้นไปที่ความหลากหลายของคนในสังคม “แม้จะมีความต่างด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม และประเพณี แต่ความงดงามของสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติมีเอกลักษณ์ดั้งเดิมเหมือนกัน”

ดังนั้น “ถือเป็นหน้าที่อันติดตัวมาแต่กำเนิดของมนุษย์ที่จะเห็นคุณค่าและรักสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ และปกปักรักษาความงดงามนี้ เพื่อไม่ให้สูญหายหรือถูกทำลาย”

นักเขียนชาวเวียดนาม ฮุน คิม ฮวง มองไปที่ชีวิตคนริมแม่น้ำโขง ว่า “แม่น้ำโขงหล่อเลี้ยงกายและจิตใจ พอๆกับที่หล่อเลี้ยงการเขียนของดิฉันในวันนี้ ในวัยสาว ดิฉันเป็นครูสอนวรรณกรรม สอนนักเรียนทั้งจากเวียดนามและจากชายแดนกัมพูชา ในช่วงสงครามกลางเมืองของเวียดนาม ดิฉันเลือกเป็นครูเพราะชอบการสอน ซึ่งเป็นการหล่อเลี้ยงจิตใจ สร้างวิญญาณและปลูกฝังตัวตน”

ส่วนวรรณกรรม “ก็เฉกเช่นครอบครัวและชุมชน ไม่มีพรมแดน ทำหน้าที่เป็นผู้สื่อสารระหว่างวัฒนธรรม ระหว่างช่วงเวลา และระหว่างผู้คนโดยผูกพันเราไว้ด้วยกัน ทำลายสิ่งกีดขวางลง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและมิตรภาพ” ดังนั้น “ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นวนิยายของดิฉันจะเข้าถึงผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้คนทั่วโลก”

นักเขียนเวียดนามที่มาด้วยกัน ตราน เนือง มองไปที่แม่น้ำโขงว่า “มารดาแห่งแม่น้ำนี้ได้เกื้อหนุนเรา สายน้ำเย็นที่ตกตะกอนให้หล่อเลี้ยงและดูแลมนุษย์ทุกผู้ทุกนามจากทุกชาติ”

“แม้แต่ละประเทศมีจุดหมายปลายทางของตนเอง มีวัฒนธรรมทางจิตใจเฉพาะตน แต่ก็ได้รับการเจือจุนจากแม่น้ำโขง ในประเทศเวียดนามเรามีสุภาษิตว่า มะระย่อมต้องรักบวบ แม้ว่าจะต่างเมล็ดพันธุ์กัน แต่ก็ร่วมปลูกให้เลื้อยจากแหล่งเดียวกัน พวกเราก็เป็นไม้เถาเช่นมะระและบวบ” เพราะ “แม้จะต่างเผ่าพันธุ์ แต่ก็อยู่ในแหล่งเดียวกัน นั่นคือที่ซึ่งแม่น้ำโขงไหลผ่าน”


นักเขียนจีน (ยูนนาน) ฟาน เหวิน มองไปที่ความผูกพันของแม่น้ำโขงกับคนต้นน้ำว่า “ผมตระหนักในภายหลังว่า ชาวทิเบตท้องถิ่นเชื่อว่า แม่น้ำโขงเป็นสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพราะในสายตาของชาวทิเบต สายน้ำแห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความขลังและพลังศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับแม่น้ำคงคาในอินเดีย”

ดังนั้น “เราควรให้คุณค่ากับยุคแห่งวัฒนธรรมที่หลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ด้วยเหตุผลว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เราผู้ที่กระตือรือร้นทางวรรณกรรมมีพื้นที่สร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น”

รางวัลแม่น้ำโขงปี 2560 แจกและจบไปแล้ว แต่สายธารวรรณกรรมยังไม่หยุด มิแผกสร้อยสัมพันธ์ของคนในลุ่มแม่น้ำโขง ปี 2561 มิตรน้ำหมึกทั้ง 6 ประเทศมีนัดกันที่ประเทศเวียดนาม ประเทศปลายธารแม่น้ำโขง.

สร้อยสัมพันธ์วรรณกรรมลุ่มน้ำโขง เริ่มต้นปี พ.ศ.2550 สามประเทศแรกมีกัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม ต่อมาไทย เมียนมา และจีน (ยูนนาน) เข้าร่วม จึงเป็น 6 ประเทศ 13 ต.ค. 2560 09:41 ไทยรัฐ