วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระเกียรติกำจายสากล สถิตใจชนนิรันดร์ (คลิป)

การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2559 นอกจากจะนำความวิปโยคโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวงมาสู่พสกนิกรคนไทยทั้งประเทศ ยังนำความโศกเศร้าและสูญเสียไปยังมหามิตรทั่วโลก ที่ได้ร่วมน้อมถวายความอาลัยพร้อมกับประชาชนชาวไทย ต่อการเสด็จสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ผู้ทรงเป็นปราชญ์และมีอัจฉริยภาพหลายด้าน จนได้รับการกล่าวขานและเป็นที่ยอมรับของอารยประเทศ

ทันทีที่ทรงทราบข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะแห่งญี่ปุ่น ทรงไว้อาลัยเป็นเวลา 3 วัน นับแต่วันสวรรคต พร้อมกับให้ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์เดินทางไปสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว เพื่อส่งพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยอย่างสุดซึ้งของทั้งสองพระองค์

สัปดาห์ถัดมา ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ 82 พรรษาของสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ได้ทรงพระอักษรตอบคำถามจากสมาคมผู้สื่อข่าวประจำสำนักพระราชวังของญี่ปุ่น เพื่อแสดงความระลึกถึงพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า

“ค่ำวันที่ 13 ต.ค. ซึ่งข้าพเจ้ากำลังเริ่มเขียนตอบจดหมายของผู้สื่อข่าว ข้าพเจ้าได้รับข่าวอันน่าเสียใจ เรื่องการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ของประเทศไทย พระองค์ทรงมีอายุมากกว่าข้าพเจ้า 6 หรือ 7 ปี และทรงให้ความกรุณาต่อข้าพเจ้า เสมือนพี่ชายที่แสนดีตั้งแต่ข้าพเจ้ายังอายุ 20 กว่าปี”

“ข้าพเจ้าทราบข่าวเรื่องการประชวรของพระองค์ และคาดหวังมาตลอดที่จะมีโอกาสได้พบพระองค์อีกสักครั้ง ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจมายังสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระราชวงศ์ไทยทุกพระองค์ รวมทั้งประชาชนชาวไทย ด้วยความอาลัยอย่างยิ่ง”

จากพระอักษรข้อความที่ลึกซึ้งนี้ สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างราชวงศ์ไทย-ญี่ปุ่นที่ผ่านมา นับตั้งแต่เสด็จฯเยือนประเทศไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะ พ.ศ.2507 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระจักรพรรดิ และสมเด็จพระจักรพรรดินี ยังทรงดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารและพระชายา

ต่อมา พ.ศ.2534 หลังทรงขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ได้เสด็จฯเยือนประเทศไทยเป็นประเทศแรก จากนั้น พ.ศ.2549 ทรงเข้าร่วมพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ขณะที่พระองค์และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯเยือนญี่ปุ่นหลายคราเช่นกัน

ความแนบแน่นของราชวงศ์ไทย-ญี่ปุ่นได้ยิ่งทวีขึ้น ทั้งยังนำมาซึ่งความผาสุกของพสกนิกรชาวไทย จาก “ของขวัญพันธุ์ปลานิล 25 คู่” เมื่อ พ.ศ.2508 ที่มกุฎราชกุมารอากิฮิโตะในขณะนั้น ทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อทรงเลี้ยงและขยายพันธุ์ปลา เพียง 1 ปี ทรงขยายพันธุ์ปลานิลได้มากถึง 10,000 ตัว และพระราชทานให้กรมประมงไปขยายพันธุ์ต่อ ก่อนจะปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศ เป็นแหล่งอาหารสร้างรายได้และสร้างอาชีพให้คนไทยอย่างมหาศาล

การเสด็จฯประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ของสมเด็จพระจักรพรรดิ และสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 5-6 มี.ค.2560 เพื่อทรงวางพวงมาลา ถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระนามาภิไธยแสดงความเสียพระราชหฤทัย และเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อแสดงความเสียพระราชหฤทัย

จึงยิ่งเป็นการสะท้อนภาพความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นยาวนานมากว่า 50 ปี ของประมุขจากสองราชวงศ์ที่ไม่เคยเสื่อมคลาย

เช่นเดียวกับที่ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ทรงแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง หลังจากทรงทราบข่าวการ สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช โดยทรงโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กของพระองค์ ในช่วงค่ำวันที่ 13 ต.ค.2559 ว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ พระราชกรณียกิจของพระองค์เป็นที่จดจำและเคารพนับถือในหัวใจคนไทย ราชวงศ์ภูฏานและราชวงศ์ไทย มีสายสัมพันธ์ที่ดี
ต่อกันมานาน วันเวลาที่ผ่านมาได้สะท้อนถึงมิตรภาพอันแข็งแกร่งระหว่างสองประเทศ การสวรรคตนำความโศกเศร้ามาสู่ชาวภูฏาน ข้าพเจ้าและประชาชนชาวภูฏานขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังคนไทยทุกคน”

ในวันเดียวกันนั้น สมเด็จพระราชาธิบดีและสมาชิกราชวงศ์ภูฏาน พร้อมด้วยพระสงฆ์ เจ้าหน้าที่ระดับสูง และชุมชนชาวไทยในภูฏาน ยังได้ร่วมกันสวดมนต์ จุดเทียน 1,000 เล่ม แสดงความไว้อาลัย ณ ตาชิโซซอง ศูนย์การปกครองของเมือง ทิมพู ในภูฏาน

สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน ยังมีพระราชโองการให้ทุกวัดในภูฏาน และสถานที่สำคัญอื่นๆ จัดสวดมนต์พิเศษ พร้อมกับจุดเทียนไว้อาลัย เป็นเวลา 7 วันด้วย

สำหรับคนไทย ยิ่งซาบซึ้งเป็นทวีคูณ ที่สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ทรงจัดงานแสดงความอาลัยดังกล่าวแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ของคนไทย แทนงานฉลองครบรอบพระราชพิธีอภิเษกสมรส ครบ 5 ปี ของพระองค์กับ พระราชินีเจตซุน เปมา วังชุก ซึ่งตรงกับวันที่ 13 ต.ค.2559 เช่นกัน

จากนั้น วันที่ 16 ต.ค.2559 สมเด็จพระราชาธิบดี และ พระราชินี แห่งภูฏาน พร้อมด้วยพระโอรส เสด็จฯประเทศไทยด้วยพระองค์เอง เพื่อทรงวางพวงมาลา และทรงบำเพ็ญพระราช กุศลถวายพระราชสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ก่อนจะทรงพระดำเนินไปทรงพระอักษรแสดงความอาลัย และทรงลงพระนามาภิไธย ณ ศาลาว่าการพระราชวัง พระบรมมหาราชวัง

และต่อมา วันที่ 20 ธ.ค.2559 สมเด็จพระอัยยิกาเกซัง โซเดน วังชุก และสมเด็จพระปิตุจฉา เปมา ฮาเดน วังชุก ในสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน เสด็จฯประเทศไทยเพื่อทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพด้วย

อันเป็นการสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งแนบแน่นระหว่างราชวงศ์ไทยและภูฏาน

นอกเหนือจากภาพที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ อันดีระหว่างราชวงศ์ไทยและต่างประเทศ ผู้นำหลายประเทศ ร่วมแสดงออกถึงมิตรไมตรีและเอื้ออาทรไปถึงพระบรมวงศานุวงศ์ไทยและพสกนิกรชาวไทยในช่วงวิกฤติแห่งความโศกเศร้า

ผู้นำและผู้บริหารประเทศหลายชาติ ออกแถลงการณ์แสดงความอาลัย พร้อมกับสรรเสริญยกย่องในพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมกับมีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัย สารแสดงความเสียใจ มายังพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนประชาชนคนไทย ทั้งยังทยอยเดินทางมาประเทศไทยด้วยตนเอง เพื่อร่วมถวายสักการะพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9 อย่างไม่ขาดสาย หรือไม่ก็ไปร่วมลงนามแสดงความอาลัย ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำในแต่ละประเทศ

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐอเมริกา ในขณะนั้น ออกแถลงการณ์ แสดงความเสียใจในนามชาวอเมริกัน ต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชนชาวไทย ต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นมิตรที่ใกล้ชิดและพันธมิตรที่ทรงค่ายิ่งของประธานาธิบดีหลายยุคหลายสมัย ตนยังจดจำได้เป็นอย่างดีถึงความสง่างาม และความมีพระราชหฤทัยที่อบอุ่นเมื่อครั้งที่ได้เข้าเฝ้าฯ ทรงเป็นนักพัฒนาที่อุทิศพระองค์ ทรงได้รับการสรรเสริญในระดับโลก จากพระราชกรณียกิจและนวัตกรรมต่างๆ ในพระราชดำริเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น

ด้านประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ ความตอนหนึ่งว่า “ในช่วงหลายสิบปีที่ทรงปกครองประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงได้รับความรักอย่างจริงใจจากพสกนิกรไทย เช่นเดียวกับที่ได้รับความเคารพอย่างสูงจากต่างประเทศ สำหรับรัสเซีย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จะเป็นที่จดจำในฐานะผู้ส่งเสริมการพัฒนามิตรภาพความสัมพันธ์ระหว่างไทยและรัสเซีย”

ขณะที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกแถลงการณ์และมีสารแสดงความเสียใจในนามประชาชนชาวจีน มายังสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชนชาวไทย พร้อมกับกล่าวสรรเสริญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า “ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่นำชาติไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และทรงให้ความสำคัญยิ่งในการสร้างสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างจีน-ไทย การสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นความสูญเสียอันใหญ่หลวงของประชาชนชาวไทยและชาวจีน พระองค์จะสถิตในดวงใจของประชาชนชาวจีนและชาวไทยตลอดกาล”

ประธานาธิบดี ฟร็องซัวส์ โอลองด์ ของฝรั่งเศส ในขณะนั้น ได้ส่งสารแสดงความเสียใจ พร้อมกับกล่าวสรรเสริญ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ว่า “พระองค์ทรงตระหนักถึงความยุติธรรมอย่างลึกซึ้ง ทรงห่วงใยในการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยและยั่งยืน ทำให้ทรงเป็นที่รักของประชาชนชาวไทย และประชาคมโลกต่างให้ความเคารพ”

ข้อความซาบซึ้งข้างต้นตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่า ความสูญเสียครั้งใหญ่นี้ มิได้เป็นเพียงความสูญเสียของพสกนิกรไทยเท่านั้น

หากแต่เป็นความสูญเสียครั้งสำคัญยิ่งของโลกด้วย

โดยในวันที่ 28 ต.ค.2559 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ได้จัดประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยพิเศษ เพื่อสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยเปิดให้ผู้แทนประเทศต่างๆ ขึ้นกล่าวสดุดี ในหลวง รัชกาลที่ 9 ของคนไทย

และการจัดประชุมในลักษณะเช่นนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษ ที่มีขึ้นไม่บ่อยนัก

นายปีเตอร์ ธอมป์สัน ประธานสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ กล่าวสดุดีว่า “ตลอดเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์กว่า 70 ปี ทรงได้รับคำชื่นชมจากทั่วโลก ทรงเป็นที่รักและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทย พระราชกรณียกิจล้วนแต่เป็นประโยชน์อย่างสูงต่อคนไทย ทรงแบ่งปันแนวคิดในการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยให้ประเทศอื่นได้นำไปใช้ โดยเฉพาะหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทรงเป็นผู้นำโลกที่สร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน”

และเพราะเหตุนี้องค์การสหประชาชาติ จึงประกาศให้วันที่ 5 ธ.ค.ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ ให้เป็น “วันดินโลก”

ในการนี้ สมาชิกในที่ประชุมได้ยืนสงบนิ่ง 1 นาที เพื่อแสดงความอาลัยแด่พระองค์

จากนั้น นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประ-ชาชาติ กล่าวว่า ตลอด 7 ทศวรรษของการครองราชย์ ทรงเป็นศูนย์กลางของประชาชน การแสดงความอาลัยของพสกนิกรชาวไทย แสดงให้เห็นถึงความซาบซึ้งต่อพระองค์ ผู้ทรงผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้า จากโครงการพระราชดำริเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงหลายด้าน สหประชาชาติได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลแห่งความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ ในปี 2549 ซึ่งเป็นรางวัลที่สหประชาชาติมอบให้เป็นครั้งแรกของโลก

“และนับจากนี้ โครงการของสหประชา-ชาติจะทำงานต่อ เพื่อสืบสานพระราชดำริตามรอยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช และหวังจะได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยต่อไป”

ขณะที่ประธานจาก 5 ภูมิภาคทั่วโลก สลับขึ้นกล่าวสดุดีถึงพระอัจฉริยภาพ และความมุ่งมั่นของ “กษัตริย์นักพัฒนา”

นางซาแมนธา พาวเวอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ กล่าวยกย่องโครงการพระราชดำริแก้มลิงว่า เป็นแนวคิดที่น่าทึ่งมาก และสามารถแก้ปัญหาอุทกภัยได้จริง ทรงอุทิศพระองค์โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทรงใช้ชีวิตในฐานะ “ผู้ให้” เพื่อรับใช้ผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อได้รับการยกย่องชื่นชม

“จึงนับเป็นความโชคดีของคนไทย และคนทั่วโลกที่ได้เรียนรู้แนวทางการดำเนินชีวิตจากพระองค์ ซึ่งโลกจะไม่ลืมพระองค์”

สำหรับพสกนิกรชาวไทย

คำกล่าวถึงพระองค์บนเวทีสหประชาชาติสมัยพิเศษครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงการถ่ายทอดถ้อยคำสดุดี แต่ทว่าเป็นนาทีของการจารึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของชาติไทย และของโลกไปพร้อมกัน

และเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนจะจดจำพระองค์ ในฐานะพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก.


**************


ศิลปิน : จักรพันธุ์ โปษยกฤต

ภาพ : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช 2529

ขนาด 50 x70 ซม. สีพาสเทล

จุดประกาย : อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2543 อีกทั้งได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 52 นายช่างเอกในรอบ 200 ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยหลายทศวรรษท่ีผ่านมา ได้รังสรรค์มรดกทางวัฒนธรรมไว้อย่างคณานับ ฝากเป็นสมบัติลํ้าค่าของแผ่นดินไทย

การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2559 นอกจากจะนำความวิปโยคโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวงมาสู่พสกนิกรคนไทยทั้งประเทศ