วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ที่สุดของชีวิต อ.คฑา เล่าทั้งน้ำตา เคยฟังพระราชดำรัส ร.9 แบบใกล้ที่สุด

ประเทศไทยวิปโยค หลังสูญเสียผู้ซึ่งเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ทุกชีวิต แม้กาลเวลาจะล่วงเลยไป 1 ปีแล้วก็ตาม ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง รัชกาลที่ 9 จากไป 

แต่ยังคงเหลือไว้ซึ่งสิ่งที่พ่อหลวงได้ให้ปวงชนชาวไทย คือพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส พร้อมทั้งให้เราร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ 

วันนี้ไทยรัฐออนไลน์ มีเรื่องเล่าจากนักพยากรณ์ชื่อดังระดับประเทศ เขมชาติ ปริญญานุสรณ์ หรือ อ.คฑา ชินบัญชร ที่ได้เล่าถึงคำสอนของพ่อหลวง ที่ตนเองจดจำได้ดีในวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ม.เกษตรศาสตร์ ซึ่งอาจารย์บอกกับเราว่า สิ่งที่ท่านตรัสในวันนั้นทำให้ เด็กคนหนึ่งกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันนี้ 

คำสอนใดของพ่อหลวงที่อาจารย์นำมาใช้?

2 คำสอน อาจารย์อยากจะน้อมนำเอาพระราชดำรัสที่ในวันนั้นจะยาวนิดนึง พระราชดำรัสใจความตอนหนึ่ง

'จะต้องสัมพันธ์ร่วมมือกับผู้อื่น ฝ่ายอื่นให้ประสาน สอดคล้องกันด้วย จึงเกิดความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษา ค้นคว้า หาความรู้ และประสบการณ์เพิ่มเติมให้แก่ตนด้วยความกระตือรือร้น ขวนขวายตลอดเวลา รวมทั้งต้องรู้จักสมาคมผูกมิตรกับผู้ร่วมงานตลอดถึงบุคคลอื่นอย่างกว้างขวางจึงจะช่วยให้ทำงานได้สะดวกราบรื่น และสามารถนำเอาวิชาความรู้ออกใช้ปฏิบัติได้เต็มที่

ขอให้แต่ละคนตั้งใจค้นคว้า ศึกษา ฝึกฝน ให้มีความรู้ความสามารถยิ่งๆขึ้น ต้องทางลึกและทางกว้าง ทางลึกก็คือวิชาการ ทางกว้างคือประสบการณ์และมนุษยสัมพันธ์ เพื่อจะได้บรรลุถึงความสำเร็จในงาน ตลอดจนการสร้างชื่อเสียงเกียรติคุณและความเจริญมั่นคงตามความมุ่งหมาย'

และด้วยความที่ในวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร อาจารย์ยืนข้างหน้าเราตั้งใจฟัง พระองค์ท่านบอกเราว่า การที่เราจะประสบความสำเร็จได้ในเรื่องของชีวิต ซึ่งอาจารย์ชอบคำนี้มากเลยซึ่งมันตรงกับที่คุณแม่คุณย่าและคุณยายอาจารย์สอนถึงความราบรื่น คือการประสบความสำเร็จไม่ได้แปลว่า เราจะต้องสูงสุดนะ แต่หมายความว่าอาจารย์จะต้องทำอะไรแล้วไม่มีอุปสรรคหรือมีอุปสรรคแล้วแก้ไขโดยง่าย เขาเรียกว่าราบรื่น ซึ่งตรงนั้นพระองค์ท่านได้มีพระราชดำรัสบอกเราว่า นอกจากจะกระตือรือร้นหาความรู้แล้วต้องหัดสมาคมผูกมิตรกับคนอื่นด้วยอย่างกว้างขวางด้วย จะทำให้งานสะดวกราบรื่น

สำเร็จดีแล้วก็จะต้องฝึกฝนวิชาความรู้ทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างคือวิชาด้วย ประสบการณ์ก็ต้องมี ตรงนี้ทำให้อาจารย์ใฝ่รู้จากการเป็นหมอดู จากการจบศึกษาศาสตร์ อาจารย์ก็มาเรียน พอเสร็จแล้วมาทำงานประจำ เพื่อนชวนมาเป็นนักพยากรณ์ อาจารย์ก็ใฝ่รู้เพิ่มเติมนอกจากเรื่องของไพ่ยิปซี ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง ลายมือ อาจารย์ก็ศึกษาความรู้เพิ่มเติมเรื่องอื่นๆ เพื่อที่ตัวเราจะมีความรู้เชิงลึกและเชิงกว้าง 

ถามว่าความสำเร็จของอาจารย์ อ.คฑา ในวันนี้ เพราะจดจำคำสอนในพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในวันนั้นใช่หรือไม่ อาจารย์เล่าให้เราฟังต่อ

ได้ฟังพระราชดำรัสในวันนั้น จากเด็กน้อยๆ ยืนอยู่หลังห้อง นั่งอยู่หลังห้อง เข้าเรียนบ้างไม่เข้าเรียนบ้าง วันนี้ก็ยังเกเรอยู่ แต่ว่าขยันขึ้นก็คือ ใฝ่รู้ รู้กว้างแล้วรู้ลึก รู้รอบ มันเป็นอย่างนี้จริงๆ ครอบคลุม เรารู้สึกเลยว่าถ้าทำแล้วรวย ถ้าเกิดตอนนั้นบอกทำแล้วรวย ตอนนั้นเราเด็กๆ เรายังไม่ได้คิดอยากรวยหรอก เราอาจจะไม่อยากทำก็ได้

แต่พอดีคำที่พระองค์ท่านตรัสคำนี้ มันสะดุดใจ จึงจะช่วยให้ทำงานได้สะดวกราบรื่น ฟังแล้วมันแบบใช่ๆ ราบรื่น ชอบ คนอื่นร้อยคนต้องพูดว่าชอบคำว่าพอเพียง จริงๆ แล้วเพราะนึกคำพระราชดำรัสของท่านไม่ออก ไม่เคยฟังจริง แต่คือก็เอาแค่คำที่เรารู้ แต่คำนี้มันสะดุดใจว่า ทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่ทำแบบนี้ราบรื่นนะ เท่านี้ชีวิตอาจารย์ไม่ได้คิดเรื่องเงิน ไม่ได้คิดเรื่องชื่อเสียง ไม่ได้คิดเรื่องการประสบความสำเร็จแปลว่าอะไร คือตอนนั้นเรายังเด็ก เราก็คิดแต่ว่าการทำงานที่ราบรื่น หรือการมีชีวิตที่มันราบรื่นมันดีนะ ถึงมีอุปสรรคบ้างมันก็เล็กๆ น้อยๆ คิดเงินได้เงิน คิดทองได้ทอง เราอยากทำอะไรเราก็ทำได้อยากกินก็กินก็มีความสุข นี่แหละเป็นสิ่งที่อาจารย์จำได้มาตลอดเกี่ยวกับเรื่องของตรงนี้

ชีวิตเราไม่ต้องรวยหรอกนะ คนจีนจะมีคำสอนอยู่อย่างหนึ่ง เช่น เรื่องของฮวงจุ้ยหรืออะไรก็ตามไม่ใช่ความรวย ถ้าสมมติรวยแต่ไม่มีความสุข หรือรวยแล้วไม่สบาย รวยแล้วแฟนทิ้ง สมมติ คือมันไม่มีอะไรที่มีความสุข เพราะฉะนั้นสู้รวยพอดีๆ หรือนึกว่ามีเงินก็มี อยากกินก็กิน อยากซื้ออะไรก็ได้ซื้อ แต่มีคนรัก ครอบครัวมีความสุข มีลูกดี สุขภาพแข็งแรง อันนั้นเขาเรียกว่าราบรื่น 

และอาจารย์เพิ่งมารู้ว่าคำสอนนี้ส่งผลให้เด็กน้อยคนหนึ่งวัยรุ่นคนหนึ่งน้อมนำเอาพระราชดำรัสความพอเพียงมาใช้ เพราะเมื่อมันมีความราบรื่น เราจึงไม่ได้คิดถึงความสำเร็จชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ เราคิดแต่ว่าเราอยากทำอะไรที่ดีๆ แล้วเราได้ทำแล้วดี ทำแล้วมีความสุขแล้วราบรื่น คือไม่มีอุปสรรคอันนั้นคือสิ่งที่โอเค นั้นแหละจริงๆ มันคือหัวใจของความพอเพียง เพราะความพอเพียงไม่ได้ทำแล้วไม่รวย รวยก็ได้ มีชื่อเสียงก็ได้ ประสบความสำเร็จก็ได้ มีความรักที่ดีก็ได้ มีทรัพย์สิน แต่ทำอะไรแล้วต้องราบรื่น

แต่อาจารย์เป็นคนใจร้อน ปากไว เอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์ แต่คิดดูว่าถ้าไม่ได้คำสอนแบบนี้ อาจารย์จะยิ่งเป็นมากกว่านี้อีกไม่รู้คูณเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นพอมาปรับมาใช้กับการดำเนินชีวิตแล้ว อาจารย์จึงคิดได้ว่า ทุกวันนี้สิ่งที่อาจารย์มีอยู่ ไม่ใช่เรื่องของชื่อเสียง ไม่ใช่เรื่องของสำเร็จ ไม่ใช่เงินทอง แต่สิ่งที่อาจารย์มีความสบายใจและความราบรื่นที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองทุกๆ วัน

การดำเนินชีวิตใช้ความสบายใจเป็นหลัก?

เป็นหลักเลย แล้วอาจารย์จะบอกความมหัศจรรย์ให้ทุกคนฟัง ตอนเวลาอาจารย์ไปสอนธรรมะให้พระ ที่ศูนย์วิปัสสนา ที่ไร่เชิญตะวัน และอาจารย์ก็จะพูดถึงคำนี้คือความสบายใจ เวลาอาจารย์ต้องไปพูดเขาอยากให้พูดเกี่ยวกับพระองค์ อาจารย์บอกไปว่าอาจารย์พูดไม่ได้หรอก อาจารย์ไม่ได้อยู่ใกล้พระองค์ท่าน

คือภาพของพระองค์ท่านที่มีต่ออาจารย์หรือทุกคนก็รู้เหมือนกัน แต่ความผูกพัน เราก็ไม่ได้เคยคุยหรือใกล้ชิดพระองค์ เพราะฉะนั้นเราจะไปพูดอย่างนั้นได้ยังไง ออแกไนซ์ก็บอกว่าให้พูดสิ่งที่อาจารย์คิดว่าเกี่ยวกับพระองค์ท่าน สิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญเลย อาจารย์ก็พูดเหมือนวันนี้ที่เราได้คุยกัน พูดแล้วร้องไห้เลย แย่เลย (เสียงร้องไห้)....

คือพูดในเรื่องความราบรื่น พระราชดำรัสของพระองค์ท่าน คือนอกจากพระองค์ท่านทรงสอนงานพวกเราแล้ว พระองค์ท่านสอนเราง่ายมาก คือไม่ใช่คุณจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่คุณจะเก่งได้ คุณกระตือรือร้นใฝ่หาความรู้ยังไงก็ตาม คุณจะไม่มีการประสบความสำเร็จเลย ถ้าไม่มีคนรอบข้าง และคนรอบข้างของคุณไม่ใช่แค่ พ่อแม่ เจ้านาย คุณต้องกว้าง คุณต้องลึก นั่นหมายความว่าคือทุกระดับชั้น ตอนนั้นอาจารย์ยังไม่เข้าใจ ความกว้าง ความหมายของพระองค์ท่านว่า ประสบการณ์จากการที่เราจะต้องได้รับความร่วมมือจากคนรอบข้างคืออะไร

แต่ภาพที่พระองค์นั่งอยู่ข้างรถจี๊ป หรือว่าขี่ลา หรือมีพระสหายที่ปัตตานี ทำไม ให้เรารู้ว่า อ่อ ไม่นะเรารู้สึกแต่กับผู้ใหญ่ชอบไม่พอนะ เรากับคนที่ด้อยกว่าเรา คนที่เป็นลูกน้องเรา ทีมงานเรา เราต้องดูแล (พูดเสียงสั่นเครือ) แม้พระองค์จะอยู่บนฟ้า แต่พระองค์ท่านก็ดูแลดินอย่างดี ดินแห้งพระองค์นำมาให้ดินชุ่มฉ่ำ ดินเปรี้ยวหมายถึงพสกนิกรที่เกเร ท่านก็มีวิธีการแกล้งดิน ทำให้ดินกลับมาหายเปรี้ยว หายจืด ให้กลับมาเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อเราคิดถึงภาพเหล่านี้แล้ว ฟ้ากับดินจะต้องเอื้อต่อกัน

มีบทสุภาษิตจีนคำหนึ่ง คือ

'ฟ้าต่อดิน ดินต่อน้ำ ฟ้ารับรู้ ดินรับฟัง ทวยเทพถึงจะอำนวยพร'

ทวยเทพอำนวยพรคือชีวิตราบรื่น อาจารย์เลยเก็ทว่า อ๋อ พระองค์ท่านสอนเราอย่างลึกล้ำด้วยคำพูดที่ธรรมดา ถ้าเราได้ลองทำตามแบบพระองค์ท่านแล้วเนี่ย รับรองได้เลยว่าทุกคน แต่อาจารย์จะไม่ยืนยันว่าทุกคนจะรวยแค่ไหน แต่อาจารย์ยืนยันว่าทุกคนจะรุ่งเรือง ราบรื่น ร่มเย็นมีความสุข พูดแล้วร้องไห้เลย ต้องขอโทษด้วย

อาจารย์โชคดีในวันนั้นเป็นนิสิตเกษตรฯคนหนึ่งที่ในวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร อาจารย์อยู่ข้างหน้า ด้วยชื่อของเรา เขมชาติ ข.ไข่ ทำให้อาจารย์ได้ฟังพระราชดำรัสชัดๆ อย่างตั้งใจ และคุณแม่กับคุณยายสอนเลยว่าเป็นวันที่ถือว่ามีบุญที่สุด ถ้าเราไม่ได้รับงานราชการหรืองานถวาย โอกาสจะได้มาใกล้ชิดพระองค์แบบนี้ก็แทบจะไม่มีเลย นอกจากในวันรับปริญญานี้แหละก็คือที่สุดของชีวิตแล้ว

อันนี้ก็เลยทำให้เราตั้งใจฟังพระราชดำรัส ซึ่งบางคนก็บอกว่ายาว แต่เราอาจจะเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ เราก็รู้สึกว่าที่พระองค์ท่านพูด เนื้อหาลึกซึ้ง ครอบคลุมและก็ตรงประเด็น หากเราฟังเนื้อหาเราจะไม่รู้สึกเลยว่ามันนาน เรารับฟังไปได้ 


ทุกครั้งที่เกิดความท้อแท้ในใจ นึกถึงพระราชดำรัสคำไหน ถึงทำให้ชีวิตอาจารย์คฑาผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปได้

เรื่องที่ทำให้อาจารย์ท้อแท้ในใจ อาจารย์ขอตอบเลยว่าไม่มี เพราะว่าตอนเด็กๆ ที่ใกล้จบมหาวิทยาลัยมีบ้างเช่น ข้อสอบยากจัง เรียนยาก ทำยังไงให้ครูเพื่อนรู้สึกดีกับเรา มันเป็นเรื่องง่ายๆ ของชีวิต นับตั้งแต่ที่ฟังพระราชดำรัสนี้เนี่ย ก็อย่างที่พูดว่าราบรื่น ลองทำตามพระราชดำรัส แล้วเราจะรู้ว่าเราจะไม่ค่อยเกิดความท้อแท้ใจ เพราะว่า

1.เราจะไม่คิดอะไรที่มันเพ้อเจ้อ

2.เราจะมีแรงทำอยู่ตลอดเวลาเพราะเราทำมันอย่างเต็มที่ สบายๆ ไม่ได้หวังผลว่าทำไม่ได้แล้วจะเครียด เพราะฉะนั้นมันเลยไม่เกิดความท้อแท้ สุดท้ายมันจะมีแค่ความเหนื่อย เราจะไม่ท้อแต่จะเหนื่อยเพราะงานเราเยอะ แต่เมื่อหันกลับไปมอง อาจารย์ทำงานวันละ 2-3 ที่ รับพยากรณ์ทั้งหมด เราเลยไม่มีความท้อ เรามีเพียงแค่ความเหนื่อย รู้สึกขี้เกียจ เท่านั้น

พอคิดแบบนั้นก็เห็นภาพพระองค์ท่านที่เช็ดเหงื่อ และมีรูปที่เห็นเม็ดเหงื่อและพระองค์ท่านไม่เช็ดด้วย กับอีก 1 ภาพที่อาจารย์แล้วจะต้องบรรยายเสมอ คือเรื่องของคุณยายตุ้ม ในปี 2528 ที่มาจากสกลนครแล้วมานั่งรอโดยนำดอกบัวมา 3-4 ดอกเหี่ยวๆ จริงๆ ดอกบัวมันสด แต่คือรอตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นดอกบัวมันก็เหี่ยว คุณยายตุ้มนั่งอยู่กับพื้นแล้วเอามือพนมยกดอกบัวขึ้น พระองค์ท่านน้อมพระวรกายลงไปแล้วรับดอกบัวจากมือคุณยายตุ้ม อาจารย์มองว่าพระองค์ท่านไม่มองก็ได้ พระองค์ท่านจะเดินเลยไปก็ได้ และพระองค์ท่านก็เหนื่อยจากการมีพระราชกรณียกิจมากมายมหาศาลตลอดทาง

อาจารย์เลยรู้สึกว่านี้คือ ฟ้า คือพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ ไม่ต้องไปคุยกับสหายจากสายบุรี ไม่ต้องขึ้นลา ไม่ต้องไปหายายตุ้ม แต่เพราะทั้งหมดทั้งปวงคือ พระองค์ท่านทำแล้ว คนเหล่านี้รู้สึกชุ่มชื้นใจ พระองค์ท่านได้เพื่อน ได้ความจงรักภักดี ได้ใจ และก็ขับเคลื่อนประเทศไทยให้มีความสุข อาจารย์เลยรู้สึก บางครั้งจะเหนื่อยสักแค่ไหน ไม่เป็นไร นิดนึงก็ไป 

สุดท้ายแล้วอาจารย์อยากฝากให้คนรุ่นหลัง เด็กๆ ที่กำลังเติบโต ให้รู้ว่าเราโชคดีแค่ไหน ที่เรามีพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์

ลองน้อมนำพระราชดำรัสของพระองค์ท่านมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นพระราชดำรัสใด รับรองได้ว่าจะเกิดความราบรื่นในชีวิตและการประสบความสำเร็จนั้นจะอยู่ไม่ไกล เหมือนที่ผมได้รับมา อย่างเช่นเรื่อง เวลาเล่นกับเด็กปล่อยให้เขาชนะบ้าง หรือเรื่องใหญ่ๆพูดให้ชัด เรื่องสำคัญพูดให้ช้าๆ อาจารย์ว่าเวลาเราเอาเรื่องพวกนี้มาคิดแล้วมาทำ มันก็ช่วยเราได้เหมือนกันนะ

ลองดูว่าหาพระราชดำรัสที่เราอ่านแล้วหาว่าอันไหนที่ถูกจริตกับเรา โดยยกมาสัก 2 พระราชดำรัสที่ถูกจริตกับเรา เราก็จะประสบความสำเร็จและเป็นลูกที่ดีของพ่อ เป็นคนที่ดีของแผ่นดิน เพื่อนที่ดีของผองไทยด้วยกัน.