วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลิฟต์ตก ลิฟต์ค้าง ต้องทำไง? เปิดทางรอดภาวะคับขัน รู้ไว้ไม่ตาย

เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา เกิดเหตุระทึกขวัญเมื่อลิฟต์ในห้างดัง อ.แหลมฉบัง จ.ชลบุรี ขัดข้องร่วงตกจากชั้น 4 ลงมาสู่ชั้น 1 ทำให้ผู้โดยสารภายในลิฟต์ 14 ชีวิตล้มกลิ้งบาดเจ็บ

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ไขทางรอดเมื่อคุณต้องเผชิญสถานการณ์ลิฟต์ตก หรือลิฟต์ค้าง จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเช่นนี้...

นายบุญพงษ์ กิจวัฒนาชัย รองประธานสาขาวิศวกรรมเครื่องกล สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) อธิบายเหตุการณ์ลิฟต์ตกที่เกิดขึ้น ณ ห้างแห่งหนึ่งใน อ.แหลมฉบัง จ.ชลบุรี ว่า จากกรณีดังกล่าวลิฟต์เคลื่อนที่ขึ้นไปยังชั้น 4 และไหลลงมายังชั้น 1 ทำให้คนในตู้โดยสารบาดเจ็บ อาจจะเกิดจากชุดควบคุมการทำงานของลิฟต์สับสน และเข้าสู่ฟังก์ชั่นที่เรียกว่า “ลิฟต์หลงทาง” โดยไม่รู้ว่าจะขึ้นหรือลง ซึ่งจะลงมาอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยก่อนเปิดประตู กรณีนี้คือชั้นล่างสุด และหลังจากประตูเปิด ผู้โดยสารสามารถกดลิฟต์ได้ต่อ ซึ่งลิฟต์จะสามารถทำงานโดยปกติ ไม่ต้องตามช่างเลย โดยเป็นฟังก์ชั่นความปลอดภัยที่ลิฟต์ทุกยี่ห้อมีอยู่แล้ว สำหรับกรณีที่เกิดการสับสนในการจอด สำหรับกรณีที่ลิฟต์ร่วงลงมาด้วยความเร็ว ตัวห้องโดยสารจะถูกล็อกด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัยด้านอื่น อาจจะต้องมีช่างเปิดประตูลิฟต์และช่วยเหลือคนออกมา

ทั้งนี้ ข้อแนะนำหากลิฟต์ร่วงหรือลิฟต์ตก คือ การตั้งสติ อยู่นิ่งๆ หากมีที่ยึดเหนี่ยว เช่น ราวให้จับไว้ให้แน่น โดยที่ไม่ต้องก้มหน้า คุกเข่า นอนตะแคง ไม่ต้องนั่ง ไม่ต้องงอเข่า ไม่ถึงขนาดเอาหลังพิงผนังลิฟต์ เมื่อถึงคราวลิฟต์หยุดนิ่ง ให้กดปุ่มฉุกเฉินที่มีสัญลักษณ์รูปกระดิ่ง เพื่อส่งสัญญาณให้ภายนอกรับรู้

ส่วนโอกาสที่ลิฟต์จะร่วงลงมากระแทกพื้นนั้น ยากมาก! เพราะจะถูกอุปกรณ์จับความเร็วดักไว้ก่อน เมื่อใดที่ลิฟต์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเกินกว่าที่ตั้งไว้ จะถูกจับล็อกให้หยุดทันที แต่หากจับความเร็วไม่ได้และลงมากระแทกพื้นก็จะกระแทกแบบเบาๆ นิดเดียวแล้วหยุดเลย เพราะลิฟต์ที่เคลื่อนที่อยู่จะมีอีกข้างของลิฟต์ที่ถ่วงดุลเอาไว้ คือ น้ำหนักถ่วง ทำให้ลิฟต์ลงได้ไม่เร็วมาก ไม่เหมือนกับการทิ้งของจากชั้นสูง

“ถ้าไม่มีราวจับก็ไม่เป็นไร เพราะลิฟต์ไม่ได้ลงมาเร็วมากมาย ไม่มีทางที่จะหล่นลงมากระแทกพื้น ต่อให้สลิงขาด ลิฟต์ก็จะถูกยึดอยู่กับที่ถูกล็อกโดยอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เรียกว่า เซฟตี้เกียร์ ทำให้ลิฟต์หยุดนิ่ง ซึ่งจะทำให้ลิฟต์จอดไม่เสมอชั้น อาจต้องให้ช่างมาไขประตูลิฟต์เพื่อเปิดช่วยเหลือคนออกมา แต่ห้ามใช้ชะแลงงัด ห้ามถ่างประตู โดยเฉพาะผู้โดยสารที่อยู่ในลิฟต์อย่าพยายามปีนขึ้นหลังคา มันเป็นไปไม่ได้ มันออกทางนั้นไม่ได้” นายบุญพงษ์ อธิบาย

นอกจากนี้ กรณีลิฟต์ค้าง เกิดจากไฟฟ้าขัดข้องก็ทำให้ลิฟต์หยุด แต่ถ้าไฟฟ้ากลับมาใหม่ ลิฟต์ก็จะเริ่มพร้อมใช้งาน แต่ถ้าลิฟต์ค้างและไม่พร้อมใช้งานได้ต่อ อีกทั้งค้างอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ปลอดภัยสำหรับการออกมาจากลิฟต์ ให้ผู้โดยสารอยู่นิ่งๆ และหาปุ่มฉุกเฉินที่มีสัญลักษณ์รูปกระดิ่ง ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือออกไปภายนอก จากนั้นช่างก็จะเอากุญแจมาเปิดประตูลิฟต์ให้

เปิดประสบการณ์ลิฟต์ขาด ดิ่ง 5 ชั้น!

นายอัญวุฒิ โพธิ์อำไพ เจ้าของรหัส นคร 45 หัวหน้ารถกู้ภัยและรองหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิร่วมกตัญญู ได้เล่าประสบการณ์สุดระทึกให้ทีมข่าวฟังว่า ยิ่งตกลงมาจากชั้นสูงโอกาสที่จะบาดเจ็บหนัก หรือถึงแก่ชีวิตมีสูง ตอนนั้นลิฟต์ที่ตนขึ้นตกจากชั้น 5 โดยในลิฟต์มีคนอยู่ 6 คน เวลาลิฟต์ตกลงไปจะไม่ได้ไปหยุดอยู่ที่ชั้น 1 แต่จะลงไปต่ำกว่าเป็นห้องชั้นล่าง

เมื่ออยู่ในสถานการณ์นั้น ตนให้ทุกคนเตรียมตัวรับแรงกระแทก พยายามทำตัวให้นิ่งที่สุด เป็นไปได้ให้ทำตัวให้ต่ำ จะนั่งหรือนอนราบก็ได้ โดยเหยียดขาตรง และเอนตัวไปด้านหลังพิงกับผนัง พร้อมกับมือทั้งสองข้างแตะพื้น หรือจะเอนให้ลำตัวแนบกับพื้นจะเป็นการเซฟมากที่สุด แต่ถ้าอยู่หลายคนก็ทำยากเพราะพื้นที่จำกัด เพราะเมื่อลงถึงพื้นมันจะกระแทกและกระเด้งขึ้นมาก่อนจะกระแทกลงซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้น ถ้าเผื่อยืนอยู่ประกอบกับยิ่งมีความสูงของชั้น อาจจะทำให้ขาหักหรือน้ำหนักที่กระแทกลงอาจทำให้ข้อต่อของหัวเข่าบาดเจ็บได้ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นคนอื่นๆ บาดเจ็บไม่มากเท่าไร ส่วนตนข้อเท้าพลิก

“วันที่เกิดเหตุประตูลิฟต์ด้านในก็เปิดอยู่ด้วย ผมเลยเห็นการลงของลิฟต์ทีละชั้นๆ 5 4 3 2 1 ผมยังพูดให้เตรียมตัวรับแรงกระแทกไม่ทันจบเลย เพียงแค่ไม่กี่วินาทีลิฟต์ก็ลงมาอยู่ด้านหลังแล้ว หลอดไฟผนังลิฟต์ก็ตกลงมาก่อนที่ฝุ่นจะคลุ้งไปทั่วบริเวณ พอเสียงดังสนั่นข้างนอกก็รู้ว่าลิฟต์ขาด เขาก็พยายามเปิดประตูมาช่วยพวกเรา” นายอัญวุฒิ เล่าวินาทีระทึก

สิ่งควรทำ & สิ่งต้องห้าม

เจ้าของรหัส นคร 45 ได้แนะนำสิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดเหตุลิฟต์ค้างหรือลิฟต์ตกว่า สิ่งแรกที่ทำคือ ตั้งสติ พยายามอย่าตื่นตระหนก ตกใจ และหายใจช้าๆ เพราะไม่รู้ว่าข้างนอกจะมาช่วยอีกนานแค่ไหน จึงต้องประหยัดออกซิเจน ประหยัดอากาศที่อยู่ด้านในไว้ด้วย และพยายามกดปุ่มขอความช่วยเหลือ หรือปุ่มทอล์ก บอกคนข้างนอกว่าอยู่ชั้นไหน แต่ถ้าไม่รู้ให้บอกว่าเรากำลังขึ้นหรือลงมาจากไหน เพื่อให้คนที่มาช่วยเหลือสามารถรู้ตำแหน่งและช่วยได้เร็วขึ้น

แต่สิ่งที่ไม่ควรทำเลยก็คือ ผู้โดยสารในลิฟต์ไม่ควรกระโดด ปีนหลังคา งัดแงะประตูลิฟต์เอง ควรติดต่อขอความช่วยเหลือ เพราะถ้าทำแบบนั้น จะส่งผลให้ลิฟต์เกิดชำรุดมากขึ้น และทำให้ผู้โดยสารบาดเจ็บได้

ลิฟต์เก่า เกิดเหตุบ่อยสุด! แนะ ให้ความสำคัญ ติดป้ายน้ำหนักเกินด้านนอก

นายอัญวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า ส่วนใหญ่แล้วอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจะมาจากลิฟต์เก่า โดยมีหลายปัจจัย ทั้งสภาพเก่า ขาดการดูแล น้ำหนักเกิน ขาดการบำรุงรักษา ซึ่งอาคารเก่าไม่ค่อยให้ความสำคัญ จะใช้อย่างเดียวหรือหมดประกัน

แต่อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับมาตรฐานความปลอดภัย รุ่นใหม่ๆ ก็แก้ไขปรับปรุงให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ลิฟต์สูงๆ ไม่ค่อยขาด เพราะมีระบบล็อก 2 ชั้น มีระบบเซฟตี้ที่มากกว่าลิฟต์เก่า

“เคยเห็นไหมว่าการระบุน้ำหนักโหลดของลิฟต์มักจะอยู่ด้านใน โดยคนต้องเข้าลิฟต์ก่อนจึงจะรู้ ซึ่งผมว่ามันควรจะติดไว้ด้านนอกเวลารอลิฟต์มากกว่า ว่าสเปกลิฟต์นี้รับโหลดน้ำหนักได้เท่าไร และการระบุน้ำหนักเป็นกิโลกรัมหรือเป็นตัน บางทีเราไม่รู้หรอกว่ากี่คน อยากให้คนสร้างลิฟต์ระบุไว้ชัดเลยว่ากี่คน และติดไว้ด้านนอกด้วย” นายอัญวุฒิ แสดงความเห็น

กู้ภัยรับแจ้งช้ากว่าชม.! เผย ฝ่ายอาคารช่วยเหลือกันเองก่อน ช่วยไม่ได้ค่อยแจ้ง

ในฐานะหัวหน้ารถกู้ภัยและรองหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิร่วมกตัญญู ได้อธิบายถึงลำดับขั้นตอนการช่วยเหลือว่า หลังจากที่กู้ภัยได้รับแจ้งเหตุ จะรีบเดินทางไป โดยทุกวันนี้ก็ได้รับแจ้งคนขอความช่วยเหลือเป็นประจำ แต่บางอาคารไม่อนุญาตให้กู้ภัยเข้าไปช่วย บางอาคารไม่อนุญาตให้งัด หรือถ่างประตูลิฟต์ เพราะกลัวว่าจะเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของอาคาร

แต่ทั้งนี้ กู้ภัยไม่ใช่ช่างโดยตรง ไม่ทราบว่าระบบล็อกอยู่ตรงไหน จึงจำเป็นต้องงัดประตูลิฟต์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทางฝ่ายอาคารจะมีการช่วยเหลือกันเองก่อน ทำให้กว่าจะได้รับแจ้งก็พบว่ามีคนติดค้างอยู่ในลิฟต์มาแล้วกว่า 30 นาที ถึง 1 ชม. และยังช่วยเหลือกันเองไม่ได้ จึงได้แจ้งกู้ภัยเป็นลำดับถัดมา

“ฝากถึงผู้ใช้ลิฟต์ทุกคน เมื่อกดลิฟต์พยายามมีสติ อย่าเล่นโทรศัพท์ ขณะที่ตัวลิฟต์ขัดข้องยังไม่ขึ้นหรือลงมา พอประตูลิฟต์เปิดออก เราก้าวเข้าไปทันที ทำให้ตกลงไปในช่องลิฟต์บาดเจ็บหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ เพราะความไม่ระมัดระวัง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับต่างประเทศบ่อย แต่ในบ้านเราก็เริ่มเกิดขึ้นแล้ว และเคยไปช่วยมาแล้ว ที่สำคัญเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ห้ามใช้เด็ดขาด” รองหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิร่วมกตัญญู ฝากทิ้งท้าย.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน