วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รับมอบตัว 'สุภัตทา' แก๊งอ้างเจ้ารัฐมอญ หลอกเหยื่อลงทุนในเมียนมา

ตำรวจ ร่วมรับมอบตัว 'สุภัตทา' ตัวการใหญ่ แก๊งอ้างเจ้ารัฐมอญ หลอกเหยื่อลงทุนในเมียนมา เบื้องต้นแจ้ง 4 ข้อหา และจะคุมตัวไว้ 48 ชม. ก่อนนำตัวฝากขังศาลโดยค้านประกันตัว เร่งขยายผล จ่อหมายจับผู้ร่วมขบวนการอีกอย่างน้อย 7 ราย ...

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 ต.ค. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เจ้าหน้าที่นำโดย พ.ต.อ.ไมตรี ฉิมเฉิด รรท.ผบก.ป. ร่วมกันรับตัว นางสุภัตทา หรือ สุพัตทา จันทรรังสี หรือจันทรังสี อายุ 68 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2247/2560 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ข้อหาร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม หรือข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน และร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์อันรู้ว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ

หลังเจ้าหน้าที่ทหารได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 13/2559 เรื่อง ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายเศรษฐกิจและสังคม อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าว เพื่อให้พนักงานสอบสวน บก.ป.ทำบันทึกการรับตัวก่อนนำส่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีต่อไป

พ.ต.อ.ไมตรี กล่าวว่า การจับกุมผู้ต้องหารายนี้สืบเนื่องจาก ก่อนหน้านี้มีกลุ่มผู้เสียหายทั้งนิติบุคคล และบุคคล เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่า ตั้งแต่ปี 2556 ได้ถูกนางสุภัตทา ประธานบริษัท ฮัจยี กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับ นายคยอ มยิน โอ (Kyaw Myint Oo) หรือเจ้าเทพโยธิน มหาทุน ชาวเมียนมา ประธานบริษัท ทิพยูไพล์ จำกัด อ้างตัวมีเชื้อสายเจ้าในรัฐมอญ ประเทศเมียนมา กับพวก หลอกลวงให้ร่วมลงทุนโครงการต่างๆ ในประเทศเมียนมา โดยอ้างว่าบริษัททั้ง 2 แห่ง เป็นผู้รับเหมาที่ได้รับสัมปทานโครงการใหญ่จากรัฐบาลเมียนมา รวม 78 โครงการ อาทิ โครงการถมทราย ในเมืองเย เมืองปาโอ รัฐมอญ, โครงการขุดลอกคูคลอง จ.อุดรธานี เป็นโครงการร่วมกิจการระหว่างไทย-มอญ ฯลฯ ก่อนจะหลอกลวงผู้เสียหายที่เป็นบริษัทต่างๆ กว่า 1,200 บริษัท นำเงินมาร่วมลงทุนดังกล่าว แต่โครงการทั้งหมดเป็นเพียงการอุปโลกน์ขึ้น ไม่มีโครงการจริง

พ.ต.อ.ไมตรี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้นางสุภัตทา ยังอ้างตัวเป็นประธานมูลนิธิชื่อดังในประเทศไทย มีการแต่งกายคล้ายข้าราชการตำรวจ รวมทั้งมีการประสานใช้รถนำขบวนเมื่อเวลาเดินทางไปในสถานที่ราชการต่างๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จนทำให้ผู้เสียหายยิ่งหลงเชื่อนำเงินไปร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก รวมมูลค่าเสียหายหลายร้อยล้านบาท

ด้าน พ.ต.ท.แมน เม่นแย้ม รอง ผกก.4 บก.ป. กล่าวเสริมว่า ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แล้ว จึงขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย ประกอบด้วย นางสุภัตทา นายเคียว มิน อู และนายโกสินทร์ จินาอ่อน ก่อนประสานตำรวจ บก.ป. ร่วมสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหา โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ สามารถจับกุมตัว นายโกสินทร์ ไว้ได้ ขณะที่ชุดสืบสวน กก.4 บก.ป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร สามารถติดตามตัวจับกุมนางสุภัตทา ไว้ได้เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ทหารจะควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.จากนั้นจึงคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.ป. ในวันเดียวกันนี้ ขณะที่ นายเคียว มิน อู หรือเจ้าเทพโยธิน มหาทุน ยังคงหลบหนี

พ.ต.ท.แมน กล่าวอีกว่า จากการสืบสวนสอบสวนยังพบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเพิ่มเติมเนื่องจากมีการแบ่งหน้าที่ในการหลอกลวงผู้เสียหายหลายส่วน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติม คาดว่ามีอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 7 ราย ส่วนความเชื่อมโยงกับมูลนิธิอาสาบรรเทาภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นั้น เบื้องต้นพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาจะอ้างกับผู้เสียหายว่า การดำเนินการผ่านมูลนิธิฯ จะสามารถนำไปยกเว้น หรือลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ยังแจ้งให้ผู้เสียหายสมัครสมาชิกมูลนิธิแห่งนี้ด้วย

“การสมัครเป็นสมาชิกมูลนิธิฯ กลุ่มผู้ต้องหาจะอ้างว่ามีการแบ่งระดับตามยอดเงินบริจาค หากบริจาคให้เป็น 50,000 บาท จะได้รับยศเทียบเท่า พล.ต. และหากบริจาคเงิน 80,000 บาท จะได้รับยศเทียบเท่า พล.ท. อย่างไรก็ดี สำหรับการพิจารณาดำเนินคดีกับมูลนิธิดังกล่าวนั้น ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน โดยคดีนี้ดีเอสไอ เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินคดี มีการทำงานร่วมกับ บก.ป.” พ.ต.ท.แมน กล่าว และว่า ส่วนจะมีผู้เกี่ยวข้องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐทั้งในและนอกราชการ หรือพลเรือนรายใดอีกหรือไม่อยู่ระหว่างสอบสวนขยายผล

รอง ผกก.4 บก.ป.กล่าวต่อว่า หากผู้เสียหายซึ่งเป็นบริษัท หรือบุคคลใดที่ถูกกลุ่มผู้ต้องหาหลอกลวงได้รับความเสียหาย สามารถเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีได้ที่กองบังคับการปราบปราม หรือที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ส่วนขั้นตอนหลังจากรับตัว นางสุภัตทา จากเจ้าหน้าที่ทหารแล้วนั้น จะมีการตรวจร่างกายและทำบันทึกก่อนนำส่งให้พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอน หากพบว่าพยานหลักฐานยังเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายใดอีก จะมีการพิจารณาแจ้งข้อหาเพิ่มเติม รวมทั้งขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

จากนั้น เวลา 16.10 น. ตำรวจกองปราบ 5 นาย ได้นำตัวนางสุภัตทา นั่งรถฟอร์จูนเนอร์สีขาว มาส่งที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยมี พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษดีเอสไอ

ซึ่งนางสุภัตทา แต่งกายด้วยชุดกระโปรงและเสื้อสีดำ พร้อมผ้าสีดำคลุมศีรษะ และเอาหน้ากากอนามัยสีเขียวปิดปาก ก่อนเจ้าหน้าที่นำตัวไปสอบสวนในอาคารดีเอสไอ

ทั้งนี้ พ.ต.ต.สุริยา เผยว่า ในคดีนี้ดีเอสไอได้ร่วมมือกับ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. ตำรวจสันติบาล ตำรวจกองปราบ ทหาร และเจ้าหน้าที่ ปปง.ร่วมในการสืบสวน สอบสวนและจับกุมผู้ต้องหาในคดีนี้ หลังรับตัวนางสุภัตทามา พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำ และให้โอกาสเจ้าตัวชี้แจ้งและแสดงความบริสุทธิ์ใจ เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา

แต่เบื้องต้นนางสุภัตทา จะถูกแจ้งข้อกล่าวหา 1. นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ 2. ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน 3. อั้งยี่ซ่องโจร จากพฤติกรรมมีการรวมคนมาทำการหลอกลวงประชาชนซ้ำๆ หลายครั้ง และ 4. ข้อหาฟอกเงินฯ และจะควบคุมตัวไว้ 48 ชม. ก่อนนำตัวฝากขังศาลโดยค้านประกันตัว ส่วนข้อหาความผิดตามมาตรา 112 เจ้าหน้าที่ยังสอบสวนขยายผลอยู่

"ในส่วนของการตามจับกุมนายกอว มิน อู (Mr.KYAW MYINT OO) หรือ เทพโยธิน มหาทุน ชาวเมียนมา อ้างเป็นเจ้ารัฐมอญ ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทหารและดีเอสไอ ได้ประสานเจ้าหน้าที่ทางการเมียนมา และประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ซึ่งเขาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มั่นใจว่าจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ ในส่วนของสื่อมวลชนที่เข้าร่วมขบวนการ และส่วนเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้สืบทางลับ และพบหลักฐานมีร่วมด้วยประมาณ 5-6 คน คาดว่าจะดำเนินการจับกุมในเร็วๆ นี้ ส่วนสื่อมวลชนรายอื่นๆ ที่เคยร่วมขบวนการ เจ้าหน้าที่จะขยายผล และสืบสวนหาข้อมูลต่อ หากบริสุทธิ์ใจว่าถูกหลอกด้วย ก็ขอให้เข้ามาให้ปากคำดีเอสไอ" พ.ต.ต.สุริยา กล่าว

รองอธิบดีดีเอสไอ เผยอีกว่า ในคดีนี้ถือว่าเป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะจากพยานหลักฐานพบว่า การร่วมมือกันระหว่าง 2 ชาติ ในการตุ้มตุ๋นหลอกลวงประชาชนด้วย และเชื่อว่าในเคสหลอกให้ลงทุนสร้างเมกะโปรเจกต์ ที่ประเทศเมียนมา เชื่อว่ามีมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า นางสุภัตทา และขบวนการดังกล่าว เคยหลอกให้เคสถมทราย พื้นที่แห่งหนึ่งในภาคตะวันออกของไทย มูลค่าความเสียหายประมาณ 500 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในเวลา 15.00 น. วันที่ 12 ต.ค. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ดีเอสไอ กองปราบ สันติบาล ทหาร ปปง. และพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถรับแจ้งความจากประชาชน หากตกเป็นเหยื่อในคดีนี้ เพื่อรวบรวมให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.