วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถังเดียวเที่ยว 1,000 กิโลเมตร BMW 520d LUXURY

BMW Series-5 เป็นรถยนต์ในกลุ่มซีดานขนาดกลางที่มีอายุอานามยาวนานถึง 45 ปีจากเจนเนอเรชั่น 1 จนถึงเจนเนอเรชั่นล่าสุดในลำดับที่ 7 สายพันธุ์ซาลูนไซส์กลางที่มีประสิทธิภาพจากโมเดลแรกสุดของตระกูล Series-5 ซึ่งใช้รหัสรุ่น e12 ผ่านการขัดเกลาจากกาลเวลาจนมาถึงรุ่นล่าสุดในรหัส G30 พัฒนาการของรูปทรง เครื่องยนต์ ตลอดจนสมรรถนะในการขับขี่ส่งถ่ายจากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่ด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามจนได้รับความนิยมทั่วโลกว่ามันเป็นหนึ่งในรถยนต์สี่ประตูขนาดกลางที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่บริษัท BMW เคยผลิตออกมา 

BMW Series-5 e12 (1972-1979)
Series-5 ปี 1972 รหัส e12 เป็นผลิตผลหนึ่งของการออกแบบในยุค 70' ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส Paul bracq ซึ่งเคยฝากผลงานไว้กับแบรนด์ Mercedes-Benz ด้วยรถสปอร์ต SL รุ่นหลังคา Pagoda Top เจ้า e12 กลายเป็นเอกลักษณ์ของรถเยอรมนีในยุคใหม่ BMW Series-5 e12 ถือกำเนิดในตระกูล Series-5 เป็นรุ่นแรกสุด โดยเริ่มต้นขึ้นในยุคที่พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิงกำลังก่อปัญหาให้กับผู้ใช้รถยนต์ทั่วโลก แต่การที่มันมีปริมาตรความจุเครื่องยนต์ไม่ใหญ่โตมโหฬารเท่าใดนัก ทำให้ยอดขายในตลาดโลกดีพอสมควร โมเดลแรกสุดของ Series-5 มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4-6 กระบอกสูบ ปริมาตรความจุมีตั้งแต่ 2.0 ลิตรจนถึง 2.8 ลิตร รวมถึงรุ่นสูงสุดที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 3.2 ลิตร กับเอกลักษณ์เครื่องวางหน้าขับหลัง ภายในที่ตกแต่งอย่างดี และการควบคุมที่ไม่เป็นรองใครในยุค 70'

BMW Series 5 e28 (1982-1987)
รูปทรงของมันเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ภายในหรูหรามากกว่าตัวแรก พร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ทั้งกระจกไฟฟ้า เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ระบบจ่ายเชื้อเพลิงใช้หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ของ Bosch เซ็นทรัลล็อกในทุกตำแหน่ง พร้อมด้วยระบบตรวจสอบการทำงานของเครื่องยนต์ที่แจ้งเตือนในรูปแบบของออนบอร์ดคอมพิวเตอร์ เครื่องยนต์แถวเรียงหกสูบ เริ่มจากเครื่อง 2.0 ลิตร ไปจนถึงเครื่องยนต์ 3.5 ลิตร เจ้า BMW Series-5 E28 ยังถือเป็น BMW รุ่นพิเศษที่มีกำลังมากกว่ารุ่นปกติและใช้รหัส M5 เป็นครั้งแรก เครื่องยนต์ยกมาจากรถสปอร์ตเครื่องวางกลางรุ่น M1 โดยที่ e28 รุ่นมาตรฐานมีเครื่องยนต์ให้เลือกมากขึ้นจาก 126 แรงม้า ไปจนถึง 286 แรงม้า พร้อมการทรงตัวที่ดีขึ้นในสไตล์รถยนต์ไซส์กลางจากเยอรมนี

BMW Series-5 e34 (1987-1995)
โมเดลที่สามของรถ Series-5 มุ่งไปที่ความหรูหราสะดวกสบายของภายใน ความสวยงามดุดันของภายนอกด้วยรูปลักษณ์ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น การยึดเกาะของช่วงล่างก็ดีขึ้น ระบบส่งกำลังของ Series-5 e34 มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ตัวถังมีทั้งแบบซีดานสี่ประตูและเอสเตทแวกอน 5 ประตู หลังจากออกขายในปี 1987 มันก็กลายเป็นรถยอดนิยมทันที สมรรถนะของตัวรถเหนือกว่า e28 รุ่นที่สองแบบเห็นๆ เครื่องยนต์เริ่มตั้งแต่ขนาดเล็กสุด 1.8 ลิตร ไปจนถึง 3.8 ลิตร และรุ่นพิเศษจากสำนัก M Power นั่นก็คือ BMW M5 ในเวอร์ชั่นที่ 2 เครื่องยนต์เบนซินหกสูบ 3.8 ลิตร 335 แรงม้า พร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีใหม่ในการขับขี่ เช่น ระบบ ABS ระบบช่วยทรงตัวที่เหนือกว่ารถในกลุ่มเดียวกันในยุคนั้น ทำให้ BMW Series-5 e34 มีความโดดเด่นมากในช่วงปี 1988-1994

BMW Series-5 e39 (1996-2003)
เหลี่ยมมุมของรถ Series-5 e34 รุ่นที่แล้วถูกขัดเกลาให้โค้งมนขึ้น เจ้า e39 มาพร้อมไฟหน้าซีนอนบวกไฟหรี่วงแหวนกลายเป็นแบบอย่างให้ค่ายอื่นเอาไปลอกเลียนแบบ พร้อมกันนั้นวิศวกรของ BMW ได้ประดังเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับรถ BMW Series-5 e39 ไม่ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อน แชสซีและงานตกแต่งภายใน หน้าปัดและคอนโซลออกแบบได้อย่างสวยงามถึงใจนักเลง BMW ส่วนประสิทธิภาพในการขับขี่ก็ยังบรรลุถึงจุดสูงสุดของโมเดล Series 5 โดยการใช้ช่วงล่างอลูมิเนียมในระบบรองรับ เพียบพร้อมไปด้วยระบบช่วยในการทรงตัว ASC-T เครื่องยนต์มีทั้งเบนซินและดีเซล ไล่จาก 2.3 ลิตร ในรุ่น 523i ไปจนถึง 4.0 ลิตร ในรุ่น 540i และรุ่นแรงสุด M5 ที่วางเครื่องยนต์ V8 แบบไม่มีระบบอัดอากาศ ให้กำลังมากถึง 400 แรงม้า รถ Series-5 E39 เป็นซีดานไซส์กลางสี่ประตูที่สามารถเข้ามาสานต่อตำนานของ Series-5 ได้อย่างยอดเยี่ยม สมรรรถนะของมันถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสูงสุดของซีดานขนาดกลาง โดยมีจุดเด่นของตัวรถอยู่ที่ช่วงล่างสุดหนึบและการสื่อสารที่ยอดเยี่ยมของพวงมาลัย

BMW Series-5 e60 (2004-2009)
ปรมาจารย์นักออกแบบรถยนต์และหัวหน้าทีมดีไซน์ของ BMW ชื่อ Chris Bangle นำรูปทรงของรถ Series 5 E60 ให้ก้าวล้ำไปในอนาคต มันมีรูปทรงที่ล้ำไปข้างหน้าจนแฟนคลับ BMW ตามไม่ทัน ไฟหน้า กระจังหน้า ไฟท้าย ถูกปรับเปลี่ยนด้วยไฟรูปทรงใหม่ทั้งหมด กระจังหน้าไตคู่ก็ยังมีทรงที่แปลกตา เจ้า e60 เป็นรถซีดานขนาดกลางที่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์รกรุงรังมากที่สุด ภายในมีความหรูหราด้วยการใช้วัสดุชั้นเยี่ยม e60 ถือเป็นจุดกำเนิดของอุปกรณ์ควบคุมระบบ iDRIVE ติดตั้งจอมอนิเตอร์ตรงกลางคอนโซลพร้อมระบบนำทางด้วยดาวเทียมและเครื่องเสียงเกรดสูง เครื่องยนต์มีทั้งเบนซินและดีเซล เริ่มจากเครื่อง 2.0 ลิตร ไปจนถึง 4.0 ลิตร รวมถึงรุ่นพิเศษ M5 เครื่องยนต์ V10 กำลัง 500 แรงม้าแบบไม่มีเทอร์โบ เจ้า e60 ได้รับความนิยมไม่แตกต่างจากรุ่น E39 เท่าใดนัก 

BMW Series-5 f10 (2010-2017)
รหัสตัวถัง F10 ยึดแนวทางการออกแบบด้วยเส้นสายที่มีความเรียบง่ายมากขึ้น หัวหน้าทีมออกแบบชาวฮอลแลนด์ชื่อ Adrian Van Hooydonk ผู้เข้ามารับหน้าที่แทน Chris Bangle เริ่มสร้างมาตรฐานใหม่ในการนำเสนอรูปทรงของรถ BMW Series-5 ให้มีความปราดเปรียว ด้วยการใช้แนวเส้นข้างของตัวรถที่มีความคมชัดพัฒนาการที่ส่งถ่ายผ่านรูปทรงของ Series 5 โฉม f10 คือการใช้แนวเส้นเป็นตัวสร้างแสงเงาที่เฉียบคมบนตัวถังประสานไปกับ ความเรียบง่ายของรูปลักษณ์ที่ยังคงเอกลักษณ์เส้นตัวถังพลิ้วไหวสร้างความ รู้สึกที่ดีจากภายนอกสู่ภายในได้อย่างกลมกลืนสมราคาค่าตัว เครื่องยนต์มีให้เลือกมากมายเหมือนเดิม เริ่มจากเครื่องยนต์เบนซินในรุ่น 1.6 - 2.0 ลิตร N20 I4 turbo / 2.5 - 3.0 ลิตร N52 I6 NA / 3.0 ลิตร N55 I6 turbo และ 4.4 ลิตร N63 V8 turbo ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล เริ่มจาก 2.0 ลิตร N47 I4 turbo / 3.0 ลิตร N57 I6 turbo ระบบส่งกำลังของ Series-5 f10 มีทั้งเกียร์ธรรมดา 6-speed manual และเกียร์อัตโนมัติ 8-speed ZF 8HP automatic หลังจากนั้น f10 เครื่องยนต์ลูกผสมแบบไฮบริดก็ตามออกมาด้วยรุ่น ActiveHybrid-5 ส่วนรุ่นแรงสุด M5 ใช้เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 578 แรงม้าที่มีพื้นฐานของเครื่องมาจากรุ่น X5 M และ X6 M ที่ทั้งเร็วและแรงกว่า M5 e60 ตัวที่แล้ว เครื่องยนต์ทุกตัวใน Series-5 F10 ใช้ระบบ Efficient Dynamics ในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม

รุ่นเก่าผ่านไปถึงเวลาของรถรุ่นใหม่อย่าง Series-5 G30 รถทดสอบในอาทิตย์นี้คือซาลูนหรู 4 ประตู รุ่น New Series-5 520d Luxury ประกอบต่างประเทศ เมื่อลองส่องดูทั่วทั้งคันก็จะพบว่าทรวดทรงองค์เอวของ BMW ยุคใหม่นั้นมีความสวยงามลงตัวแตกต่างจากรุ่นที่แล้วไม่มากทั้งขนาดและน้ำหนัก งานออกแบบเรือนร่างอันเข้มข้นของ New Series-5 ใช้แนวคิด BMW Efficient Lightweight เน้นการใช้วัสดุน้ำหนักเบาอย่างอลูมิเนียมและเหล็กกล้าที่มีความทนทานสูงแต่น้ำหนักเบามาใช้เป็นเปลือกตัวถังและแชสซี New Series-5 รุ่น 520d จึงมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนถึง 115 กิโลกรัม ตัวถังถูกออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ กระจายน้ำหนักอย่างสมดุล 50/50 และมีแรงเสียดทานอากาศต่ำที่สุดในรถระดับเดียวกัน ส่งผลให้การขับขี่มีความคล่องตัว เข้ากับความนุ่มสบายของระบบรองรับที่เซตมานุ่มขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ทีมวิศวกรของ BMW ทำงานอย่างหนักเพื่อลดค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศลง 10% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศอยู่ที่ 0.22 เป็นมาตรฐานใหม่สำหรับรถยนต์ซาลูนขนาดกลาง

ดีไซน์ภายนอกของ BMW 520d Luxury คล้ายๆ กับ Series-5 F10 แต่มีการเติมอุปกรณ์ใหม่ทุกจุด เช่น ไฟหน้าแบบ LED ที่ปรับทิศทางตามการหมุนของพวงมาลัยอันถือเป็นเอกลักษณ์ที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับ Series-5 รุ่นใหม่ ไฟหน้าแบบ Adaptive LED มีระบบปรับการกระจายแสงให้เหมาะสมกับเส้นทางที่ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มแสงสว่างในมุมอับในขณะเข้าโค้ง ระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติในระยะไกลสุด 500 เมตร

มิติตัวถังของ BMW Series-5 G30 520d Luxury มีตัวเลขความยาวฐานล้อ 2,975 มิลลิเมตร (เพิ่มขึ้น 7 มิลลิเมตร) ความกว้างฐานล้อหน้า 1,605 มิลลิเมตร (เพิ่มขึ้น 5 มิลลิเมตร) ความกว้างฐานล้อหลัง 1,630 มิลลิเมตร (เพิ่มขึ้น 3 มิลลิเมตร) BMW New Series-5 520d มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อนอย่างชัดเจน ฝากระโปรงหลังถูกออกแบบให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ความจุ 530 ลิตร ขอบล่างของกระโปรงปรับให้มีระดับต่ำลงกว่าในรุ่นก่อน ทำให้จัดเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ได้ง่าย ภายในช่องเก็บของที่ทั้งเปิดฝากระโปรงได้กว้างขึ้น และมีขนาดที่กว้างกว่าเดิม ฝากระโปรงหลังที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งบาน ลดน้ำหนักลงอีก 4.2 กิโลกรัม

ห้องโดยสารฉีกความซ้ำซากจำเจด้วยงานตกแต่งที่หรูหราเน้นบรรยากาศของการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ไล่เลียงจาก iDRIVE เวอร์ชั่นล่าสุด ปุ่มควบคุมระบบแอร์แบบใหม่ หน้าปัดมาตรวัดแบบจอภาพ TFT ที่ยกมาจาก New Series-7 ปรับเปลี่ยนหน้าจอมาตรวัดไปตามโหมดการขับเคลื่อน 4 รูปแบบ นอกเหนือจากพื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสารในห้องโดยสารที่เพิ่มขึ้น เทคโนโลยี SYNTAK (Special Synergy Thermoacoustic Capsule) ยังช่วยเสริมการเก็บเสียงเพื่อความผ่อนคลาย โดยใช้วัสดุซับเสียงแบบใหม่ทำหน้าที่ป้องกันเสียงแปลกปลอมจากภายนอกได้ดีขึ้น

รุ่น 520d Luxury มีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกับ 520d Luxury Limited ห้องโดยสารออกแบบมาเพื่อการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพจากการจัดวางตำแหน่งของปุ่มและสวิตช์ต่างๆ งานตกแต่งภายในด้วยโลหะอลูมิเนียม หนังแท้ ผ้าและพลาสติกเกรดสูง รวมถึงวัสดุธรรมชาติแบบลายไม้ในดีไซน์ที่หรูหรา แสดงออกถึงเอกลักษณ์ของยานยนต์ซาลูนจากแบรนด์ตราใบพัด ส่วนหน้าปัดแสดงผลอย่างง่ายบนแผงคอนโซล มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลขนาด 10.25 นิ้ว ที่ทำงานควบคู่กับระบบ iDrive Controller BMW 520d Luxury (Limited) ราคา 3,599,000 บาท

เพดานห้องโดยสารใช้วัสดุเก็บเสียงในตัว ช่วยลดเสียงรบกวนในห้องโดยสารได้ดี  โดยเฉพาะในบริเวณที่ใกล้กับศีรษะเพื่อความผ่อนคลายสูงสุดของผู้โดยสาร ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งอยู่บนแชสซีได้รับการปรับให้มีน้ำหนักเบาลงมาก เช่น การรวมระบบเบรกมือไฟฟ้าเข้ากับคาร์ลิปเปอร์เบรกล้อหลังซึ่งลดน้ำหนักได้ 3 กิโลกรัม โดยรวมแล้ว การลดน้ำหนักของตัวเบรก ล้อและยาง ทำให้ New Series-5 มีน้ำหนักของระบบช่วงล่างเบาลง 9 กิโลกรัม มีผลต่อการตอบสนองและความนุ่มนวลในการขับขี่อย่างเห็นได้ชัด

กุญแจ DisplayKey ใน New 520d มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย เช่น การสั่งการทำงานของระบบปรับอากาศในรถ นอกจากนี้ กุญแจดังกล่าวยังมาพร้อมหน้าจอสีแสดงผลแบบระบบสัมผัส ซึ่งแสดงสถานะต่างๆ ของรถ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถรู้สถานะปริมาณของน้ำมันและระยะทางที่รถสามารถวิ่งได้รวมถึงข้อมูลที่สำคัญอื่นๆ โดยกุญแจนี้สามารถชาร์จได้ด้วยเครื่องชาร์จไร้สายที่ติดตั้งมากับรถหรือจากพอร์ต USB ทั่วไป

Gesture Control เป็นหนึ่งในระบบควบคุมและสั่งการที่เชื่อมต่อการทำงานของระบบ ให้ความบันเทิงเริงรมย์โดยการใช้สัญญาณมือโบกผ่านหน้าจอที่ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับ คนขับสามารถเร่งหรือหรี่เสียงเพลงได้ง่ายแค่ใช้การวนนิ้ว แต่ก็ต้องใช้ความคุ้นเคยเพื่อทำให้นิ้วอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ระบบ Gesture Control ซึ่งเป็นฟีเจอร์ควบคุมฟังก์ชั่นหลักด้วยท่าทางการเคลื่อนไหวของมือ BMW เปิดตัวออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกในรถยนต์ New Series-7 เมื่อปีที่ผ่านมา โดยมีการนำเอาระบบสั่งงานแบบใหม่ดังกล่าวมาติดตั้งไว้ใน New Series-5 ระบบดังกล่าวพร้อมกับหน้าจอความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว แสดงผลข้อมูลระบบนำทางโทรศัพท์ เพลง หรือเมนูฟังก์ชั่นต่างๆ ของตัวรถ นอกจากจะสั่งการได้ผ่านทางปุ่ม iDRIVE Controller แล้วระบบควบคุมนี้ยังรองรับการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ เสียงหรือการสัมผัสปุ่มบนหน้าจอ สำหรับระบบ Gesture Control นั้นนำเสนอการใช้งานในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและสะดวกสบายในทุกฟังก์ชั่นทั้งระบบ infotainment และโทรศัพท์ ผ่านการขยับมือหรือนิ้วมือ ซึ่งจะถูกตรวจจับโดยระบบเซนเซอร์ 3D บริเวณคอนโซลและแปลเป็นคำสั่งต่างๆ ตามการเคลื่อนไหว เช่น สามารถรับโทรศัพท์ได้ด้วยการชี้นิ้วชี้ไปที่หน้าจอ หรือสามารถปัดมือเพื่อปฏิเสธสายเรียกเข้า

ระดับความคมชัดของหน้าจอมอนิเตอร์ใน New Series-5 G30 จะสูงกว่า Series-5 F10 รุ่นที่แล้ว โดยให้รายละเอียดของภาพกราฟิกที่คมชัด ชุดควบคุม iDRIVE เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดมาพร้อมหน้าจอมอนิเตอร์ขนาด 10.25 นิ้ว ช่วยให้เจ้าของรถสั่งการผ่านปุ่มควบคุม iDRIVE ได้ง่ายและสะดวกกว่าปุ่มแบบคลิก รวมถึงรูปแบบของการสั่งงานในระบบสาระบันเทิงที่คล้ายการสั่งงานด้วยโทรศัพท์สมาร์ทโฟน พร้อมฟังก์ชั่น Message Centre ภายในระบบ iDRIVE สำหรับการพิมพ์ข้อความ ตอบอีเมลหรือข้อมูลอื่นๆ

ออปชั่นมาตรฐานของ New Series-5 G30 520d Luxury ติดตั้งลำโพงคุณภาพสูง 6 ตำแหน่ง แต่สามารถจ่ายเพิ่มเพื่ออัพเกรดเป็นระบบพรีเมียมเซอร์ราวซาวด์ Bowers & Wilkins เต็มชุดซึ่งจัดลำโพง 16 ตัวพร้อมแอมป์ 10 ช่องสัญญาณ รวมถึงไดมอนด์ทวิตเตอร์ รถ BMW New Series-5 G30 อัดเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ๆ มาจนเต็มคันรถคล้าย New Series-7 ด้วยไอคอนที่สวยงามน่าใช้ ฟังก์ชั่น Apple CarPlay เพื่อเสียบต่อเชื่อมกับโทรศัพท์ iPhone ผ่านปุ่มควบคุม iDRIVE โดยไม่ต้องใช้สายต่อเชื่อมและเป็นระบบที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

520d Luxury ซาลูนหรูของผู้บริหารวางเครื่องดีเซลรุ่นใหม่ที่เน้นประสิทธิภาพด้านแรงบิดและความประหยัดรวมถึงการลดมลภาวะ อุปกรณ์ตกแต่งภายนอกแตกต่างจากรุ่นพี่อย่าง 530i M-Sport เล็กน้อย โดยเน้นความสง่างามแบบรถยนต์ของผู้บริหารระดับสูง เครื่องยนต์ดีเซล 4 กระบอกสูบ ขนาด 2.0 ลิตร จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบคอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น เสริมแรงบิดด้วยระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์กับชุดลดอุณหภูมิไอดีอินเตอร์คูลเลอร์ มีค่าการปล่อย Co2 ต่ำ ระดับ EURO-6 เครื่องดีเซลเทอร์โบเดี่ยวขนาด 2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ หรือ 190 แรงม้า แรงบิดจัดหนักถึง 400 นิวตันเมตร BMW 520d รหัส G30 มีตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 132 กรัมต่อกิโลเมตร สมรรถนะเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 7.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

Series-5 รุ่น 520d Luxury ใช้ระบบรองรับหรือช่วงล่างด้านหน้าแบบดับเบิ้ลวิชโบน สปริง โช็คอัพและกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์ สปริง โช็คอัพและกันโคลง ปีกนกและแขนยึดทำจากอลูมินั่มอัลลอยทั้งหน้าและหลัง ทำให้น้ำหนักใต้สปริงลดลง ส่งผลให้ช่วงล่างทำงานเต็มประสิทธิภาพ โดยมีการปรับการทำงานของโช็คอัพให้ส่งถ่ายความนิ่มนวลได้มากกว่า Series-5 F10 ส่วนล้อและยางของ 520d Luxury ยัดอัลลอยขนาด 18 นิ้ว แบบ W-spoke พร้อมยางสปอร์ตไซส์ 245/45 R18 100Y จากแบรนด์ Pirelli รุ่น Cinturato P7

ไล่เรียงข้อมูลให้ชมเสร็จเรียบร้อยก็กดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ทางซ้ายมือใต้กรอบหน้าปัดไปลองกันเลย เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นเล็ก 4 กระบอกสูบติดขึ้นมาอย่างง่ายดาย เสียงของเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ตัวนี้ยังเบาลงเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่มีเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใกล้เคียงกันแต่มีเสียงการทำงานของเครื่องยนต์ (เสียงของวาล์ว) ดังมากกว่า ระบบส่งกำลังซึ่งเป็นชุดเกียร์ออโตเมตริก Step-Tronic 8 สปีดของ ZF ที่ให้อัตราทดเกียร์ที่ต่อเนื่องในทุกย่านความเร็ว คันเกียร์มีขนาดใหญ่ขึ้นรวมถึงซุ้มเกียร์ก็มีหน้าตาที่สวยงามน่าใช้ การออกตัวจากจุดหยุดนิ่งก็เต็มไปด้วยความง่ายดายจากแรงบิดรอบต่ำแค่ 1,350 รอบต่อนาที แรงบิด 400 นิวตันเมตรจะโผล่มาทันที หากเผลอหรือนึกสนุกกดคันเร่งไฟฟ้าลงลึก อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรใน 7 วินาทีนิดๆด้วยการเสกเป่าของเทอร์โบทำให้มีอาการรอรอบนิดเดียว แรงบิดดึงตัวถังหนัก 1.6 ตันให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แรงบิดจากเครื่องดีเซลแค่ 2 ลิตร ยังมากที่จะทำให้คุณรู้สึกได้ถึงความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและไหลลื่น การไต่ความเร็วไปที่ย่าน 100-120 140-160 180 ไปจนถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาไม่นานค่าย BMW มักจะได้รับรางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมประจำปีอยู่เสมอ จนกลายเป็นตราสินค้าชั้นดีที่มีประสิทธิภาพ

Sport Mode เมื่อใช้รอบเครื่องยนต์ประมาณ 1,200 รอบต่อนาที เจ้า 520d G30 กับกลไก BMW EfficientDynamics + BMW TwinPower Turbo มีความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อลองเติมคันเร่งไฟฟ้าลงไปอีกเล็กน้อย ในรอบเครื่องยนต์ที่ 1,500 รอบต่อนาที เจ้า 520d มีความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงพอดี ซึ่งถือได้ว่าเป็นรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำและประหยัดสุดๆ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหนักตัวของมันที่หนักถึงกว่า 1.6 ตัน (เบากว่ารุ่นที่แล้ว 115 กิโลกรัม) การทรงตัวในย่านความเร็วต่ำก็แทบจะไม่แตกต่างไปจาก Series 5 F10 ทุกรุ่นที่ผมเคยทดสอบ

ตัวรถให้ความมั่นคง นิ่งและเงียบ ช่วงล่างนิ่มนวลขึ้นเยอะจนบางคนไม่ชอบแต่ผมชอบ รวมถึงการถ่ายเทน้ำหนักที่พบว่ามีอาการโคลงตัวไม่มาก การใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่มีเสียงค่อนข้างดังกว่าเครื่องเบนซิน การเก็บเสียงของรถคันนี้ก็ยังดีขึ้นมาก มันใช้บานประตูที่ทำจากอลูมินัมอัลลอย หุ้มขอบประตูด้วยยางขนาดใหญ่ถึงสองชั้นพร้อมกับวัสดุซับเสียง พรมปูพื้นกับอุปกรณ์ดูดซับเสียงแบบใหม่ที่ใช้ห่อหุ้มห้องโดยสาร เสียงการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซลและเสียงของยาง pirelli cinturato P7 ก็ยังเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน หากคุณขับแบบไม่เปิดเครื่องเสียง ห้องโดยสารของ 520d จะเงียบจนมีแค่เสียงการทำงานของพัดลมปรับอากาศภายในห้องโดยสารเท่านั้นที่ดังเข้ามากระทบโสตประสาท รอยต่อของถนน หลุมบ่อ พื้นถนนที่ไม่เรียบทั่วกรุงเทพฯ ระบบรองรับของมันก็จัดการกับแรงสั่นสะเทือนจนเกือบหมดทำให้นั่งขับได้อย่างนิ่มนวลชวนฝันพานจะหลับในกันเลยทีเดียว

จากการใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบายิ่งขึ้น อลูมิเนียมอัลลอยรุ่นพิเศษ ทำให้รถ BMW 520d ซึ่งเป็น Series-5 เจเนอเรชั่นที่ 7 นี้มีน้ำหนักน้อยกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 100 กิโลกรัม โครงสร้างน้ำหนักเบาอัจฉริยะนี้ทำให้มั่นใจได้ในการกระจายน้ำหนักรถได้อย่างสมดุลระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลังรวมถึงมีจุดศูนย์ถ่วงของรถที่ต่ำลง ผลลัพธ์ที่ได้คือสมรรถนะการขับขี่ที่แม่นยำ พวงมาลัยไฟฟ้ามีน้ำหนักที่เบาขึ้นแต่ยังแม่นยำเหมือนเดิม ผมลองลากรอบขึ้นไปที่ย่านความเร็วสูงพร้อมกับทำการเปลี่ยนทิศทางของตัวรถไปด้วยในเวลาเดียวกัน ล้อขนาด 18 นิ้ว กับยาง 245/45/R18 100Y มีประสิทธิภาพดีและไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการควบคุมแต่อย่างใดเมื่อลองขับเร็วๆ แรงม้าทั้ง 190 ตัวถ่ายทอดลงสู่ระบบขับเคลื่อนล้อหลังผ่านเฟืองท้าย การปรับเปลี่ยนอัตราทดของเกียร์ Step-Tronic 8 สปีด เนียนจนไม่สามารถจับความรู้สึกยามตัวรถเปลี่ยนอัตราทดได้เลย มันเนียนจนเหมือนกับเกียร์ CVT ที่ไร้ตะเข็บรอยต่อใดๆ ที่จะทำให้รับรู้ถึงการเปลี่ยนเกียร์ขึ้น-ลง ในโหมด ECO PRO หากความเร็วสูงพอ เกียร์จะดันตัวเองไต่ไปสู่เกียร์สูงอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยลดรอบเครื่องยนต์ ส่งผลให้เกิดความประหยัดเชื้อเพลิงอย่างสูงสุด ชนิดที่รถเล็กเครื่องดีเซลบางคันยังทำได้แย่กว่านี้ด้วยซ้ำ

เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดจาก ZF ยังทำงานประสานไปกับเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตรได้อย่างยอดเยี่ยม แรงบิด 400 นิวตันเมตร หมายถึง อัตราทดจะลดลงเฉลี่ยเพียง 1 เกียร์เมื่อคุณอัดมันไปบนทางโค้งที่คดเคี้ยวซึ่งสร้างความรู้สึกที่ดีหลังพวงมาลัย มันให้จังหวะจะโคนที่แสนจะตรงไปตรงมาบนงาน Dynamic ที่วิศวกรของ BMW ลงมือลงแรงเพื่อทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการขับใช้งานในชีวิตประจำวัน อัตราสิ้นเปลืองทำได้ 12.8 ลิตร เมื่อขับในเมือง BMW 520d G30 เป็นรถที่เร็วคันหนึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง มันขับได้สบายขึ้น พลิ้วไหวราวกับสายน้ำหากมีถนนโล่งมากพอที่คุณจะปลดปล่อยพลังงาน หน้ารถเกาะหนึบกับผิวถนน พวงมาลัยน้ำหนักเป็นเลิศเมื่อใช้ความเร็วสูงขึ้นมันก็จะหน่วงให้น้ำหนักพวงมาลัยมากขึ้นอีกนิด แชสซีส์ก็ถูกออกแบบให้ทำงานสอดคล้องไปกับกำลังของเครื่องยนต์โดยมีพลังสำรองเหลือพอสำหรับการเร่งแซงรถช้า

แม้จะมีขนาดตัวถึงใหญ่โตเกือบจะเท่ากับ Series-7 G12 แต่ Series-5 G30 กลับขับเคลื่อนได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว แชสซีส์ส่งถ่ายความแข็งและนุ่มนวลไปพร้อมๆ กันในทุกสภาพเส้นทาง น้ำหนักที่เบาขึ้นของโครงสร้างซึ่งมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กับไดนามิกของตัวรถ ทั้งหมดนี้คือความเพียรพยายามของวิศวกร และได้รับการผสมผสานอย่างลงตัวบนแชสซีส์ในรถ G30 แกนเพลาหน้าและแกนเพลาหลังมีส่วนผสมของวัสดุอลูมิเนียม คือเคล็ดลับที่ทำให้รถคันนี้ตอบสนองต่อทุกสภาพเส้นทางได้อย่างมั่นคง คันเร่งไฟฟ้าในโหมด ECO PRO ออกแนวยืดหยุ่น มันผ่องถ่ายกำลังอย่างนิ่มนวลเพื่อรักษาระดับของอัตราสิ้นเปลืองให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในโหมดนี้พร้อมๆ กับการดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่จอดนิ่งๆ รอการเคลื่อนตัว หากผู้ขับขี่ใช้คันเร่งอย่างระมัดระวังไม่กดลงลึกเกินความจำเป็นแล้ว ตัวเลข 20.4 กิโลเมตรต่อลิตรจะทำให้มันเป็นรถที่ประหยัดเอาเรื่องไม่เป็นรอง Mercedes Benz E220d ที่วางเครื่องดีเซลรหัส OM654 ด้วยเชื้อเพลิงเต็มถังจำนวน 70 ลิตร มันสามารถทำระยะทางได้เกือบๆ 1,000 กิโลเมตร เป็นอัตราสิ้นเปลืองที่สูสีกับ E220d แบบกินกันไม่ลง 

เทอร์โบแบบแปรผัน Twin Scroll กลไกวาล์ว Double-VANOS พร้อมด้วย Valve Tronic กับหัวฉีดแรงดันสูงพิเศษและระบบ Regenerative Braking คือหัวใจของ BMW TwinPower Turbo เครื่องยนต์ตัวเล็กที่ให้กำลังเทียบเท่าเครื่องตัวโต มีเทอร์โบประสิทธิภาพสูงพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ช่วยอัดอากาศเข้าไปยังท่อร่วมไอดีแล้วเผาไหม้ระเบิดออกมาเป็นพลังในรูปของแรงบิด ค่ายใบพัดสีฟ้า-ขาวนั้น เริ่มใช้เทอร์โบมาตั้งแต่ปลายยุค 1960 หลังจากนั้นก็หายไปและนำกลับมาใช้อีกครั้งเมื่อต้องผลิตรถยนต์ให้ได้ตามมาตรฐานของการปล่อยมลภาวะที่เข้มงวด ราคาของเชื้อเพลิงที่แพงขึ้น ความเข้มงวดในการปล่อยมลพิษของทางการ การลดขนาดของเครื่องยนต์ลงโดยยังคงประสิทธิภาพเอาไว้เหมือนเดิมด้วยการพ่วงระบบอัดอากาศเทอร์โบกลายเป็นสูตรสำเร็จของวงการยนตรกรรม รถยนต์รุ่นใหม่มีเครื่องที่เล็กลง ปล่อยมลพิษต่ำและกินเชื้อเพลิงเท่าที่จำเป็น กำลังที่เพิ่มมากขึ้นแม้เครื่องยนต์จะเล็กเกิดจากเทคโนโลยีของระบบอัดอากาศล้วนๆ ที่เข้ามาช่วยให้นวัตกรรมใหม่ของระบบขับเคลื่อนแห่งอนาคตกลายเป็นความจริง

โหมด Comfort มีคันเร่งที่ตอบสนองได้ไวขึ้นกว่าโหมดประหยัด ECO PRO เทอร์โบที่บูสตัวเองตั้งแต่รอบต่ำเชื่อมโยงกับอัตราทดของเกียร์ 8 สปีด ทำให้ขับได้กระชับขึ้นมาอีกนิด Comfort เป็นโหมดเริ่มต้นเมื่อคุณสตาร์ทเครื่องยนต์ใน 520d เกียร์จะปรับอัตราทดไวขึ้น กระบอกสูบ 84 มิลลิเมตรคูณช่วงชักที่ 90.1 มิลลิเมตรเป็นเครื่องประเภทชักสั้นดันยาว เหมาะกับการทำรอบขณะวิ่งทางไกลบนทางแบบไฮเวย์ ระบบ Direct Injection และ Valve Tronic ที่ควบคุมวาล์วแปรผันทำงานร่วมกับลิ้นอากาศแยกแบบสูบใครสูบมัน เจ้า 520d สามารถไต่ระดับความเร็วได้อย่างคล่องแคล่วแม้จะอยู่ในโหมดกลางๆ อย่าง Comfort พวงมาลัย Electro hydraulic servo valve ในโหมดนี้ให้สัมผัสที่เบาสบายเมื่อวิ่งไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะปรับตัวเองให้หน่วงน้ำหนักเพิ่มขึ้นแบบอัตโนมัติเมื่อความเร็วทะลุ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เมื่อเหยียบเบรกจนรถหยุดสนิท ระบบ Auto Start-Stop จะทำงานทันทีโดยดับเครื่องยนต์เพื่อลดการปล่อย CO2 และลดการใช้เชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็น ระบบจะดึงกระแสไฟจากแบตไปเลี้ยงพัดลมของชุดควบคุมอุณหภูมิในห้องโดยสารแต่คอมเพรสเซอร์แอร์ก็จะหยุดการทำงานไปด้วยเพื่อความประหยัด ระบบให้ความบันเทิงมัลติมีเดียยังคงทำงานแม้เครื่องยนต์จะถูกดับลง และเมื่อถอนเท้าออกจากแป้นเบรก เครื่องยนต์ก็จะติดตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ระบบ Auto Start-Stop มีการทำงานแบบดับๆ ติดๆ เครื่องยนต์ไปตลอดการใช้งาน หากรำคาญอาการติดๆ ดับๆ ก็แค่กดปุ่มเล็กๆ ใต้สวิตช์สตาร์ทเพื่อยกเลิกการทำงาน 

โหมด Sport ใน 520d คันเร่งจะไวขึ้นมาอีกเพียบพร้อมๆ กับการตอบสนองของระบบขับเคลื่อน พวงมาลัยหน่วงตัวเองทันทีที่ผมกดสวิตช์ปรับเข้าสู่โหมดการขับขี่แบบ Sport สมองกลไฟฟ้าที่ควบคุมการแปรผันน้ำหนักของพวงมาลัยไปตามโหมดการขับเคลื่อนรวมถึงความเร็วที่แท้จริง แบรนด์ BMW นั้นเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่สามารถปรับจูนองค์ประกอบหลักของตัวรถให้สื่อสารกับคนขับได้ง่ายขึ้น โหมดของการขับขี่ที่พยายามบ่งบอกถึงสมรรถนะ Sport Mode ให้ความรู้สึกที่เร็วและสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายโดยเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของการขับแบบสปอร์ตผนวกเข้ากับรูปแบบและความล้ำสมัยของระบบขับเคลื่อน คันเร่งในโหมดนี้เบาขึ้นและตอบสนองต่อการลงน้ำหนักทุกครั้งแบบฉับพลันทันที น่าเสียดายอยู่เหมือนกันที่มันไม่มีแป้น Paddle Shift เหมือนกับ 530i แต่ความฉับไวของการเปลี่ยนเกียร์และพลังของเครื่องยนต์ทำงานสอดประสานกันได้ดี ความนุ่มนวลของเกียร์ 8 อัตราทดยามผ่องถ่ายอัตราทดขึ้นๆ-ลงๆ ความเร่าร้อนของโหมดขับเคลื่อนสูงสุดผ่านระบบส่งกำลังเกียร์ไฟฟ้าที่ฉลาดหลักแหลม มันไวและไหลลื่น ทำให้การขับรถเกียร์ธรรมดากลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อไปโดยปริยาย 

BMW 520d Luxury เป็นรถยนต์ซาลูนที่สามารถสาดเข้าโค้งหรือขับบนถนนสายที่มีความคดเคี้ยวได้ดีเยี่ยม ไดนามิกของแชสซีส์ซึ่งมีน้ำหนักที่เบาลงกว่าเก่า ชิ้นส่วนของช่วงล่างผลิตจากอลูมินั่มอัลลอยได้รับการปรับตั้งมุมและองศาที่ถูกต้องตามหลักกลศาสตร์ของการเคลื่อนที่ ช่วยให้มันจัดการกับทางแย่ๆ ที่ต้องวิ่งผ่านได้อย่างไร้ที่ติแม้จะขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลังโดยไม่พึ่งพิงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเหมือนอย่างบางค่าย โมเดล G30 เหมาะกับผู้โดยสาร 4 คนสำหรับการเดินทางไกลที่ให้ความสบายจนกลายเป็นรถยนต์ที่ผู้บริหารชอบซื้อเอาไว้ขับเองมากกว่าจะนั่งที่เบาะหลัง รูปลักษณ์และระบบขับเคลื่อนที่ล้ำสมัยส่งผลให้ BMW Series-5 520d กลายเป็นยนตรกรรมที่มีเครื่องยนต์สะอาดที่สุด ให้กำลังและประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุดในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลางระดับพรีเมียมราคาไม่เกิน 4 ล้านบาท! จากการตอบสนองที่ตรงไปตรงมาและกลายเป็นงานวิศวกรรมจักรกลยานพาหนะที่ปรับตัวเองให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างน่าชื่นชม

ตลอดระยะเวลา 7 วันที่ได้ลองขับเจ้า 520d Luxury คันนี้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาจนหมดเปลือก มันเป็นซาลูนหรูที่ขับได้ดีมาก ขับทางไกลทั้งไปและกลับมีอาการพลิ้วไหวและไหลลื่น นั่งสบายขับได้ทั้งวัน อัตราเร่งอาจไม่ร้อนแรงเท่ากับ 530i ที่แพงกว่า แต่แลกเปลี่ยนด้วยตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่จะทำให้คุณรู้สึกประทับใจอย่างแน่นอน ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยที่ให้มานั้นก็ยังถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของวงการ แน่ใจได้เลยว่าคนที่ซื้อรถรุ่นนี้จะต้องชอบขับรถด้วยตัวเองโดยไม่ยอมไปนั่งเบาะหลังอย่างแน่นอน เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ผลักดันให้ 520d G30 ขึ้นถึงจุดสูงสุดและวางตัวเองอยู่เหนือกว่าคู่แข่งนิดๆ จากการขับที่ดีกว่า มันเป็นรถซาลูนขนาดกลางระดับสูงที่ใช้เครื่องยนต์สะอาดแถมประหยัด ให้แรงบิดมากที่สุดโดยไม่พึ่งพาระบบ Plug in Hybrid ที่มีชิ้นส่วนและราคาสูงกว่ามาก เป็นรถ Series-5 ที่เดินทางมาอย่างยาวไกลบนสายการพัฒนาที่เข้มข้นแต่ยังคงคาแรกเตอร์เดิมๆ นั่นก็คือ ความสนุกหลังพวงมาลัยในสไตล์ของ BMW เป็นรถทดสอบอีกคันที่หากจะหาข้อตำหนิติติงก็มีเพียงแค่ราคาเท่านั้นท่ีไกลจนเกินเอื้อมนั่นเอง.

BMW NEW SERIES-5 G30 520d LUXURY ราคา 3,899,000 บาท

Dimensions
Overall height: 1,479 mm
Overall length: 4,936 mm
Overall width: 1,868 mm
Ground clearance unladen: 144 mm
Wheelbase: 2,975 mm
Kerb weight: 1,635  kg
Turning circle: 11.95 m
Rear track: 1,624 mm
Front track: 1,599 mm
Gross trailer weight braked: 2,000 kg

Engine
Injection/Carburation: —
Engine Capacity: 1,995cc
Number of cylinders: DT4
Fuel type: Diesel Turbo
Fuel tank capacity: 70L
Fuel consumption: 4.8L/100km (combined)
Maximum torque: 400Nm
Maximum power: 140kW
Acceleration 7.5s (0-100 km/h)
Top speed 235 km/h
Fuel consumption 20.8 km/L
CO2 emission 125 g/km 
Transmission ZF8HP 8-speed (A/M) Steptronic
Drive type Rear-wheel drive

Brakes
Front brakes: Disc - ventilated
Rear brakes: Disc

Suspension
Front suspension: MacPherson strut, double wishbone, coil spring, gas damper, anti roll bar
Rear suspension: Multi-link system, coil spring, gas damper, anti roll bar

Wheel and Tyres 
Front tyre size: 245/45 R18 100Y pirelli cinturato P7
Front rim size: 8Jx18" w-spoke
Rear tyre size: 245/45 R18 100Y  pirelli cinturato P7
Rear rim size:  8Jx18" w-spoke

อุปกรณ์
- ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ลาย W-Spoke
- ไฟหน้า Adaptive LED ปรับตามทิศทางการหมุนพวงมาลัย
- ไฟตัดหมอกแบบ LED
- ระบบปรับการทำงานไฟสูง อัตโนมัติ Auto HighBeam
- กุญแจรีโมทพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูล Display Key
- ระบบ Comfort Access
- ระบบช่วยปิดประตูแบบผ่อนแรงกระแทก
- ระบบไฟหน้า เปิด-ปิด อัตโนมัติ
- ระบบปัดน้ำฝน อัตโนมัติ
- กระจกมองข้างฝั่งคนขับ ตัดแสงอัตโนมัติ
- กล้องมองภาพขณะถอยจอด
- เซนเซอร์กะระยะช่วยจอด ด้านหน้า-ด้านหลัง
- เบรกมือไฟฟ้า
- Drive Select โหมดการขับขี่ ECO PRO, Comfort, Sport
- เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง Dakota
- เบาะนั่งคนขับปรับด้วยไฟฟ้า พร้อม Memory Seat
- ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วย Fineline Ridge แถบโครเมียม
- แดชบอร์ดบุด้วยหนัง Sensatec
- ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ Dual Zone
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control พร้อมระบบช่วยลดความเร็ว
- ไฟสร้างบรรยากาศ Ambient Light
- ม่านบังแดดกระจกบังลมหลัง เปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า
- ม่านบังแดดด้านข้างประตูหลัง
- กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ
- จอภาพระบบสัมผัส ขนาด 10.25 นิ้ว
- ปุ่มควบคุม iDrive พร้อมระบบสัมผัส
- ระบบสั่งงาน iDrive ด้วยการเคลื่อนไหวมือ Hand Gesture
- ระบบแผนที่นำทาง Professional Navigation System
- ระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth
- ช่องเชื่อมต่อ USB
- ระบบเสียง Hi-Fi
- มาตรวัดดิจิตอลขนาด 10.25 นิ้ว
- ระบบเบรก ABS / EBD / BA
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ DSC
- ระบบเตือนให้หยุดพักการขับขี่ Attentiveness Assistant
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
- ถุงลมนิรภัยด้านข้าง
- ม่านถุงลมนิรภัย

BMW 520d พร้อม BSI Standard package (การบริการบำรุงรักษา 3 ปี / 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง) ราคา 3,839,000 บาท.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/





ทดสอบซาลูนหรูผู้บริหาร เชื้อเพลิงดีเซล 1 ถัง 70 ลิตร จัดไปเกือบๆ 1,000 กิโลเมตร นี่คือ BMW 520d Luxury ราคา 3,899,000 บาท 11 ต.ค. 2560 13:52 ไทยรัฐ