วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แย้มอัด “ยากระตุ้นเศรษฐกิจ” เพิ่ม

ครม.เปิดเว็บไซต์ “ทำธุรกิจออนไลน์ครบวงจร”

“บิ๊กตู่” ระบุ อยู่ระหว่างจัด “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ” ตามที่เอกชนขอเพิ่ม ขณะที่ ครม.อนุมัติเปิดเว็บไซต์รัฐบาลบริการประชาชน ขอเงิน กทปส. 4,000 ล้านบาท จัดระบบขอทำธุรกิจยันเลิกกิจการออนไลน์ ช่วยลดเวลา–และต้นทุนเอกสารที่ต้องใช้จำนวนมาก หวังช่วยความยาก-ง่ายทำธุรกิจไทยดีขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมตามที่ภาคเอกชนร้องขอ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ในส่วนของการขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้น ได้เดินหน้ากระตุ้นด้วยการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐเป็นหลัก และในขณะนี้งบลงทุนสามารถเบิกจ่ายไปถึง 90% นอกจากนี้ รัฐบาลให้ความใส่ใจดูแลประชาชนระดับฐานรากในด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วานนี้ (10 ต.ค.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ที่ได้เสนอแนวทางการพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจแบบครบวงจร (Doing Business Portal) โดยให้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ 4,000 ล้านบาท จากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)

โดยให้สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สรอ.(องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบภายใต้การกำกับของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงคลัง และสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งในเรื่องนี้ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เสนอด้วยว่า ให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปดำเนินการปรับโครงสร้างของสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ให้อยู่ภายใต้กำกับของนายกรัฐมนตรี และปรับรูปแบบการทำงานให้มีการเชื่อมโยง ตั้งแต่ระดับนโยบายผ่านศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (PMOC) และศูนย์ One Stop Service ให้เสร็จภายใน 1 เดือนด้วย

ทั้งนี้ สำหรับการพัฒนาระบบ Doing Busi– ness Portal มีจุดประสงค์เพื่อเชื่อมโยงกระบวนการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐ ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนถึงเลิกกิจการ โดยมีขอบเขตครอบคลุม 4 ส่วนได้แก่ 1.การพัฒนาแพลตฟอร์ม (Platform) กลาง การขออนุมัติอนุญาต 2.การพัฒนาระบบกลางในการยืนยันตัวตนออนไลน์ ซึ่งจะช่วยยืนยันตัวตนของผู้ทำธุรกิจ ทำให้ไม่ต้องไปดำเนินการด้วยตนเองแล้ว เช่น เวลาเข้าบัญชีธนาคารก็เข้าโดยใช้รหัสผ่านพาสเวิร์ดได้ 3.การพัฒนาแพลตฟอร์มกลางเพื่อการอำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะสามารถอำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างประเทศได้อย่างครบวงจร และเชื่อมโยงระบบขนส่ง บริษัทประกันภัย ฯลฯ 4. การเชื่อมโยงระบบการทำงานภาครัฐเชิงรุก โดยจะเข้าไปสำรวจออกแบบงานภาครัฐต่างๆให้เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มกลาง

ทั้งนี้ รัฐบาลได้เปิดเว็บไซต์ www.govchannel.go.th  เพื่อให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการในเรื่องดังกล่าวได้ในที่เดียว ซึ่งขณะนี้สามารถเข้าใช้บริการได้แล้ว 21 ใบอนุญาต จากนั้นวางเป้าหมายการทำงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ระยะที่ 1 ภายในปีงบประมาณ 2561 เป็นการวางแผนและพัฒนาระบบนำร่อง มีเป้าหมายดำเนินการได้ 50 ใบอนุญาต ระยะที่ 2 ภายในปีงบประมาณ 2562 เริ่มขยายผลให้ครอบคลุมบริการสำคัญมีเป้าหมาย 100 ใบอนุญาตและระยะที่ 3 ภายในปีงบประมาณ 2563 ขยายผลไปสู่งานบริการอื่น และเชื่อมโยงกับภาคเอกชน มีเป้าหมาย 150 ใบอนุญาต

“การขออนุญาตขออนุมัติในรูปแบบออนไลน์ จะช่วยในการกรอกข้อมูลและจัดเก็บเอกสาร ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงระหว่างหน่วยราชการได้ เป็นการลดต้นทุนให้กับประชาชนและเกิดความสะดวก จากเดิมเวลาส่งใบอนุญาตเช่น เปิดบริษัท ต้องส่งสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน 6 ชุด และทำเอกสารรวม 98 ชุดให้ส่วนราชการต่างๆ แต่ต่อไปหากมาเข้าทางเว็บไซต์จะสามารถทำได้ในครั้งเดียว การจัดส่งเอกสารเช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ถ้ามีการอัพโหลดครั้งแรกแล้วก็ไม่ต้องส่งซ้ำอีก เป็นความสะดวกสบายของชีวิตที่เกิดขึ้น และจะมีผลให้การจัดลำดับความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจของประเทศไทย หรือ Ease of doing business ดีขึ้นด้วย”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันเดียวกัน ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 2 ฉบับ ประกอบด้วย การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีกรมธนารักษ์นำเข้าเหรียญที่ระลึกจากต่างประเทศ และการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีกรมธนารักษ์ขายเหรียญที่ระลึกที่นำเข้ามาขายในประเทศ ทั้งนี้ เนื่องจากในปี 60 กรมธนารักษ์ได้จัดทำเหรียญที่ระลึก ได้แก่ เหรียญที่ระลึกในโอกาสการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเหรียญที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และการจัดทำเหรียญที่ระลึกเนื่องในวโรกาสต่างๆ โดยจะนำรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย.