วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กตู่ยันชัดๆ เลือกตั้งพ.ย.61 มิ.ย.ประกาศวัน จ่อคิวปลดล็อก

“บิ๊กตู่” ถก คสช.ปลดล็อกการเมือง ลงสัญญาประชาคมประกาศวันเลือกตั้ง มิ.ย.61 ได้เลือกตั้งแน่ พ.ย.61 ย้ำความตั้งใจกลางวง ครม.จ่อปลดล็อกพรรค การเมืองคิวต่อไป “บิ๊กป้อม” ขอให้ผ่าน ต.ค.ไปก่อน สนช.โดดรับลูกผู้นำ “สมชัย” เล่นไม่เลิก เย้ยก๊วนร่างก.ม.ลูกเหาะเกินลงกา “นิพิฏฐ์” บอกไม่แปลกใจ ย้ำ รธน.ตีกรอบไว้ชัด “องอาจ” ยกผลดีเรียกคืนเชื่อมั่น “สุดารัตน์” จี้ รบ.-คสช.แจงปลดล็อกให้ชัด “ภูมิธรรม” ยังไม่เชื่อน้ำคำนายกฯ “ดอน” มึนข่าว “ปู” ได้สถานะผู้ลี้ภัยในอังกฤษ “เอม” พ้อแทนพ่อถูกใส่ร้าย ปปง.อายัดทรัพย์ “เสี่ยเปี๋ยง” เพิ่ม 2.3 พันล้าน “ธีรยุทธ” ออกโรงสับรัฐบาล คสช.ไม่สนใจคนจน กระทุ้ง “ประยุทธ์” ความคิดสับสนตามสภาวะสังคม เฉ่งไม่เข้าใจวิถีรากหญ้าถ่องแท้

หลังจากปล่อยให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับกำหนดวันเลือกตั้ง ว่าจะเป็นช่วงปลายปี 2561 หรือล่วงเลยไปถึงต้นปี 2562 มาพักใหญ่ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศชัดเจนแล้วว่า จะประกาศวันเลือกตั้งประมาณเดือน มิ.ย.2561 และจะมีการเลือกตั้งช่วงเดือน พ.ย.ในปีเดียวกัน

“บิ๊กตู่” ถก คสช.ปลดล็อกการเมือง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุม คสช. ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขณะที่นายกฯเดินขึ้นตึกบัญชาการ 1 ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า จะนำเรื่องการปลดล็อกพรรค การเมืองเข้าหารือในที่ประชุม คสช.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ได้แต่ยิ้มและส่ายหน้า ไม่ได้ตอบคำถาม ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังประชุม ครม. ว่า ที่ประชุม คสช.รับทราบการแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ใน คสช.ทดแทนผู้ที่เกษียณอายุราชการ และพิจารณาแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คนใหม่ และรับทราบ การประกาศใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง คสช.จะพิจารณาห้วงเวลาการทำกิจกรรมทางการเมืองที่เหมาะสม เพื่อผ่อนคลายในสิ่งที่จำเป็น ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองต่อไป

ประกาศชัด พ.ย.61 ได้เลือกตั้ง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าไม่ต้องการหน่วงเวลาอะไรทั้งสิ้น แต่เดือน ต.ค.เป็นช่วงที่คนไทยทุกคนอยู่ในช่วงเวลาโศกเศร้าอาลัย ขอให้ทุกอย่างอยู่บนสถานการณ์ความสงบ ในส่วนตรงนี้พูดได้ว่า ประมาณเดือน มิ.ย.2561 จะมีการประกาศวันเลือกตั้ง และประมาณเดือน พ.ย.2561 จะมีการเลือกตั้ง วันนี้มีความชัดเจนขึ้น ขอให้ทุกคน นักการเมือง พรรคการเมืองอยู่ในความสงบ ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณามาตรการผ่อนคลายต่างๆด้วย เมื่อถามย้ำว่าการประกาศวันเลือกตั้งประมาณเดือน พ.ย.61 ยืนยันใช่หรือไม่ว่าเป็นไปตามไทม์ไลน์ของโรดแม็ป พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ใช่ ก็ผมบอกแล้วไงว่าจะเลือกตั้งเดือน พ.ย.”

นายกฯย้ำความตั้งใจกลาง ครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม ครม.ได้หารือถึงการประกาศวันเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย.61 เป็นความตั้งใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ต้องการประกาศด้วยตัวเอง เพื่อให้เกิดความชัดเจน โดยกำหนดว่าจะมีการประกาศวันเลือกตั้งในเดือน มิ.ย. ถือว่าเป็นไปตามขั้นตอนและกำหนดเวลาที่กฎหมายลูกอีก 2 ฉบับจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเดือน พ.ย.2560 จากนั้นก็เป็นขั้นตอนทางธุรการอีก 3 เดือน ซึ่งจะลงล็อกในเดือน มิ.ย.61 จากนั้นต้องใช้เวลาตามกฎหมายอีก 150 วัน ก็จะตรงกับเดือน พ.ย.61 ที่จะมีการเลือกตั้ง

ชิ่งปม “ทักษิณ” โวยอ้างจาบจ้วง

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ลงทวิตเตอร์ ปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลที่จาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง ว่า อันนี้เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมจะพิจารณา ว่าผิดไม่ผิดอย่างไร ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องตรงนั้น มีหน้าที่ให้กระบวนการยุติธรรมเขาทำงาน

“บิ๊กป้อม” ขอให้ผ่าน ต.ค.ไปก่อน

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ที่ประชุม คสช. รับทราบกรณีที่พรรคการเมืองเรียกร้องให้ปลดล็อก แต่ต้องดูสถานการณ์และเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง ขอให้ผ่านช่วงเดือน ต.ค.นี้ไปก่อน ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าปลดล็อกแล้วจะมีเงื่อนไขอย่างไรหรือไม่ สำหรับ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง กำหนดกรอบกิจกรรมของพรรคการเมืองไว้ที่ 90 วัน และ 180 วัน เป็นเวลานานไม่ใช่แค่วันสองวัน ไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรก็ต้องปลดล็อกให้เขามีเวลาทำงาน แต่ต่อให้ปลดล็อกก็ไม่สามารถชุมนุมทางการเมืองได้ ส่วนที่มีรายงานข่าวระบุว่าจะปลดล็อกก่อนวันที่ 1 พ.ย.นั้น ยังไม่มีข้อเท็จจริง เพราะ คสช.เพิ่งพูดเรื่องนี้กัน เมื่อถามถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์ทวิตเตอร์ปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องกับกรณีการหมิ่นสถาบัน พล.อ.ประวิตรตอบว่า มีการรายงานเรื่องนี้เข้ามา แต่ไม่ยังไม่ข้อมูลยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้หมิ่นสถาบันจริงๆกันแน่

สนช.รับลูกโรดแม็ปเลือกตั้ง 61

ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช. แถลงว่า โรดแม็ปที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า จะประกาศจัดการเลือกตั้งในเดือน พ.ย.61 นั้น แม้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญสองฉบับสุดท้าย คือ ร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว. และร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. ที่ กรธ.จะส่งให้ สนช.พิจารณา จะยังไม่เห็นเนื้อหาว่าเป็นอย่างไร ยังไม่ทราบว่าจะมีความเห็นต่างจนต้องตั้ง กมธ.ร่วมกันพิจารณาทบทวนหรือไม่ หรือจะมีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ แต่โรดแม็ปการเลือกตั้งจะไม่เกินเดือน พ.ย.61 ตามที่นายกฯ ระบุไว้ ส่วนเงื่อนเวลาการเลือกตั้งจะกำหนดได้แน่ชัดเมื่อใดนั้น ต้องรอกฎหมายลูกฉบับสุดท้ายเสร็จ จึงจะรู้ว่าจะได้เลือกตั้งเมื่อไร เมื่อถามว่า สนช. จะคว่ำร่างกฎหมายลูกเพื่อยื้อเวลาออกไปหรือไม่ นพ.เจตน์ตอบว่า ไม่รู้ว่าจะคว่ำด้วยสาเหตุใด ต้องมีเหตุผล ดูแล้วไม่น่าจะเกิดขึ้น

ถามหาสำนึกพวกเหาะเกินลงกา

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “สเปกมหาเทพออกฤทธิ์ ฤาจะเหิรเกินลงกา” สเปกหลายอย่างทำให้หลายคนที่คิดว่าคุณสมบัติพร้อมต้องตกม้าตาย ต้องพ้นไปด้วยคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายลูกกำหนด วันหน้าหากมีผู้ได้รับการเสนอชื่อมาเป็นกรรมการสรรหามีคุณสมบัติตรงตามรัฐ-ธรรมนูญ แต่ขัดคุณสมบัติตามกฎหมายลูก เขาอาจโต้แย้งร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องมิวุ่นวายไปใหญ่หรืองานนี้ กรธ.ผิดหลง กรรมาธิการดูพลาด และ สนช. ทั้งสภาก็ลงมติผ่านโดยมิได้เอะใจ ใครจะรับผิดชอบ เพราะเหิรเกินกรุงลงกาไปแล้ว

แนะตั้งพรรคใหม่รอไว้ได้เลย

นายสมชัยยังระบุถึงการปลดล็อกการเมือง หลัง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้ว่า ทั้งพรรคการเมือง กรธ. และ กกต. ประสานเสียงให้ คสช.ปลดล็อกพรรคการเมือง ปฏิทินเริ่มนับหนึ่งหากครบกำหนด 90 วัน และ 180 วันแล้ว หากพรรค การเมืองยังทำสิ่งต่างๆ ตามที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรค การเมืองกำหนดไม่เสร็จ จะไม่มีสิทธิ์รับเงินอุดหนุนจากกองทุนพรรคการเมือง และไม่มีสิทธิ์ส่งผู้สมัคร ส.ส. ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นคราวหน้าได้ ปลดล็อก ช้าเพียงไรพรรคเก่ามีโอกาสทำไม่ทัน เตรียมตั้งพรรคใหม่รอได้เลย สิ่งที่นำเสนอเป็นการวิเคราะห์ส่วนตัว มิได้เกี่ยวข้องกับสำนักงาน กกต.แต่ประการใด

ปชป.ไม่แปลกใจ รธน.ตีกรอบไว้

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ระบุว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือน พ.ย.61 นั้น ไม่แปลกใจอะไร เพราะอยู่ในไทม์ไลน์โรดแม็ปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพียงแต่มีความชัดเจนขึ้นอีกระดับหนึ่ง นับว่ามีผลดี เป็นการคลายความกังวลที่หลายฝ่ายเคยมองว่าอาจเกิดอุบัติเหตุในการพิจารณากฎหมายลูกในหมวดเลือกตั้งอีก 2 ฉบับที่เหลือของ สนช. ดูได้จากตลาดหุ้นที่ตอบรับข่าวดีนี้ไปในทิศทางที่ดี เมื่อนายกฯระบุเองว่าจะมีการเลือกตั้งช่วงเดือน พ.ย.2561 เมื่อนายกฯส่งสัญญาณชัดเจนเช่นนี้ คงไม่มีเหตุหรือความขัดแย้งเกิดขึ้นอีก

ยกผลดีเรียกคืนความเชื่อมั่น

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นับเป็นเรื่องดีที่นายกฯ สร้างความชัดเจน ในเมื่อมีความเห็นพ้องว่าจะเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย การเลือกตั้งถือเป็นกระบวนการสำคัญ ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิการมีส่วนร่วมปกครองและบริหารประเทศ ที่สำคัญก่อให้เกิดผลดีด้านความเชื่อมั่นมากกว่าจะให้ประเทศตกอยู่ในสภาวะไม่แน่นอน เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นทั้งจากนักลงทุนไทยและต่างชาติ ว่าประเทศไทยจะเดินตามโรดแม็ปที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ

“สุดารัตน์” ขอทุกฝ่ายคุยกันดีๆ

ช่วงเช้าที่วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม รามอินทรา109 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีมีการเรียกร้องให้ปลดล็อกพรรคการเมือง ว่า ที่ออกมาพูดเรื่องนี้กันมากช่วงนี้ เพราะเกิดความกังวล เนื่องจากกฎหมายที่ออกมา กำหนดให้พรรค การเมืองต้องทำอะไรหลายอย่าง กลัวว่าจะทำไม่ทัน ไม่ใช่ไปเร่งหรือหาเรื่องใคร อยากให้หารือกันไม่อยากให้ตั้งแง่ใส่กัน หากมองด้วยเหตุและผลแล้วมาอธิบายกัน เชื่อว่าจะทำให้การทำงานของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง หรือนักการเมืองที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร คุยกันดีๆได้

จี้ รบ.–คสช.แจงปลดล็อกให้ชัด

เมื่อถามถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุว่า ยังไม่ถึงเวลาปลดล็อกพรรคการเมือง คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลและ คสช. ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าตกลงจะยังไง เพราะเมื่อกฎหมายลูกเสร็จแล้วแต่ยังไม่อนุญาตให้ทำกิจกรรมทางการเมือง จะแก้ปัญหาอย่างไร ฝ่ายกฎหมายรัฐบาล คสช. ต้องเคลียร์ให้ชัดเจน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งบอกว่าพรรคการเมืองต้องทำให้เสร็จ อีกทางหนึ่งไม่ยอมให้ทำกิจกรรม คนปฏิบัติที่ต้องรับผิดชอบทำงานพรรคการเมืองก็ทำตัวไม่ถูก แนวโน้มคงไม่มีเลือกตั้งปี 2561 นักการเมืองและประชาชนไม่มีโอกาสกำหนดเลือกตั้งได้ เมื่อถามถึงกระแสข่าวรัฐบาลจะล้มกฎหมายลูกเพื่อยื้อเวลา คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า รัฐบาลจะทำอะไรขอให้ฟังเสียงประชาชนด้วย

พท.ยังไม่เชื่อจะได้เลือกตั้งไหม

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ระบุว่า จะมีการเลือกตั้งในช่วงเดือน พ.ย.61 ว่า เมื่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับเสร็จ ต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 150 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จะอยู่ประมาณเดือน พ.ย.61 จึงเกิดคำถามว่าการเลือกตั้งต้องแล้วเสร็จภายใน 150วัน หรือภายใน 150 วัน ถึงจะประกาศวันเลือกตั้ง ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้ดี เพราะยังเกิดปัญหาการตีความเรื่องเงื่อนเวลาที่แตกต่างกัน จึงควรให้ผู้รู้ด้านกฎหมายของรัฐบาล และ คสช.ออกมาชี้แจงให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดข้อครหาว่าเป็นความพยายามยืดเวลาหวังอยู่ยาวออกไปอีกหรือไม่ เพื่อความชัดเจนตัดปัญหาความคลางแคลงใจของทุกฝ่าย อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์กำหนดวันเลือกตั้งให้ชัดเจนไปเลย ว่าเราจะเลือกตั้งกันวันไหน พล.อ.ประยุทธ์มักพูดอยู่เสมอว่าไม่ได้ต้องการอยู่เพื่อสืบทอดอำนาจ อย่างนั้นก็ง่ายนิดเดียว ประกาศวันเลือกตั้งออกมาเลย ทุกฝ่ายจะได้สบายใจ

หลังงานราชพิธีต้องปลดล็อกทันที

ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือน พ.ย.61 ก็ควรรีบปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ แต่ควรรอให้พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านพ้นไปก่อน เพื่อให้คนไทยได้แสดงความอาลัยอย่างสมพระเกียรติ หลังจากนั้นควรปลดล็อกเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนและสื่อมวลชนแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทันที เพราะเหลือเวลา 1 ปี แต่พรรคการเมืองมีขั้นตอนต้องเตรียมการจำนวนมาก การเปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ในกรอบของกฎหมาย โดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะถูกคุกคามโดย คสช. จะเป็นการเตรียมความพร้อมประชาชนให้เข้าสู่การเมืองในยุคปฏิรูปตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

ไม่รู้ “ปู” ได้สถานะผู้ลี้ภัยที่อังกฤษ

วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้สถานะ ผู้ลี้ภัยในประเทศอังกฤษ ว่า ยังไม่ทราบ มีแต่ข่าวจากสื่อ จึงยังไม่ใช้คำว่าลี้ภัย เพราะยังไม่แน่ใจต้องไปตรวจสอบก่อน เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศยังไม่ได้คุยอะไรกันมาก เพราะมีเรื่องสำคัญอื่นที่ต้องทำ ส่วนความคืบหน้าเรื่องการเพิกถอนหนังสือ เดินทาง (พาสปอร์ต) ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายปฏิบัติ ยังไม่มีการรายงานมา ที่ผ่านมาถ้าไม่เร่งด่วนอะไรเขาจะไม่รายงาน เมื่อถามว่าหากอังกฤษให้สถานะลี้ภัยแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จริง ไทยคัดค้านได้หรือไม่ นายดอนกล่าวว่า ไม่ทราบยังไม่ได้คุยกัน อย่าเพิ่งไปถึงจุดนั้นยังเป็นเพียงข่าวออกมา

“เอม” เหนื่อยใจแทนพ่อถูกใส่ร้าย

น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ หรือเอม และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้นำข้อความของนายทักษิณที่ทวีตบนทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 9 ต.ค.เรื่องประณามผู้แอบอ้างชื่อหมิ่นเบื้องสูง และประกาศดำเนินคดีกับผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวไปโพสต์ลงอินสตาแกรมของทั้งสองคน โดย น.ส.พินทองทาได้โพสต์ข้อความประกอบด้วยว่า “เห็นใจและเหนื่อยใจแทน กับทุกๆครั้งที่พ่อโดนใส่ร้ายเรื่องนี้ ตลอดเวลาในชีวิตรับราชการ ออกมาทำธุรกิจ เป็นนักการเมือง หรือแม้กระทั่งหลายๆปี ที่พ่อจากประเทศไทยไป ลูกๆทุกคนรู้ว่าพ่อมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย อดทนไว้นะคะพ่อ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ขอให้พ่อเข้มแข็ง และขอให้กำลังใจพ่อค่ะ”

“ชัยฤทธิ์” รับทราบผิดวินัยพาหนี

สำหรับความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเอาผิดทางวินัย พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น.5 เกี่ยวข้องพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนี มีมติให้มีความผิดวินัยข้าราชการตำรวจอย่างร้ายแรงนั้น ล่าสุด พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์เดินทางเข้าพบคณะกรรมการฯ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหากระทำความผิดวินัยร้ายแรง โดย พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ไม่ขอให้ปากคำต่อคณะกรรมการฯแต่จะให้การกับคณะกรรมการสอบสวนคดีวินัยร้ายแรง พร้อมกล่าวน้อมรับผลการสอบสวน ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับคดี และขอไม่ให้บันทึกภาพ

ชง น.1 ตั้งคณะ กก.พิจารณาโทษ

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. กล่าวว่า พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว วันที่ 16 ต.ค. จะประชุมคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ครั้งที่ 3 เพื่อสรุปผลส่งให้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รรท.ผบช.น. ตั้งคณะกรรมการสอบสวนคดีวินัยร้ายแรง มีอัตราโทษปลดออก หรือสูงสุดไล่ออก ถ้าลงโทษขั้นไล่ออกจะไม่ได้บำเหน็จบำนาญ แม้ว่า พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ให้การไม่ตรงกับครั้งแรกว่าพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หนีไปทาง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และไม่ยืนยันว่าผู้หญิงที่นั่งในรถเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งนี้ ด้านคดีอาญายังต้องรอผลตรวจดีเอ็นเอในรถเก๋งโตโยต้าคัมรี และรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีอาญา

เผยผลตรวจดีเอ็นเอยังไม่ชัด

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า กองพิสูจน์หลักฐานรายงานผลการตรวจดีเอ็นเอ พบดีเอ็นเอปนเปื้อน จนไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นดีเอ็นเอของ น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะจบสิ้น แม้ดีเอ็นเอถือว่าเป็นประจักษ์พยาน แต่ยังมีพยานแวดล้อมต้องดำเนินการต่อ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนขั้นตอนการให้ตำรวจสากลออกหมายแดง ยังไม่มีความคืบหน้า ยังไม่ได้รับรายงาน อย่างไรก็ตาม ศาลแขวงพระนครใต้ ได้ออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์เพิ่มอีกข้อหา คือข้อหาออกนอกประเทศไม่ตามช่องทาง ตามที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองร้องทุกข์ดำเนินคดี จนถึงขณะนี้ทุกขั้นตอนในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการครบถ้วนแล้ว

อายัด “เสี่ยเปี๋ยง” อีก 2.3 พันล้าน

ขณะที่ พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รักษาราชการแทน เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 19/2560 ว่าก่อนหน้านี้ที่ประชุมเคยมีมติให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด การทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ของนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง กับพวกไปแล้ว 9 ครั้ง รวมมูลค่าทรัพย์สิน 13,000 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 25 ส.ค.60 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 ว่า น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร บุตรสาวของนายอภิชาติ ร่วมกระทำผิดในคดีทุจริตจำนำข้าวด้วย ปปง.สืบสวนขยายผลหาทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพิ่มเติม ตรวจพบ น.ส.ธันยพร ปกปิดอำพรางทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด ให้บุคคลอื่นถือหุ้นในบริษัททีซีพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด แทน คณะกรรมการมีมติให้อายัดทรัพย์สินเพิ่มอีก 25 รายการ มูลค่า 2,300 ล้านบาท รวมทรัพย์สินที่อายัด 15,300 ล้านบาท

“บิ๊กตู่” เบิร์ธเดย์ “บิ๊กป๊อก-ดร.กบ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุม ครม. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ได้อวยพรวันคล้ายวันเกิดให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายอำพน กิตติอำพน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ต.ค. โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอวยพรให้มีความสุข ขอบคุณสำหรับการทำงาน และเป็นกำลังใจให้คนอื่นที่ทำงานร่วมกันมา

ปัดคุยนำเข้าเนื้อหมูกับ “ทรัมป์”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวภายหลังประชุม ครม. ถึงกระแสข่าวโจมตีว่าไปทำความตกลงนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาว่า เป็นเรื่องการพิจารณาของคณะกรรมการร่วมไทย-สหรัฐฯ ยังไม่มีการตกลงอะไรทั้งสิ้น และประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาไม่ได้พูดกับตนโดยตรง เป็นเรื่องของ รมว.พาณิชย์คุยกัน แต่ได้สั่งการ ให้หารือร่วมกัน เราต้องดูกฎหมายระหว่างประเทศ พันธะสัญญาต่างๆด้วย เพราะกฎหมายเราอาจไม่ตรงกับสหรัฐฯ ต้องพิจารณาตรงนี้ด้วย ส่วนการใช้บัตรผู้มีรายได้น้อย แม้เป็นเงินไม่มากนัก แต่ทราบว่าประชาชนดีใจ เพราะแบ่งเบาภาระไปได้บ้างถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่รัฐบาลได้ทำในเวลานี้ และตรงเป้าหมาย หลายเรื่องเราดูแลอยู่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต หากไม่ทำจะเกิดปัญหา

รบ.โต้ข่าวลือโจมตีบัตรคนจน

อีกเรื่องที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุม ครม.ถึงกระแสข่าวลือในโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อาทิ มีการนำบัตรไปแลกเงินสดแทนที่จะไปแลกสินค้าจำเป็น มีการหักค่าหัวคิว อาจมีบางส่วนที่ทำแบบนี้ ถ้าใครมีข้อมูลขอให้แจ้งเพื่อตรวจสอบเอาผิดผู้ทุจริต เงินเหล่านี้จะไหลเข้ากระเป๋าเจ้าสัวนั้น เป็นไปไม่ได้ไม่ใช่เรื่องจริง ทั้งหมดเป็นความพยายามทำลายความน่าเชื่อถือรัฐบาล

ครม.อนุมัตินโยบาย-แผนมั่นคง

พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบนโยบายและแผนงานระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ.2560-2564) ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ ประกอบด้วย 16 นโยบาย 19 แผนงาน อาทิ แผนการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์ ในการส่งเสริมประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม แผนการข่าวกรองและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงระยะยาว แผนการเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าด้วยการเสริมสร้างความเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันฯ ควบคู่ไปกับการติดตามและเฝ้าระวังการเผยแพร่ข้อมูลที่กระทบต่อความมั่นคงเกี่ยวกับสถาบัน แผนการสร้างความสามัคคีปรองดอง และแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์ เป็นต้น

“ธีรยุทธ” กระตุกปมคนจนถูกเมิน

วันเดียวกัน เวลา 13.00 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอิสระ กล่าวเปิดงานสัมมนา “คนจนในบริบทที่เปลี่ยนไปในสังคมปัจจุบัน” จัดโดยสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย ว่า วาทกรรมคนจนมีการผันแปรสถานะของมันมาตลอด เริ่มต้นช่วงหนึ่งสังคมไทยสนใจคนจนมาก มีสมัชชาคนจนที่ค่อนข้างมีพลังมาก สังเกตดูเหมือนว่าวาทกรรมนี้อ่อนแรงลงไป แต่ไม่ใช่หมายความว่าปัญหาคนจนหายไป อาจมีความรุนแรงขึ้นด้วยซ้ำ แต่วาทกรรมคนจนเปลี่ยนไป โดยมุ่งไปสู่ชนบทในเรื่องของรากหญ้า และเกษตรกรมากกว่า ส่วนคนจนเมืองดูเหมือนได้รับความสนใจเหลียวแลน้อยลง และถูกขับไสค่อนข้างมาก จากการปรับปรุงเมืองเพื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว

สับ “ประยุทธ์” ความคิดสับสน

“เมื่อเร็วๆนี้ให้ข้อสังเกตกับตัวเองว่า ผมได้ลดฐานะจากชนชั้นกลางมาเป็นชนชั้นล่าง โดยสังเกตจากพฤติกรรมของตัวเองที่คำนวณจากค่ากินอยู่ ค่าใช้จ่ายมากขึ้น จากที่ทำอะไรตามใจชอบกลายเป็นทำอะไรต้องระวังมากขึ้น คุยกับคนขับรถแท็กซี่พบว่าคนจนมีภาวะสับสนทางความคิดสูง เขาไม่ค่อยบ่นว่าเขายากจน ผมคิดว่าคงจนจนชิน แต่มีความหวั่นไหวว่าอนาคตจะทำอย่างไรดี เช่น จะเลิกขับรถแล้วกลับบ้านที่ต่างจังหวัดดีหรือไม่ ถ้ากลับบ้านแล้วจะทำอย่างไรต่อไป สิ่งนี้สะท้อนภาวะทางจิตใจของคนจนว่าค่อนข้างสับสนพอสมควร เช่นเดียวกับชนชั้นกลางมีลักษณะขาดความมั่นใจในอนาคตของตัวเอง มีความรู้สึกว่าสถานะอาชีพและรายได้กำลังมีปัญหา คิดว่าชนชั้นกลางโดยส่วนใหญ่กำลังเลื่อนสถานะลง ความสับสนอันนี้ที่เกิดขึ้นทั้งคนจน ชนชั้นกลาง บางทีอาจรวมไปถึงระดับผู้นำ อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ผมก็คิดว่าแกสับสนทางความคิดเหมือนกัน ว่าโรดแม็ปที่แกตั้งก็ยังสับสนอยู่ว่าจะเลือกตั้งช่วงไหน ความสับสนจึงเป็นสภาวะปกติในขณะนี้ของสังคมไทย” นายธีรยุทธกล่าว

เฉ่งไม่เข้าใจรากหญ้าถ่องแท้

นายธีรยุทธกล่าวต่อว่า จากการสังเกตการบริหารงานของรัฐบาลมา 3 ปี คิดว่ามุมมองของรัฐบาลกระบวนทรรศน์ของ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ไม่สนใจปัญหาคนจนเท่าที่ควร พล.อ.ประยุทธ์เข้าใจปัญหาคนจนไม่พอเพียง ขาดการบูรณาการมิติทางอำนาจสิทธิ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนจน ท่านพูดเกี่ยวกับคนจนเยอะ แต่เป็นการพูดถึงโดยไม่ทั่วถึง ที่พูดถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงในสังคม นอกจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในทางการเมืองก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ข้อสังเกตสั้นๆ คือ การเมืองไทยภายใต้ การนำของ คสช. ได้ถอยห่างออกจากการเคารพประชาชน ถอยห่างออกจากความตั้งใจที่จะกระจายอำนาจให้ประชาชน ที่เคยเป็นแนวความคิดทางการเมืองไทยในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา นี่คือข้อสังเกตใหญ่ 2 ประการที่มีต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์