วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯ มอบรางวัล 4 จังหวัดสะอาด กำจัดขยะมูลฝอย

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิธีมอบรางวัลการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชน "จังหวัดสะอาด" ระดับประเทศ ประจำปี 2560

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 60 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นประธานพิธีมอบรางวัลการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชน "จังหวัดสะอาด" ระดับประเทศ ประจำปี 2560 จำนวน 18 จังหวัด ได้แก่ ระดับประเทศ จำนวน 4 จังหวัด และระดับกลุ่มจังหวัด จำนวน 14 จังหวัด โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และเครือข่ายประชารัฐที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การคัดแยกขยะต้องเริ่มต้นจากประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างจิตสำนึก โดยเริ่มต้นจากในบ้านของเราทุกคน เมื่อบ้านสะอาด หน้าบ้านก็ต้องสะอาดด้วย รวมถึงสถานที่สาธารณะ ที่ทำงาน ขอให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานต้องช่วยกัน ทั้งส่วนภูมิภาคและในกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ประเทศไทยสะอาด เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยว การบริหารจัดการขยะต้องเริ่มต้นจากต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ขอให้ทุกคนนำไปปฏิบัติ และเร่งสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนให้กว้างขวางมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมภาคีประชารัฐ และจิตอาสาในเรื่องการลดและคัดแยกขยะมูลฝอยที่ครัวเรือนและในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำกลับไปใช้ประโยชน์ใหม่ให้เกิดประโยชน์และเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อน รวมถึงการส่งเสริมจิตสำนึกให้แก่เด็ก เยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้เข้าใจ และเชิญชวนสมาชิกในบ้านร่วมกันแยกขยะ และขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความสำคัญ และนำนโยบายเรื่องการบริหารจัดการขยะไปปฏิบัติในพื้นที่ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม และกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาขยะให้มีความยั่งยืนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป และสุดท้ายขอขอบคุณทุกหน่วยงาน และประชาชนทุกคนที่ร่วมกันแยกขยะ และทำให้บ้านเมืองมีความสะอาด

ด้าน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 เห็นชอบแผนปฏิบัติการ "ประเทศไทยไร้ขยะ" ตามแนวทาง "ประชารัฐ" ประจำปี พ.ศ. 2559-2560 มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมปลอดขยะ (Zero Waste Society) โดยให้จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอยตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม มีเป้าหมาย คือ ปริมาณขยะมูลฝอยที่เข้าสู่ระบบกำจัดที่ปลายทางลดลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2559 และร้อยละ 100 ของหมู่บ้าน/ชุมชนทั่วประเทศ มีการจัดตั้ง "จุดรวมขยะอันตราย" อย่างน้อยหมู่บ้าน/ชุมชนละ 1 แห่ง และดำเนินการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการดังกล่าว ผ่านกลไกความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในลักษณะ "ประชารัฐ" คือ ภาคราชการ ภาคการศึกษา ภาคศาสนา ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม/ประชาชน ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหมู่บ้าน/ชุมชน ภายใต้หลักการ "3Rs" คือ Reduce Reuse Recycle หรือ 3 ช คือ ใช้น้อยลง ใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่" โดยให้เริ่มดำเนินการคัดแยกขยะมูลฝอยในพื้นที่ส่วนราชการทุกแห่ง เพื่อเป็นต้นแบบ และขยายผลไปยังหมู่บ้านและชุมชนในพื้นที่ รวมทั้งให้รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น สถานที่สาธารณะ แหล่งท่องเที่ยว ถนนสายหลักและถนนสายรองในพื้นที่ ตลอดจนกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นวางแผนระบบการเก็บและขนขยะมูลฝอยให้สอดคล้องกับการคัดแยกขยะมูลฝอยของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งกระบวนการจัดการขยะมูลฝอยทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ปริมาณขยะมูลฝอยก่อนเข้าสู่ระบบกำจัดที่ปลายทางลดลง ร้อยละ 5.25 เมื่อเทียบกับปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2559 และมีการจัดตั้ง "จุดรวมขยะอันตราย" ในหมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 65,842 แห่ง จากจำนวนหมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 85,416 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 77.1

สำหรับจังหวัดที่มีผลการปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนดีเด่น จำนวน 18 จังหวัด ได้แก่ ระดับประเทศ จำนวน 4 จังหวัด ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 จังหวัดลำพูน รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 จังหวัดพิจิตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 จังหวัดลพบุรี และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 จังหวัดตรัง ระดับกลุ่มจังหวัด จำนวน 14 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดแพร่ จังหวัดสตูล จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดปทุมธานี จังหวัดชุมพร จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดจันทบุรี