วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลูกหนี้ขั้นเทพ

โดย ทนายเจมส์

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มีเรื่องราวดีๆ มาฝากเช่นเคย หลายท่านคงเคยเป็นลูกหนี้ และมีหลายท่านก็เคยเป็นเจ้าหนี้ ประสบการณ์ของแต่ละท่านคงจะแตกต่างกันออกไปนะครับ เนื่องจากวินัยทางการเงินของแต่ละคนแตกต่างกัน วันนี้ผมมีเรื่องราวที่ผมไปพบเจอมาเกี่ยวกับการดำเนินคดีผิดสัญญากู้ยืมเงิน จากคนที่เป็นเจ้าหนี้อยู่ดีๆ กลับต้องกลายมาเป็นจำเลยในคดีอาญา ข้อหาปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอมเสียเอง จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้คืออะไร ติดตามนะครับ

เรื่องมีอยู่ว่าลูกหนี้ขอยืมเงินจากเจ้าหนี้เป็นเงินจำนวน 500,000 บาท โดยทำสัญญากู้ยืมเงิน พร้อมกับนำโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนจำนองที่สำนักงานที่ดินเรียบร้อย ซึ่งดูเหมือนว่าเรื่องราวจะรัดกุมดี เนื่องจากจัดทำเอกสารต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นคนกลาง ไม่มีส่วนได้เสียในนิติกรรมดังกล่าว แต่แล้วก็มีปัญหาจนได้ครับ

ในวันเดียวกัน เจ้าหนี้กับลูกหนี้ตกลงกัน ด้วย "สัญญาปากเปล่า" ว่าหากลูกหนี้ค้างชำระดอกเบี้ย และไม่ยอมมาไถ่ถอนภายในกำหนดเวลาห้าปี ยินยอมให้เจ้าหนี้โอนที่ดินที่ได้จำนองเป็นหลักประกันดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้ได้ทันที โดยลูกหนี้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ พร้อมกับมอบเอกสารสำคัญให้แก่เจ้าหนี้ ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของลูกหนี้ พร้อมทั้งระบุว่าให้มีอำนาจในการไถ่ถอนจำนอง และซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวข้างต้น

เมื่อครบกำหนดเวลาไถ่ถอนตามที่ตกลงกัน ลูกหนี้เงียบหายไม่มีเงินชำระค่าดอกเบี้ย โทรติด แต่ไม่รับ โทรกลับก็ไม่เคยมี เจ้าหนี้จึงตัดสินใจนำโฉนดที่ดินพร้อมทั้งเอกสาร ซึ่งลูกหนี้ได้มอบไว้ให้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นของตนเองตามที่ได้ตกลงกันด้วย "สัญญาปากเปล่า" โดยได้แจ้งให้ลูกหนี้ทราบล่วงหน้าแล้ว แต่มิได้มีพยาน หรือเอกสารอย่างอื่นที่แสดงการให้ความยินยอมในการโอนกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ดังกล่าว

เมื่อเจ้าหนี้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเรียบร้อยแล้ว ลูกหนี้ก็ไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ อ้างว่าถูกปลอมลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน จุดเปลี่ยน คือ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนำเอกสารที่มีลายมือชื่อของลูกหนี้ และตัวอย่างลายมือชื่อของลูกหนี้ไปตรวจสอบ ผลปรากฏว่า ลายมือชื่อของลูกหนี้ในเอกสารต่างๆ ดังกล่าวนั้น เป็นลายมือชื่อปลอม เจ้าหนี้จึงถูกดำเนินคดีในข้อหาปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ประกอบ มาตรา 268 และศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษเจ้าหนี้เป็นที่เรียบร้อยครับ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำพิพากษา

บทเรียนที่ได้จากเรื่องนี้ คือ

1. "สัญญาปากเปล่า" ไม่สามารถที่จะนำมาใช้อ้างอิงในทางคดีได้ แม้คดีที่มีเอกสารหรือสัญญาอย่างชัดเจน คู่กรณีก็ยังไม่ยอมรับจนต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาด ดังนั้น สัญญาปากเปล่ายิ่งไม่สามารถที่จะยืนยันอะไรได้เลยในทางคดี

2. นอกจากการให้ลูกหนี้ลงลายมือชื่อในเอกสารแล้ว ควรจะมีพยานที่เป็นคนกลาง และไม่มีส่วนได้เสียกับคู่กรณี รับรู้เรื่องราว เอกสาร และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันที่ทำสัญญา

3. วันที่ในสัญญาเป็นสาระสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าเหตุการณ์ในวันดังกล่าวนั้น เป็นจริงหรือไม่ หากลงวันที่ทำสัญญาไม่ตรงตามความจริง และปรากฏว่าในวันดังกล่าวตัวลูกหนี้ไปอยู่ในสถานที่อื่น โดยมีหลักฐานประกอบ เช่น ภาพถ่าย หลักฐานการเดินทางโดยเครื่องบิน หลักฐานการลงเวลาทำงาน ฯลฯ อาจจะเป็นข้อต่อสู้ให้แก่ลูกหนี้ได้

4. ถ่ายภาพในขณะลงนามในสัญญา หรือส่งมอบทรัพย์สิน หรือเงินให้แก่ลูกหนี้ หลักฐานการโอนเงิน

5. เก็บเอกสารสำคัญเกี่ยวกับลูกหนี้ไว้ให้มากที่สุด พร้อมกับให้ลูกหนี้ลงนามรับรองความถูกต้องในเอกสาร และระบุขอบวัตถุประสงค์ในการส่งมอบเอกสารสำคัญให้แก่เจ้าหนี้ว่านำไปใช้ เพื่อการใด

สำหรับใครที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย และต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ

Facebook : ทนายเจมส์ LK

ทนายเจมส์