วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เสริมภูมิคุ้มกัน "หญิงไทย" เติมความรู้สู้ "เพชฌฆาตร้าย"โรคมะเร็งเต้านม

รู้เร็ว..."รักษาหาย"

ป่วย...มะเร็งเต้านมพุ่ง!!

โรคร้ายที่เป็นเสมือนภัยเงียบคุกคามและสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้หญิงไทย เพราะนับวันจำนวนผู้ป่วยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นปีละ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต การไม่ออกกำลังกาย กินอาหารไขมันสูง การไม่แต่งงาน การไม่มีลูก และการที่ไม่ให้ลูกกินนมแม่ ล้วนมีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านมทั้งสิ้น

ข้อมูลจากองค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติปี 2555 พบว่า มะเร็งเต้านมพบมากเป็นอันดับ 1 สำหรับมะเร็งในเพศหญิง โดยอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งเต้านมในประเทศไทยมีอัตราผู้ป่วยอยู่ที่ 28.5 ต่อแสนประชากรในเพศหญิง นอกจากนี้ หากเจาะลึกลงไปจะพบจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในแต่ละปีอยู่ที่ 12,613 คน และยิ่งน่าเศร้ามากขึ้นไปอีก คือหากลงลึกไปถึงจำนวนผู้เสียชีวิตจะพบว่า ในจำนวนผู้ป่วย 12,613 คนนั้น มีถึง 2,896 คน ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับโรคมะเร็งเต้านม นั่นเท่ากับว่าจะมีครอบครัวจำนวนมากที่ต้องสูญเสียสมาชิกอันเป็นที่รักให้กับ “เพชฌฆาตร้าย” อย่างมะเร็งเต้านม

ทั้งๆที่มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาให้หายได้ผลดีที่สุด ในกลุ่มของโรคมะเร็งที่พบในสตรีไทย เพียงแต่เราทุกคนต้องรู้จักดูแลและระวังเสมอว่า ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้เท่ากัน ทุกคนจึงต้องใส่ใจตัวเอง โดยเริ่มจากการคลำตรวจเต้านมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของเต้านม

เพราะหมอที่ดีที่สุดคือตัวของเราทุกคน โดยหากพบความผิดปกติ เช่น คลำเต้านมแล้วพบก้อนเนื้อ เต้านมบุ๋ม หัวนมมีของเหลวไหลออกมา เป็นต้น ก็จะได้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง และหากพบว่าเป็นเนื้อร้ายจริงๆจะได้ทำการตรวจรักษาอย่างถูกต้องตรงจุดและทันท่วงที

เพราะ “มะเร็งเต้านม” หากตรวจพบเร็ว โอกาสที่จะหายยิ่งเพิ่มมากขึ้น

พล.ต.รศ.นพ.วิชัย วาสนสิริ ผอ.ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลจุฬาภรณ์และนายกสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความน่ากลัวของมะเร็งเต้านมว่า ในเดือน ต.ค.ของทุกปี ถือเป็นเดือนแห่งการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมสากล เพื่อทำให้คนตื่นตัวเรื่องมะเร็งเต้านม และสนใจสุขภาพของตัวเอง โดยจะเน้นเรื่องการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง รวมถึงการตรวจเต้านมด้วยการทำเอกซเรย์ หรือการทำแมมโมแกรม เพื่อให้เพศหญิงตระหนักว่า มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่พบได้บ่อย แต่สามารถรักษาให้หายได้หากพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก โดยหากพบในระยะ 0-1 โอกาสการหายจะมีมากกว่า 95%, ระยะ 2 อยู่ที่ 90%, ระยะ 3 อยู่ที่ 60% และระยะ 4 อยู่ที่ 30% สำหรับอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยอยู่ที่ 30 คนต่อแสนประชากร ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 5-6 ปีที่ผ่านมา การสร้างความตระหนักให้สตรีไทยตรวจเต้านมด้วยตัวเองจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญ

“ปัจจุบันปัจจัยที่พบโรคมะเร็งเต้านมมากขึ้นส่วนหนึ่งเพราะเรามีการตื่นตัว มีสื่อ มีการรณรงค์ให้สตรีตรวจแมมโมแกรมทำให้ตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคยังไม่แน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงมาจากการใช้ยาฮอร์โมนเป็นเวลานาน มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมตั้งแต่วัยก่อนหมดประจำเดือน การหมดประจำเดือนเมื่ออายุมาก การเริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย และการไม่มีบุตรหรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี ขณะที่สาวโสดไม่เคยผ่านการตั้งครรภ์และให้นมบุตรจะเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงมากกว่ากลุ่มที่แต่งงานมีบุตร ส่วนการศัลยกรรมยังไม่มีการวิจัยว่าไปกระตุ้นก่อให้เกิดมะเร็งเต้านม แต่การเสริมเต้าก็ควรระมัดระวังในการตรวจคัดกรองเพราะมีผลทำให้ตรวจยากมากขึ้น ซึ่งการรับมือที่ดีที่สุดคือการรู้เท่าทันโรคหากตรวจพบไวจะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายได้มากขึ้น” พล.ต.รศ.นพ.วิชัย ขยายภาพปัจจัยการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

ด้าน นพ.ธัช อธิวิทวัส หน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ไม่มีใครอยากถูกรักษามะเร็งเต้านม ถึงแม้จะเป็นระยะเริ่มต้นก็ตาม ดังนั้นการมองหามะเร็งเต้านมก่อนระยะเริ่มต้นหรือระยะก่อนเป็นได้จะดีที่สุด โดยทางการแพทย์มีข้อแนะนำว่าผู้หญิงที่อายุเกิน 30 ปีขึ้นไป ควรจะคลำเต้านมด้วยตัวเองอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วง 10 วัน หลังจากหมดประจำเดือน เนื่องจากเต้านมในช่วงนั้นจะคลำง่าย เพราะช่วงหลังมีประจำเดือน 10 วัน เต้านมจะเหี่ยวไม่คัดเต่งตึงเหมือนตอนก่อนมีประจำเดือน จึงเป็นช่วงที่เหมาะกับการตรวจคลำที่สุดและทุกคนมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้หมดไม่ว่าจะเต้าเล็กหรือเต้าใหญ่ ซึ่งหากพบความผิดปกติ วิธีการตรวจที่ดีที่สุดคือการทำเอกซเรย์เต้านมหรือการทำแมมโมแกรม ซึ่งในประเทศไทยแนะนำให้ทำในช่วง 50 ปีขึ้นไป และการพบรอยโรคเร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายมากขึ้น เพราะก้อนมีขนาดเล็กทำให้การกำจัดเนื้อร้ายได้ผลดี

“สำหรับการรักษานั้นมีหลายวิธี ทั้งการผ่าตัด ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดเอาเต้านมออกทั้งหมด และผ่าตัดแบบสงวนเต้านม การให้ยา ทั้งยาคีโม ยาต้านฮอร์โมน และยารักษาแบบมุ่งเป้า ซึ่งยากลุ่มนี้มีข้อมูลใช้ได้ในบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิด HER-2 เป็นผลบวก และการฉายแสง โดยในการรักษานั้นจะไม่เหมือนกันทุกคนต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งการรักษาทั้งหมดครอบคลุมอยู่ในทั้ง 3 สิทธิการรักษา ทั้งสิทธิข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง” นพ.ธัช เล่าถึงแนวทางการรักษาโรคมะเร็งเต้านมและสิทธิการรักษา

ทีมข่าวสาธารณสุข มองว่า การเสริมสร้างองค์ความรู้และสร้างความตื่นตระหนักแต่ไม่ตื่นตระหนกให้กับประชาชนทุกเพศทุกวัยได้รู้เท่าทัน เพชฌฆาตร้ายอย่าง “มะเร็งเต้านม” ถือเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะหัวใจสำคัญและดีที่สุดในการสกัดและป้องกันโรคร้ายคงมีแต่ตัวเราเองเท่านั้น ที่จะสามารถรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกายและจุดซ่อนเร้นของตัวเองได้ดีที่สุด

เพราะ “มะเร็งเต้านม” เป็นโรคที่รู้เร็วรักษาหายได้.

ทีมข่าวสาธารณสุข