วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เก็บค่าใช้น้ำ


กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาทันที เมื่อมีการจุดกระแสข่าวเรื่องการที่รัฐจะเก็บค่าใช้น้ำจากเกษตรกร บ้างก็เรียกว่า “ภาษีน้ำ” ซึ่งการใช้คำว่า “ภาษี” ทำให้เกิดความรู้สึกลบขึ้นมา จะด้วย ความจงใจหรือไม่ก็ตาม

หลังจากนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมไปถึง ต้นตอผู้ที่ให้ข่าว อย่าง นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ก็ออกมาชี้แจงกันเป็นพัลวันก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามกลายเป็นประเด็นที่มวลชนคนเกษตรลุกขึ้นมาต่อต้านทุกหย่อมหญ้าว่า โดยหลักการจะไม่มีการเก็บค่าใช้น้ำจากเกษตรกรรายย่อย แต่รายใหญ่คงไม่รอดตาตะแกรงของ พ.ร.บ.ฉบับนี้

เพื่อไขความจริงให้กระจ่าง จึงต้องตามไปดูที่มาที่ไปของ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ กันว่า แท้จริงแล้วกฎหมายฉบับนี้ต้องการอะไรกันแน่

พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ถูกยกร่างขึ้นโดยกรมทรัพยากรน้ำ ตั้งแต่ปี 2545 หรือเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เพื่อต้องการให้มีกฎหมายแม่บทในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ และเกือบจะได้ออกมา เป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ ซึ่งใกล้เคียงที่สุดก็ในปี 2550 ที่รัฐบาลส่งให้ สนช.พิจารณาตราเป็นกฎหมาย แต่สุดท้ายอายุของ สนช.ก็สิ้นสุดลงก่อน ขณะที่รัฐบาลสมัยต่อมามีมติไม่ยืนยันร่าง พ.ร.บ.ที่ค้างการพิจารณาอยู่ในรัฐสภาทั้งหมด กฎหมายจึงตกไป

สุดท้าย พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำก็ค้างเติ่ง เพราะ การเมืองผันผวน มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หลายครั้ง จนมาถึงรัฐบาลปัจจุบันที่ปัดฝุ่นกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อปี 2558 จนมาถึงขั้นตอนการพิจารณาของ สนช.ในปัจจุบัน

จบที่มาที่ไปของกฎหมายฉบับนี้กันไปแบบฉบับรวบรัด ลองมาดูไส้ในของตัวกฎหมายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียง ตีความกันในประเด็นการเก็บค่าน้ำ

ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของกฎหมายไว้ข้อหนึ่งว่า จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรน้ำที่เป็นธรรมและเหมาะสม โดยแบ่งการใช้น้ำออกเป็น 3 ประเภท ประเภทที่ 1 คือ การใช้น้ำเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน รวมทั้งการใช้น้ำตามจารีตประเพณี ซึ่งเป็นการใช้น้ำของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ส่วนนี้ไม่ต้องขออนุญาตการใช้น้ำ

ประเภทที่ 2 คือ การใช้น้ำในปริมาณมากเพื่อการอุตสาหกรรมหรือการเกษตรเพื่อการพาณิชย์ การประปา การท่องเที่ยว ส่วนประเภทที่ 3 คือ การใช้น้ำในปริมาณมากอันส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง หรือส่งผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ โดยประเภทที่ 2 และ 3 ต้องมีการขออนุญาตการใช้น้ำ หรือจะถูกเก็บค่าใช้น้ำนั่นเอง

การแบ่งประเภทในส่วนนี้เองที่ยังเป็นปัญหา เพราะต้องไปออกเป็นกฎกระทรวงกำหนดรายละเอียดที่ชัดเจน ซึ่งล่าสุดทาง พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ของ สนช. ก็ออกมาระบุว่า ได้ให้กรมทรัพยากรน้ำไปจัดทำหลักเกณฑ์การแบ่งประเภทเกษตรกรที่จะออกเป็นกฎกระทรวงมาให้ใหม่

เนื่องจากกฎกระทรวงเดิมที่เสนอมา ใช้การแบ่งประเภทเกษตรกรโดยวัดจากจำนวนที่นา และจำนวนสัตว์เลี้ยงเพียงอย่างเดียว ยังไม่ครอบคลุมรายละเอียดเพียงพอ

และยังบอกด้วยว่า กว่าที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้คงต้องใช้เวลา อีกพอสมควร เพราะจะต้องออกกฎกระทรวงมารองรับจำนวน 27 ฉบับ เพราะร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ไม่ได้มีแค่เรื่องการเก็บค่าใช้น้ำเพียงอย่างเดียว ยังมีเรื่องการจัด

องค์กร การแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม การอนุรักษ์พัฒนาทรัพยากรน้ำ สาธารณะ รวมไปถึงการกำหนดความรับผิดทางอาญา และทางแพ่ง ในกรณีที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำอีกด้วย

คงต้องลุ้นกันว่า การแบ่งประเภทเกษตรกรที่จะออกเป็นกฎกระทรวงต่อไปในอนาคตนั้น จะใช้เกณฑ์อะไรที่จะมารับประกันได้ว่าเกษตรกรรายย่อยตัวจริงเสียงจริงจะไม่ได้รับผลกระทบ

หลักเกณฑ์ง่ายที่สุดนอกจากขนาดของฟาร์มก็คงต้องไปดูเรื่องรายได้ของเกษตรกรมาประกอบด้วย จะไปเก็บค่าใช้น้ำจากคนจนก็คงไม่ไหว มีที่นามากก็ใช่ว่าจะร่ำรวย ยิ่งทำนาก็ยิ่งจนต้องขายที่ดินทำกินเพื่อเลี้ยงชีวิตก็มีให้เห็นกันถมไป จนที่นาตกไปเป็นของนายทุนกันก็มาก

ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ จะออกเกณฑ์อย่างไรที่จะสามารถเก็บค่าน้ำจากนายทุนรายใหญ่ เจ้าของกิจการทั้งหลายได้อย่างแท้จริง โดยไม่เปิดช่องโหว่ให้เล็ดลอดกันออกไปได้ เพราะการจัดการน้ำของประเทศล้วนมีต้นทุน จะปล่อยให้ชุบมือเปิบเหมือนที่แล้วมาคงไม่ได้.

สมพิศ ศรีนาค รายงาน