วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แก่นแท้! กลยุทธ์ อะไรควรไม่ควรทำ

Michael Porter กูรูด้านกลยุทธ์พูดไว้ว่า “The essence of strategy is choosing what not to do.” “แก่นแท้ของกลยุทธ์ คือ การเลือกว่าอะไรไม่ควรทำ” สิ่งที่เรารู้ว่าจะทำได้ไม่ดี ก็ควรเลือกที่จะไม่ทำเพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งของคนอื่นและตัวเรา 

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” หลังจากมีข่าวได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ชัชชาติ ระบุว่า การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากมีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน มีระยะเวลายาวไม่น้อยกว่า 20 ปี และหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยมีหน้าที่ดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้ คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติยังมีหน้าที่ภาระงานสำคัญที่ต้องใช้เวลา ความทุ่มเทอย่างมาก ซึ่งตนไม่ได้มีความเข้าใจในแนวคิดและหลักการของยุทธศาสตร์ชาติอย่างถ่องแท้

นอกจากนี้ ยังติดภาระงานประจำที่เป็นพนักงานเต็มเวลาของบริษัทมหาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระด้านครอบครัว จึงไม่สามารถที่จะทำหน้าที่กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างเต็มกำลัง จึงขอไม่รับตำแหน่ง

ย้อนไปปลายเดือนสิงหาคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ออกประกาศคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีฉบับที่ 2 เรื่องการรับสมัครและการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี มธ. พ.ศ.2560 โดยมี นายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มธ.

โดยได้ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากหน่วยงานต่างๆของ มธ. ซึ่งมีทั้งหมด 45 คน โดย 5 ลำดับแรกที่หน่วยงานเสนอชื่อมากที่สุด คือ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ ได้รับการเสนอชื่อจาก 49 หน่วยงาน, ศ.ดร.กำชัย จงจักรพันธ์ 33 หน่วยงาน, ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ 26 หน่วยงาน, ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล 18 หน่วยงาน และ ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต 14 หน่วยงาน

แล้วก็ให้นึกถึง “การเลือกอธิการบดี มธ.คนใหม่” จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ ของ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อาจารย์นิพนธ์ เกริ่นนำให้ฟังว่า อดีตอาจารย์และอาจารย์ มธ.หลายคนปรารภกับผมเรื่องความกังวลในการสรรหาอธิการบดี มธ.คนใหม่ ...สิ่งที่อาจารย์เหล่านั้น รวมทั้งตัวผมเองเป็นห่วงเป็นใยมาก คือ...แนวโน้มที่ธรรมศาสตร์จะได้อธิการบดีคนใหม่ ซึ่งเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยมาติดต่อกันกว่า 13 ปี

“หากเป็นไปตามคาดหมาย ทีมบริหารของอธิการบดีคนใหม่ก็อาจจะเป็นทีมเดิมที่ทำงานในตำแหน่งรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี และคณบดีมหาวิทยาลัยติดต่อกันตลอด 13 ปี...เพียงแต่สลับตำแหน่งกัน เมื่อมีการเปลี่ยนตัวอธิการบดีเท่านั้น”

แน่นอนว่าอาจารย์นิพนธ์ก็ลังเลใจที่จะเขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ถึงชาวธรรมศาสตร์ เพราะผู้บริหารชุดนี้หลายคนต่างก็เป็นเพื่อนที่รักใคร่ และให้ความนับถือทั้งในทางวิชาการ...การบริหาร อีกทั้งท่านเหล่านี้ต่างก็มีส่วนสำคัญในการพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำเร็จในเรื่องการผลักดันนำ มธ.ออกจากระบบราชการ แต่ขณะนี้มีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล จึงต้องมีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

“เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนและการวิจัยให้รุดหน้าเท่าเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชีย รวมทั้งการไล่ทวงมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบราชการก่อน และบัดนี้มหาวิทยาลัยเหล่านั้นมีผลการดำเนินงานทางวิชาการที่ล้ำหน้ากว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”

ไม่ว่า...เราจะใช้เกณฑ์การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของสถาบันจัดอันดับใดก็ตาม ข้อมูลระบุตรงกันว่า ธรรมศาสตร์มิได้อยู่ในอันดับที่น่าพึงพอใจ เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เพราะอย่างเก่ง เราก็อยู่ในอันดับที่ 9-17 ซึ่งต่ำกว่ามหาวิทยาลัยน้องใหม่ด้านเทคโนโลยี

ข้อสังเกต คือ การจัดอันดับของ Times Higher Education (THE) และ QS ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก “ธรรมศาสตร์” ไม่มีชื่อติดอันดับใดๆของมหาวิทยาลัยโลกเลย สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าคณะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์สุขภาพของเรามีผลงานด้อยกว่ามหาวิทยาลัยอื่นที่ออกนอกระบบไปก่อนแล้ว

หรือ...แม้แต่การจัดอันดับ 50 มหาวิทยาลัยของไทยเอง ธรรมศาสตร์ก็ติดแค่อันดับที่ 8 ในด้านการวิจัย และอันดับที่ 6 ในด้านการเรียนการสอน...ในฐานะที่เคยเป็นทั้งศิษย์เก่า อดีตอาจารย์และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ขอพูดตรงๆว่า “น่าห่วงธรรมศาสตร์” มากครับ

นั่นหมายความว่า “ผู้บริหารชุดใหม่” จะต้องมีทีมอาจารย์หนุ่มสาวจากสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม เข้ามาร่วมในสัดส่วนที่มากขึ้น รวมทั้งในอนาคตอันใกล้ ควรจะมีอธิการบดีที่มาจากคณะเหล่านั้น เหมือนในมหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ มจธ. ที่มีผู้บริหารหนุ่มสาวในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมแพทย์ เข้ามาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทำ กล้าทดลอง แถมยังเป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศาล

“ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับบุคคลเหล่านี้ ในฐานะของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะเดียวกัน ผมก็รู้จักอาจารย์หนุ่มสาวของ มธ. ในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรมหลายคน ซึ่งล้วนเป็นผู้มีความสามารถวิชาการสูง มีความใฝ่ฝันที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำมหาวิทยาลัย...”

แต่...น่าเสียดายที่ระบบการเมืองธรรมศาสตร์ไม่เปิดโอกาสให้เขาเหล่านี้

อาจารย์นิพนธ์ฉายภาพต่อไปอีกว่า การที่ธรรมศาสตร์มีผู้บริหารระดับรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการชุดเดิมเป็นเวลาติดต่อกันอย่างยาวนาน เพียงแต่สลับตำแหน่งกัน ทำให้ไม่มีการพัฒนาอาจารย์รุ่นใหม่ให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารในอนาคตเหมือนกับในมหาวิทยาลัย 3-4 อันดับต้นๆของประเทศ ยิ่งกว่านั้น...ในการสรรหาคณบดีหลายคณะ มหาวิทยาลัยไม่เลือกคณบดีที่บุคลากรสายต่างๆของคณะ (โดยเฉพาะสายอาจารย์) เป็นผู้เสนอมาในอันดับแรก

ยกเว้น...คณะเศรษฐศาสตร์ ที่อาจารย์ผู้ได้คะแนนหยั่งเสียงอันดับ 2-3 จะถอนตัวตามสัญญาประชาคมของคณะ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้อาจารย์ในธรรมศาสตร์คงมีความเชื่อว่าถ้าตนสมัครเข้าชิงตำแหน่งอธิการบดีก็คงมีโอกาสริบหรี่มาก เพราะแม้ในทางหลักการกระบวนการสรรหาจะดูเหมือนเป็นระบบเปิดที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในทางความเป็นจริง อาจารย์จำนวนมากรู้ว่าคนที่อยู่นอกกลุ่มผู้บริหารชุดปัจจุบันคงไม่มีโอกาส

เมื่อไม่มี “โอกาส” ก็ไม่ควร “เปลืองตัว” ลงสมัคร

แม้กระบวนการสรรหาจะล่วงเลยมาถึงขั้นตอนที่ใกล้จะได้ตัวอธิการบดีคนใหม่แล้ว แต่คิดว่ายังไม่สายเกินไปที่สภามหาวิทยาลัยจะหาหนทางเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสมัครรับเลือก หรือให้กรรมการสรรหาไปทาบทามอาจารย์ที่มีความสามารถสูง รวมทั้งบุคคลภายนอก (แต่ไม่ควรมีอายุเกิน 55 ปี) เข้ามาสมัคร

โดยสภามหาวิทยาลัยให้ความมั่นใจแก่ชาวธรรมศาสตร์ว่า กระบวนการคัดเลือกจะเป็นกระบวนการที่คัดสรรคนหนุ่มสาวที่มีความรู้ความสามารถมากที่สุด มีความตั้งใจและเป็นคนดี โดยไม่ติดยึดกับตัวผู้บริหารปัจจุบัน

ถึงเวลานี้แล้วอาจจะไม่ทันกาล แต่ก็เสมือนเป็นการจุดประกายเพื่ออนาคต อาจารย์นิพนธ์ ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ตำแหน่งอธิการบดีควรได้บุคคลที่มีอายุ 45-55 ปี เพราะภารกิจเบื้องหน้าเป็นงานที่หนักมาก

“ความท้าทายใหญ่ต่อระบบอุดมศึกษาคือคนที่จบมัธยมปลายที่จะเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา มีจำนวนน้อยกว่าจำนวนที่นั่งที่มหาวิทยาลัยทั้งระบบจะรับได้ นอกจากนี้ เทคโนโลยีด้านการเรียนการสอนสมัยใหม่ผ่านระบบดิจิทัลกำลังทำให้การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยล้าสมัย ระบบการวิจัยของมหาวิทยาลัยไทยก็ไม่สามารถแข่งขันกับมหาวิทยาลัยในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นจีน สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย...ถ้าหากผู้บริหารชุดใหม่ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ ธรรมศาสตร์คงกลายเป็นมหาวิทยาลัยปลายแถว”

“ธรรมศาสตร์” ควรอยู่ในมือของอาจารย์และผู้บริหารหนุ่มสาวรุ่นใหม่.