วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'อ๋อย' หวั่นนายกฯ เยือนมะกันแฝงการเมือง เหน็บพลิ้วเลื่อนเลือกตั้งปี 62

"จาตุรนต์" โพสต์เฟซบุ๊กเหน็บ "บิ๊กตู่" ว่าแล้วไง "พลิ้วเลือกตั้งปี 62 ยกการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จตลอด 3 ปี ย้อนแย้ง ตระหนักคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 60 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความ "ใครได้ ใครเสียจากคำแถลงร่วม สหรัฐ-ไทย" ผ่านทางเฟซบุ๊ก ว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้รับเชิญไปพบกับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีนัยทางการเมืองที่น่าสนใจอยู่หลายประการ แต่อาจจะถูกกลบเกลื่อนเสียด้วยเรื่องโรดแม็ป ที่ปรากฏในคำแถลงจนคนอาจจะไม่ค่อยสนใจแง่มุมอื่นๆ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญและอาจส่งผลต่อประเทศไทยได้มากทีเดียวก็ได้"

นายจาตุรนต์ ระบุต่อว่า "ที่ควรจะพูดถึงเสียก่อน ก็คือ เรื่องเกี่ยวกับวันเวลาที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งในคำแถลงร่วมบอกว่า "…ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงความยินดีที่ไทยยังคงยึดมั่นตามโรดแม็ป เมื่อมีการตรากฎหมายลูกตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2561…" ซึ่งก็ชัดเจนในตัวอยู่  แต่ในรายงานข่าวของบางสำนักตั้งแต่แรกก็ใช้คำว่า "จะประกาศให้มีการเลือกตั้งในปี 2561" ผมรู้สึกเอะใจตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ยังได้ทวีตทักเอาไว้ในทันที่ที่เห็นข่าวว่า ประกาศให้มีเลือกตั้งกับให้มีเลือกตั้ง ความหมายไม่เหมือนกัน

ต่อมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็อธิบายว่า พล.อ.ประยุทธ์ หมายความว่า "จะประกาศในปี 61 แต่การเลือกตั้งอาจจะมีขึ้นในปี 62 ก็ได้ ทำให้ผมคิดอยู่ในใจว่า "ว่าแล้วไง""

นายจาตุรนต์ ระบุต่อว่า "ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ออกมายืนยันเอง เป็นที่เข้าใจตรงกันในบรรดาสื่อมวลชนทั้งหลายและคนทั่วไปแล้วว่า การเลือกตั้งจะมีในปี 2562 หรืออย่างเร็วก็ปี 2562ไม่ตรงกับคำแถลงร่วมสหรัฐ-ไทย จนถึงวันนี้ ผู้ที่ยังเข้าใจผิดเรื่องนี้อยู่คนเดียวอาจจะเป็นประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งก็ดูจะไม่ได้สนใจเท่าไรว่าการเลือกตั้งของไทยจะมีขึ้นเมื่อใดอยู่แล้วด้วย ทั้งนี้จะว่าไปแล้ว นอกจากเรื่องโรดแม็ปยังมีข้อความตอนอื่นในคำแถลงที่ไม่เป็นความจริง ที่เห็นได้ชัด ก็คือ ข้อความในข้อ 8 ตอนต่อจากเรื่องโรดแม็ปที่บอกว่า "….ผู้นำทั้งสองยังได้ตระหนักถึงความสำคัญในการให้ความคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐานทั้งหลาย" นั่นแหละประธานาธิบดีทรัมป์จะให้ความสำคัญหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ จึงไม่ขอออกความเห็น แต่ที่เป็นที่รู้กันทั่วไป ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ให้ความสำคัญในการให้ความคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐานทั้งหลายแม้แต่น้อย สิ่งที่ท่านทำมาตลอด 3 ปีกว่ามันฟ้องอย่างนั้น และจนถึงบัดนี้ท่านก็ยังคงคำสั่งต่างๆ รวมทั้งใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของท่านสั่งการที่เป็นการจำกัดและละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐานอยู่เป็นประจำ และยังจะทำต่อไป"

นายจาตุรนต์ ระบุต่อว่า "ข้อความในคำแถลงในส่วนนี้ จึงไม่เป็นความจริง และถือเอาเป็นสาระอะไรไม่ได้หลายเรื่องในคำแถลงดูจะเป็นเรื่องที่จะต้องหารือกันอยู่เป็นปรกติ เรื่องอื่นที่น่าสนใจ คือ เรื่องเกี่ยวกับทะเลจีนใต้และคาบสมุทรเกาหลี เรื่องทะเลจีนใต้นั้น ไทยไม่อยู่ในความขัดแย้งโดยตรง การมีข้อตกลงกับใคร จึงต้องสนใจว่า ประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศที่มีข้อพิพาทกันอยู่จะคิดอย่างไรกับเรา ส่วนเรื่องคาบสมุทรเกาหลีนั้น สิ่งที่จะต้องติดตามก็คือ ประเทศไทยเราไม่ควรจะทำอะไรที่เกินกว่าความเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องไปเผชิญหน้ากับใครโดยไม่จำเป็น"

นายจาตุรนต์ ระบุต่อว่า "ส่วนที่เป็นข่าวว่า การพบกันของสองผู้นำครั้งนี้จะนำไปสู่การค้าและการลงทุนมากขึ้นนั้น ดูจะไม่ค่อยมีความหวังสำหรับไทยสักเท่าไร เพราะบังเอิญเป็นการพบและหารือกันในช่วงที่ผู้นำสหรัฐกำลังหาทางให้นักลงทุนสหรัฐกลับไปลงทุนในประเทศอยู่ กับกำลังต้องการลดการขาดดุลการค้า และถ้าข่าวรัฐบาลไทยพยายามซื้ออาวุธจากสหรัฐเป็นจริงก็ยิ่งทำให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ที่ว่าจะมีการค้ากันมากขึ้นนั้นหมายถึงอะไร"

นายจาตุรนต์ ระบุต่อว่า "โดยภาพรวมแล้ว การเชื่อมความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจย่อมเป็นเรื่องดีสำหรับประเทศไทย แต่การพบกันครั้งนี้ นอกจากเกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำสหรัฐมีนโยบายที่เน้นประโยชน์ของประเทศตนต้องมาก่อนแล้ว ยังเป็นช่วงที่สหรัฐกำลังต้องการมีบทบาทในภูมิภาคนี้มากขึ้น ในเรื่องที่ไทยต้องระมัดระวังในการวางตัวอยู่ด้วย ขณะที่รัฐบาลไทยเองก็กำลังอยู่ในสภาพเสียสมดุลเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอยู่ด้วยพอดี"

นายจาตุรนต์ ระบุต่อว่า "พูดตรงๆ ก็คือ รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจนั้น กลัวโดนโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก เมื่อประเทศทางตะวันตกไม่นิยมชมชอบการรัฐประหาร ก็รีบหยิบฉวยเอามิตรภาพจากมหาอำนาจที่ไม่เห็นว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญ โดยไม่คำนึงว่าจะต้องยกสิทธิประโยชน์อะไรให้แก่เขาบ้าง จนทำให้เสียสมดุลหรือเอียงไป ครั้นพอมหาอำนาจอย่างสหรัฐยื่นมือมาให้จับ ถึงแม้อาจจะทำให้ปัญหาความไม่สมดุลกระเตื้องขึ้นบ้าง แต่แทนที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการกระชับความสัมพันธ์นี้ก็กลับไม่ได้อะไรเท่าใดนัก และยังมีเรื่องที่สังคมไทยต้องสนใจติดตามเพื่อป้องกันผลเสียที่อาจตามมาด้วย"