วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ซีอีโอ" นำทัพยกเครื่องไทยพาณิชย์ รับมือกระแสไหลบ่า"ดิจิทัล"

เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุค “ดิจิทัล” เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง นวัตกรรมและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตของผู้คนไปแล้ว การจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าและบริการเปลี่ยนผ่านสู่ “สังคมไร้เงินสด” กันแล้ว

เห็นได้จากประเทศจีนที่มีพลเมืองกว่า 1,000 ล้านคน แต่คนจีนเกือบทั้งประเทศเลิกใช้เงินสดในการชำระค่าสินค้าและบริการ หันมาใช้ “คิวอาร์โค้ด (QR Code)” ในการชำระเงิน แม้แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไปท่องเที่ยวเมืองจีน หากใช้เงินสดชำระค่าสินค้า หรือค่าบริการ ยังถูกพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนมองด้วยสายตาแปลกๆได้!!!

เช่นเดียวกับ “ประเทศไทย” ที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ผลักดันให้ผู้คนในทุกอณูในสังคมปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล แม้แต่การหยิบยื่นสวัสดิการของรัฐให้แก่ผู้มีรายได้น้อยก็ยังดำเนินการผ่าน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่แจกจ่ายเป็น “ชิปการ์ด” นำไปรูดปรื๊ด แตะปั๊บซื้อสินค้าหรือบริการไปแล้วในขณะนี้

ในเวลาเช่นนี้ “โลกการเงิน” ของไทย จึงเป็นอีกภาคส่วนที่จำเป็นต้องปรับตัวทางด้านผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ และการให้บริการ เพื่อการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “สังคมไทยไร้เงินสด” ในไม่ช้า

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ต่อการพลิกโฉมหน้าในภาคธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์ที่มีการยกเครื่องระบบธนาคาร “นำร่อง” มาก่อนใคร :

*********

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว!

“ซีอีโอไทยพาณิชย์” เริ่มต้นบทสนทนากับ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ประเทศไทยเริ่มมีการใช้เทคโนโลยี มีการใช้ “พร้อมเพย์” ในการโอนเงินผ่านสมาร์ทโฟน การชำระเงินค่าสินค้าและบริการผ่าน “คิวอาร์โค้ด” กำลังตามมา โดยธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับผลกระทบไปแล้วก็คือ “ธุรกิจปริวรรตเงินตรา” หรือแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศ จากเดิมเป็นธุรกิจเสือนอนกินที่อ้วนพี

อีกผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ พนักงานแบงก์ที่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา วิธีการให้บริการลูกค้าเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เห็นได้จากปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าใช้บริการผ่านเอทีเอ็ม (ATM) และ “แอพพลิเคชั่น” บนสมาร์ทโฟนมีมากกว่า 60% ส่วนที่ใช้บริการเคาน์เตอร์มีเพียง 30% เท่านั้น และเชื่อว่าในอนาคตการใช้บริการหน้าเคาน์เตอร์จะต่ำกว่า 20%

ปัจจุบันธนาคารไทยพาณิชย์มีพนักงานราว 20,000 คน เป็นพนักงานสาขาหน้าเคาน์เตอร์ราว 10,000 คน หรือเกือบครึ่งของพนักงานที่มี ซึ่งเมื่อปริมาณธุรกรรมการเงินผ่านสาขาลดลง ส่งผลให้สาขาในพื้นที่ห่างไกลเริ่มหดหายไป พนักงานสาขาที่มีอยู่ธนาคารก็จัดให้มีการอบรมพัฒนาปรับไปทำงานใหม่ ตัวสาขาก็ปรับไปตามความต้องการของลูกค้า เช่น ศูนย์ธุรกิจ ศูนย์บริหารความมั่งคั่ง และสาขาอัตโนมัติรูปแบบใหม่

“เรื่องของพนักงานนั้นไม่น่าเป็นห่วง เพราะปีหนึ่งๆมีพนักงานเกษียณอายุและลาออกปีละ 3,000 คน หากธนาคารหยุดรับพนักงานใหม่ องค์กรก็หดตัวลงตามธรรมชาติอยู่แล้ว”

ย้อนรอยจุดเริ่มต้น Transformation

“ซีอีโอไทยพาณิชย์” ได้ย้อนรอยเส้นทางการเข้ามาร่วมงานใน SCB ว่า “ในช่วงปี 2551-2552 มีโอกาสเข้าร่วมงานกับธนาคารไทยพาณิชย์ในตำแหน่งรองผู้จัดการใหญ่ ช่วงนั้นเกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก สถาบันการเงินต่างประเทศมีปัญหาอ่อนแอกัน แต่ก็เป็นโอกาสของธนาคารพาณิชย์ไทยที่ยังคงเฟื่องฟูอย่างต่อเนื่อง”

ภาพในปี 2551 ธนาคารไทยพาณิชย์มีกำไรสุทธิกว่า 10,000 ล้านบาท สูงที่สุดในระบบธนาคาร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นภาพในอดีตที่ทุกธนาคารต่างมีรายได้ มีผลกำไรไปตามอุตสาหกรรม ตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ทุกคนไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง ยังคงก้มหน้าก้มตาทำมาหากินไปแบบเดิมๆ ปีต่อปี

“ดังนั้น เมื่อได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” หรือ “ซีอีโอไทยพาณิชย์” สิ่งแรกที่ทำก็คือเอกซเรย์ตัวองค์กรทั้งหมด มองโลกข้างหน้าเปรียบเทียบกับขีดความสามารถในการแข่งขัน โครงสร้างพื้นฐานของไทยพาณิชย์ที่มีอยู่สอดรับกันไหม ซึ่งพบว่ามีจุดอ่อนเต็มไปหมด”

โครงสร้างพื้นฐานไม่สอดรับอนาคต เราหมกมุ่นอยู่กับการหากินกับภาพปัจจุบันมากไปหน่อย ทำให้ธนาคารไม่ได้ทำในเรื่องที่ควรทำไปหลายอย่าง ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนก็คือ ติดเบรกตัวเองในเรื่องของการเติบโตด้านการสร้างรายได้ประจำปี เอาเวลาของผู้บริหารระดับสูงมาสนใจการปรับเปลี่ยนขีดความสามารถขององค์กรใน 3 เรื่องด้วยกัน ประกอบด้วย 1.เทคโนโลยี 2.ขีดความสามารถของคน และ 3.วัฒนธรรมองค์กรรูปแบบใหม่

“เริ่มจากเปลี่ยนกระบวนการการทำงานใหม่ เปลี่ยนขีดความสามารถของพนักงานใหม่ สร้างความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงร่วมกัน พร้อมจะเดินไปทิศทางเดียวกัน ตามวิสัยทัศน์ใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีกำไรสูงสุด หรือมีต้นทุนต่ำที่สุด ไม่ได้คำนึงแต่ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นหลัก แต่ให้ความสำคัญกับลูกค้า พนักงาน สังคม และผู้ถือหุ้นเท่าๆกันไม่ใช่ว่าคุณชนะไป 5 ปีนับจากนี้ สุดท้ายรถคว่ำหัวแตก หรือตายไปก็ไม่มีประโยชน์ที่ชนะ”

SCB กับการลงทุนเทคโนโลยี

การปรับตัวของ “ธนาคารไทยพาณิชย์” หรือ “เอสซีบี” นั้น เราเริ่มต้นด้วยการเพิ่มการลงทุนเทคโนโลยีจากเดิมปีละ 3,000 ล้านบาท เป็น 7,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นปีละ 4,000 ล้านบาท

สิ่งที่ธนาคารต้องการ คือ “ดิจิทัล แพลตฟอร์ม” ที่ครองใจลูกค้าได้มาก และการนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเข้ามาในตลาดเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต

“ช่วงการเปลี่ยนผ่านเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารได้ตัดสินใจตั้ง “ดิจิทัล เวนเจอร์ส (Digital Ventures)” ทำหน้าที่เป็นห้องทดลองในเรื่องเทคโนโลยี ใช้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน โดยแต่ละปีตั้งงบไว้ 1% ของกำไรสุทธิ หรือประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อทดลองวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี และเมื่อเห็นอะไรที่เป็นสิ่งใหม่ต้องพุ่งเข้าไปหา กล้าลอง
ลองแล้วเผาเงินทิ้งก็ไม่เป็นไร แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ การเรียนรู้และได้เห็น”

ขณะเดียวกัน ธนาคารได้ใส่เงินลงทุนใน “ดิจิทัล เวนเจอร์ส” อีก 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,760 ล้านบาท เพื่อร่วมลงทุน “สตาร์ตอัพ ฟินเทค” หรือ Financial Technology

ผลของหลักคิดข้างต้น บริษัทดิจิทัล เวนเจอร์ส ได้เข้าไปร่วมทุนกับ Ripple ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านการชำระเงินชั้นนำของโลกจากสหรัฐอเมริกา ศึกษาและทดลองเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) บน Blockchain (บล็อกเชน) เปลี่ยนวิถีการโอนเงินข้ามประเทศจากญี่ปุ่นเข้าไทยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที จากเดิมที่การโอนเงินข้ามประเทศต้องใช้เวลา T+1 หรือ T+2 (โอนเงินวันนี้พรุ่งนี้ได้รับ หรืออีก 2 วันได้รับ) โดยมีค่าธรรมเนียมถูกมาก

“การโอนเงินผ่านบล็อกเชนข้ามประเทศนั้น ธนาคารเปิดให้บริการแล้ว โดยทดลองรับโอนเงินจากคนญี่ปุ่นที่เข้ามาไทย และอยู่ใน Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หาก ธปท.อนุมัติให้ดำเนินการ ธนาคารก็เตรียมขยายผลให้กว้าง เรายังมีโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่ทำได้อีก”

อีกเรื่องที่ธนาคารให้ความสำคัญก็คือ การเสริมสร้างผู้ประกอบการที่เป็นคนรุ่นใหม่ โดยขยายผลจาก “เวนเจอร์ แคปปิตอล” ให้โอกาสนักศึกษาเก่งๆ ระดับปี 3 และปี 4 ในสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มีไอเดียดีๆเอาเงินไปต่อยอดยกระดับให้เป็นผู้ประกอบการใหม่ที่เราเชื่อว่าผู้ประกอบการเหล่านี้จะมีความผูกพันกับแบรนด์ไทยพาณิชย์

ดัน SCB EASY ครองใจลูกค้า

“ตลอดเวลา เราได้พยายามพัฒนาแอพพลิเคชั่น SCB EASY ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนให้เป็นมากกว่าการรับโอนเงิน จ่ายเงิน ชำระค่าบิลด้วยการเติมลูกเล่น หรือ Feature ต่างๆให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น”

ล่าสุดได้ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พัฒนาแอพพลิเคชั่น MERCHANT m POS สำหรับร้านค้าในตลาดนัดจตุจักร ช่วยในการบริหารจัดการร้านค้า อาทิ การบริหารจัดการสต๊อกสินค้า เช็กยอดขายรายวัน และชำระเงินด้วย “พร้อมเพย์” โดยเปิดให้บริการไปเมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยเพียงสัปดาห์แรกมีร้านค้าสมัครใช้บริการ 1,050 ร้านค้า ปัจจุบันเพิ่มเป็น 1,700 ร้านค้า จากร้านค้าที่มีอยู่ราว 7,000 ร้าน

นอกจากนี้ยังได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น Chatuchak Guide เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่เดินทางมาตลาดนัดจตุจักร สามารถค้นหาร้านค้าด้วยแผนที่อัจฉริยะที่ระบุตำแหน่งร้านค้าแบบเรียลไทม์ โดยแอพพลิเคชั่นนี้สามารถใช้งานได้ถึง 3 ภาษา คือไทย อังกฤษ และจีน อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ

ต่อยอด Data ลดความเสี่ยง

ซีอีโอไทยพาณิชย์ ยังกล่าวถึงความสำคัญของ “ข้อมูล” (Data) ด้วยว่า ที่ผ่านมาได้เดินทางไปดูงานที่ประเทศจีน และเห็นว่าสถาบันการเงินในจีนใช้ประโยชน์จากข้อมูลสาธารณะ หรือ Data มหาศาล มีการนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อบุคคล ทำให้สินเชื่อที่ปล่อยไปเป็นหนี้เสีย หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ต่ำมากเพียง 1.5% ขณะที่ประเทศไทยสินเชื่อบุคคลปล่อยไปแล้วเป็นหนี้เสียสูงถึง 6-8%

ทั้งนี้ การใช้ดาต้ามาวิเคราะห์สินเชื่อระหว่างไทยกับจีนต่างกันมาก ประเทศไทยใช้ข้อมูลเหล่านี้แบบผิวเผิน หากลูกค้าไม่เดินบัญชีผ่านธนาคารก็ไม่มีทางรู้ตัวตน แต่ในจีนนั้นมีการดึงดาต้าจากวีแชต และอาลีเพย์ หรือดาต้าสาธารณะมาวิเคราะห์สินเชื่อทำให้เห็นตัวตนลูกค้าที่แท้จริง จึงทำให้สินเชื่อที่ปล่อยไปมีหนี้เสียน้อยมาก

“จากนี้ไป ดิจิทัล เวนเจอร์ส จะพัฒนาฟีเจอร์ไลฟ์สไตล์ต่างๆใส่เข้าไปใน SCB EASY เพื่อดึงให้คนเข้ามาใช้บริการมากขึ้น สิ่งที่ธนาคารได้รับคือ ข้อมูล (Data) ที่หากมีมากพอ ธนาคารสามารถนำมาเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์สินเชื่อ เพื่อลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้”

นอกจากนี้ธนาคารยังจัดตั้งบริษัท เอสซีบี อบาคัส จำกัด (SCB Abacus) เพื่อนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาธุรกิจและบริการและทำงานร่วมกับ “ดิจิทัล เวนเจอร์ส” ซึ่งเป็นผู้รวบรวมข้อมูลดาต้า

*********

“ซีอีโอไทยพาณิชย์” ยังให้ข้อคิดธุรกิจใน “โลกใหม่” กับ “โลกเก่า” นั้นแตกต่างกันมาก เพราะธุรกิจ “โลกใหม่” นั้นเกิดขึ้นโดยไม่ได้มุ่งผลกำไร มีแต่การขายฝันบอกว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นแล้วก็ถามคุณว่าจะลงทุนด้วยไหม ไม่ต้องกู้เงินแบงก์ มีคนนำเงินมาลงทุนผ่าน “เวนเจอร์ แคปปิตอล” แลกสัดส่วนการถือหุ้นเพียงน้อยนิด

ขณะที่ธุรกิจสมัยเก่ามุ่งทำโครงการขนาดใหญ่ เช่น ธุรกิจทีวีดิจิตอล ได้โปรเจกต์มาก็ต้องกู้แบงก์ ต้นทุนของธุรกิจคือต้องจ่ายดอกเบี้ยแบงก์ และมุ่งคำนึงถึงเรื่องของรายได้ กำไร หากจะขยายไปทำธุรกิจใหม่ก็กลัวกระทบผลกำไรบริษัท หรือทำแล้วเสี่ยง

“ในโลกการเงิน ทุกแบงก์มีโจทย์ของตัวเอง อยู่บนความเชื่อและมองเห็นอนาคตข้างหน้าเป็นอย่างไร บางครั้งต้องยกสถาบันคู่แข่งขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่ว่าเราตั้งหลักชัยของการแข่งขัน แต่เพื่อให้พนักงานมองเห็นว่าภาพเปรียบเทียบกันเป็นอย่างไร ต่างกับสมัยก่อนที่ธุรกิจแบงก์แข่งขันกันจริง เพราะเราอยู่ในธุรกิจที่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทุกปีมีผลกำไรมากมายรออยู่...

...แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป ถ้าไม่เตรียมพร้อม ไม่กล้าทดลอง ไม่กล้าเป็นคนแรกที่ทำ คนหลังๆจะเหลือที่ยืนน้อยลง” นายอาทิตย์กล่าวทิ้งท้าย.

ทีมเศรษฐกิจ