วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อบายมุขบุกวัด ชะตากรรมชาวพุทธ

งดใช้โซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นต่างๆ...ห้ามวิจารณ์เรื่องต่างๆอย่างไม่เหมาะสมหรือส่อในทางยั่วยุ ปลุกปั่น...ห้ามเรี่ยไร ตั้งแผงพระ วัตถุมงคลในงานประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า...ห้ามติดป้ายโฆษณาพระเครื่อง วัตถุมงคล หรืออวดอ้างอิทธิฤทธิ์...งดขึ้นป้ายงานพุทธาภิเษก

ห้ามแสดงพฤติกรรมไม่สอดคล้องเพศกำเนิด...ห้ามเดินทางไปในสถานที่ที่ไม่ควรแก่บรรพชิต...ห้ามใช้อุปกรณ์สื่อสารผิดกาลเทศะ...ห้ามเรื่องโลกวัชชะ และแต่งกายไม่เหมาะสม

9 ข้อกฎเหล็กข้างต้นนี้พระเถระฝ่ายปกครองได้ออกกฎมาให้พระภิกษุ สามเณร แม่ชีซึ่งเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนาได้ยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการปรับปรุง...พัฒนาภาพลักษณ์พระสงฆ์ในวัดวาอารามให้อยู่ในกรอบพระธรรมวินัย...ศีลธรรมอันดีของพระพุทธศาสนา

รวมถึงสนองตอบต่อการกระตุ้นของภาครัฐที่มีนโยบายปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคม ชาติบ้านเมืองให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีในวงการคณะสงฆ์ที่มีการตื่นตัวขนานใหญ่

แล้วหันมาเก็บกวาดและทำความสะอาดภายในวัดให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาของหมู่ชาวพุทธอย่างสนิทใจอีกครั้งหนึ่ง ก็...คงลุ้นกันต่อไปว่ามาตรการทั้งหมดจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด?

พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน วัดบางไส้ไก่ ธนบุรี กทม. บอกอีกว่า สิ่งที่กล่าวขานกันมาโดยตลอดคือความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นกับพระภิกษุหรือวัดวาอารามนั้นๆ จนชาวบ้านแห่กันไปทำบุญทำทานจนกลายเป็นคลื่นมหาชน มีมาแล้วในอดีตและก็ยังมีอยู่ในปัจจุบัน

“ถ้าเป็นเรื่องของความศรัทธา...ความเชื่อแล้วย่อมห้ามกันไม่ได้และเป็นสิทธิส่วนบุคคลอีกด้วย พระภิกษุรูปใดที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบอยู่ในกรอบพระธรรมวินัยแล้วก็ย่อมเป็นที่เคารพนับถือของชาวพุทธ ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านพ้นไปนานเท่าใดก็ตาม ยิ่งถ้าพระภิกษุรูปนั้นมรณภาพไปแล้ว เราได้พบเห็นศรัทธาที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องเชิญชวนหรือโฆษณาแต่ประการใด เรียกว่าศรัทธาของชาวพุทธไม่เคยเสื่อมคลาย”

จึงถือว่าเป็นศรัทธาที่ “อมตะ” ตลอดไป การไปกราบไหว้บูชาก็เป็นเรื่องปกติของชาวพุทธ

รวมถึงวัดวาอารามใดที่ประชาชนไปกราบไหว้แล้วเกิดความสุข... ประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงานจนเรียกว่ามีการบนบานศาลกล่าวว่าถ้าประสบความสำเร็จแล้วจะมา “แก้บน” ด้วยสิ่งของต่างๆ กรณีเช่นนี้เราก็พบเห็นกันอยู่ประจำ จึงเรียกว่าศรัทธาส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจาก “ความขลังและความศักดิ์สิทธิ์”

จึงมีพระภิกษุบางรูปหรือบางวัดได้อาศัย “ศรัทธา” เช่นนี้ กอบโกยผลประโยชน์จากชาวบ้านเข้าวัดหรือเข้าย่ามตัวเอง จนมีการตรวจสอบกันมาแล้วมากมาย

“ความศรัทธาที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานแห่งปัญญาของชาวพุทธแล้วก็มักไม่เกิดปัญหา ล้วนแต่จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวเอง...ต่อผู้อื่น แต่เมื่อใดศรัทธาเกิดขึ้นบนความเชื่อและความงมงาย เช่น ถ้าไปกราบไหว้หรือบนบานศาลกล่าวแล้วก็จะเกิดความสุข เกิดความร่ำรวยหรือประสบความสำเร็จโดยที่ไม่ต้องลงมือกระทำเลย เป็นต้น ความเชื่อเช่นนั้น...เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง”

พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนไว้แล้วว่า “คนเราจะล่วงพ้นความทุกข์ได้เพราะความเพียร วิริเยนะ ทุกขมัจเจติ หรืออัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน” นี่คือธรรมะเบื้องต้นที่ชาวพุทธสามารถนำไปประยุกต์ใช้ ไปประพฤติปฏิบัติได้กันทุกคน ทุกครอบครัว อย่าไปอ้อนวอนเพื่อให้เกิดความสำเร็จโดยขาดการปฏิบัติ อย่าไปหวังให้คนอื่นผลักดันให้เราประสบความสำเร็จ ขอให้ความสำเร็จเกิดขึ้นจากการกระทำเราเป็นที่ตั้ง

กรณีการเสี่ยงโชคหรือเสี่ยงดวงก็เป็นวิธีการหนึ่งในการโน้มน้าวชาวพุทธให้หันหน้าเข้าวัด โดยเฉพาะการเสี่ยงดวงด้วยการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลของพ่อค้าให้กับชาวบ้านที่เข้าไปในวัด ไม่ว่า...ไปทำบุญทั่วไป ไปทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ไปงานศพในวัด ไปสะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อในวัด....

“ก่อนหน้านั้นคนขายสลากกินแบ่งรัฐบาลจะขายกันอยู่นอกกำแพงวัด ต่อมาก็บุกเข้าไปขายในวัด...ในงานชนิดหน้าตาเฉย ขาดความยำเกรงวัดวาศาสนา...เป็นการนำเอาอบายมุขการพนันเข้าวัดอย่างชัดเจน”

พระมหาสมัย ย้ำว่า ความเชื่อและความศรัทธาบางชนิดก็ควรจะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจให้ชาวพุทธได้เห็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา อย่าไปหักด้ามพร้าด้วยเข่า เพราะความเชื่อ...ความศรัทธาต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ ใช้เวลาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้อง ส่วนพระภิกษุ สามเณร นักบวชที่อยู่ในวัดก็ขอให้ประพฤติตนอยู่ในกรอบพระธรรมวินัย อยู่ในกฎหมายบ้านเมือง อยู่ในกติกาของสังคมนั้นๆ ช่วยกันรักษาจารีต ประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นนั้นๆ และช่วยกันเทศน์สอนชาวบ้านให้เกิดความเข้าใจในหลักธรรมของพระพุทธองค์จริงๆ

แล้วช่วยกันประพฤติปฏิบัติจนก่อให้เกิดเห็นเป็นมรรคเป็นผลในที่สุด แต่พระภิกษุเองอย่าไปเป็นคน “หลงงมงาย” ด้วยการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเสียเอง มิเช่นนั้นก็คือ “ตัวเรา” นี่เองเป็นผู้ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเพียงเพราะเสี่ยงโชคและเสี่ยงดวง......

กรณีหนึ่งที่ทำให้มองเห็นถึงความชัดเจนในความเสื่อมของวัดวาและพุทธศาสนาคือการที่คนเราได้ลุ่มหลงในอบายมุขคือ การดื่มน้ำเมาการเที่ยวกลางคืน การเที่ยวดูการละเล่น การเล่นการพนัน การคบคนชั่ว เป็นมิตร และการเกียจคร้านการงาน เรียกว่า “อบายมุข” 6 ประการ

พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนชาวบ้านและชาวพุทธมาสองพันกว่าปีแล้ว การดื่มน้ำเมาหรือเสพของมึนเมาเข้าไปในร่างกายทำให้เกิดการควบคุมตนเองไม่ได้...ก่อการทะเลาะวิวาท เป็นต้นเหตุให้เกิดความประมาท ทำให้สุขภาพทรุดโทรม...ทำให้ทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้ถูกนำไปในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เลย

การเที่ยวกลางคืนและการเที่ยวดูการละเล่นก็เช่นเดียวกัน...เป็นต้นเหตุให้เกิดมีพฤติกรรมที่ไม่รักครอบครัว ทำให้ครอบครัวขาดความรักความอบอุ่น ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม ทำให้หน้าที่การงานบกพร่อง มีโอกาสที่จะกลายเป็นอาชญากรหรือตกเป็นผู้ต้องสงสัยเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นมา

การเล่นการพนันก็เป็นความเสี่ยงมากอีกประการหนึ่ง คนเล่นก็ตกเป็นทาสตลอดไป เสียทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้ นั่นคือ “อบายมุข” ได้ครอบงำสติ...ปัญญา รวมถึงนิสัยและสันดานแล้ว

การคบคนชั่วเป็นมิตรก็เช่นเดียวกัน คนชั่วย่อมชักนำไปสู่ทางที่ชั่วอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย คนดีเมื่อเข้าไปสู่สังคมที่ชั่วหรือกลุ่มคนที่ประพฤติชั่วแล้วก็ย่อมเป็นคนชั่วเพราะ “เพื่อน” อย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนการเกียจคร้านหน้าที่การงานหรือไม่รับผิดชอบหน้าที่ของตนเองที่ได้รับมอบหมาย ก็ถือว่าทำหน้าที่บกพร่องก่อให้เกิดปัญหาต่างๆติดตามมาเพราะความเป็น “คนขี้เกียจ” นี่เอง

ดังนั้น “อบายมุข” คือหลักธรรมที่สำคัญยิ่งในปัจจุบันที่ชาวพุทธ ...ผู้คนในสังคมจะต้องตระหนักและใส่ใจให้มาก แล้วช่วยกันกำจัดให้หมดไปจากตัวเรา จากครอบครัวของเรา จากอาชีพของเรา จากวัดวาอารามที่เราเคารพและศรัทธา ช่วยกันละลายสิ่งที่ไม่ดีในตัวเราวันละเล็กวันละน้อย ช่วยกันชี้โทษกันอย่างต่อเนื่อง

ช่วยกันนำเสนอให้เห็นถึงประโยชน์จากการ “ห่างเหินอบายมุข” แล้วมาตรการทั้ง 9 ข้อของพระเถระฝ่ายปกครองจะกลายเป็น “ฝันที่เป็นจริง” ขึ้นมา

ตื่นเถิดชาวพุทธ ทุกวันนี้อบายมุขมันได้บุกเข้าไปในวัดและถึงตัวนักบวชกันแล้ว อนิจจาชะตากรรมชาวพุทธจะเป็นเช่นใด...จะเป็นไปในทิศทางใดก็อยู่ที่...พุทธบริษัทสี่เป็นผู้กำหนดทั้งสิ้น.