วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต้นกาแฟพระราชทาน พลิกไร่ฝิ่นสู่เกษตรยั่งยืน

กว่า 60 ปีมาแล้ว ชาวมูเซอดำย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากทำมาหากินที่บ้านห้วยปลาหลด อ.แม่สอด จ.ตาก โดยยึดอาชีพปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอย จนผืนป่าสมบูรณ์กว่า 2 หมื่นไร่ กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ภูเขาหัวโล้น แหล่งน้ำเหือดแห้งเกือบจะกลายเป็นทะเลทราย

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2517 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินพร้อม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประทับเครื่องบินพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในชุมชนห้วยปลาหลด และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงพลิกไร่ฝิ่นสู่เกษตรยั่งยืน

อดีตผู้ใหญ่บ้านห้วยปลาหลด ต.ด่านแม่ละเมา อ.แม่สอด จ.ตาก นายจักรพงษ์ มงคลคีรี หรือจะพือ อายุ 56 ปี เล่าว่าสมัยนั้นแถวนี้มีแต่หญ้าคาและภูเขาหัวโล้น ชาวบ้านทำไร่ข้าวโพดและปลูกฝิ่น แต่ “ในหลวง” ไม่อยากให้ปลูกฝิ่นไม่อยากให้ทำลายป่า ท่านทรงแนะนำให้ปลูกไม้หลายชนิด

“ไม้อย่างหนึ่งที่ในหลวงส่งเสริมคือ “กาแฟ” โดยมีการจัดตั้งสถานีวิจัยกาแฟอาราบิก้าครั้งแรกในจังหวัดตาก ชาวบ้านได้รับแจกกล้าพันธุ์กาแฟ และมีการพัฒนาสายพันธุ์มาเรื่อยๆ ท่านไม่อยากให้พวกเราปลูกฝิ่น เพราะฝิ่นเป็นพืชที่ผิดกฎหมายทำลายความมั่นคงของชาติสังคมส่วนรวม เดี๋ยวนี้ต้นกาแฟดกมาก บางต้นต้องใช้ไม้ค้ำ บ้านห้วยปลาหลดเหมาะที่จะปลูกกาแฟ รสชาติดี คั่วขายส่งร้านกาแฟทั่วประเทศ ไม่รู้จะขอบคุณ ในหลวงท่านยังไง เมื่อท่านเสด็จสวรรคต เสียใจ ไม่อยากให้ท่านจากไป เราคิดถึงท่านมาก” นายจักรพงษ์ กล่าวด้วยความอาลัย

แต่การเปลี่ยนแปลงมาเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อประมาณปี พ.ศ.2524 นายธนยศ ปานขาว นายอำเภอแม่สอด จ.ตากเล่าว่า อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ได้ประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ครอบคลุมพื้นที่หมู่บ้าน ห้วยปลาหลด และมีความพยายามจากทางราชการในการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ โดยให้คำสัญญากับชาวบ้านว่าจะหาพื้นที่ให้อยู่ใหม่ มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าอยู่ที่เดิม

ผู้ใหญ่บ้านและแกนนำชุมชนจึงได้ไปดูพื้นที่ที่ทางราชการจะให้ย้ายไปอยู่ พบว่าไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิต ชาวลาหู่การทำมาหากินลำบาก จึงตกลงกันว่า เป็นตายร้ายดีอย่างไรจะไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่โดยเด็ดขาด

“เมื่อความเจริญเข้ามาปัญหาก็ตามมา ตลาดดอยเขามูเซอ ที่ตั้งขึ้นมามีปัญหาแย่งชิงพื้นที่ทำมาหากิน เพราะชาวมูเซอออกลูกออกหลานก็ต้องการมีพื้นที่ทำกินเพิ่ม รวมทั้งมีชาวไทยพื้นราบเข้ามาแย่งพื้นที่อีก ทางอำเภอต้องเข้าไปดูแลจัดระเบียบจัดพื้นที่รองรับให้เพียงพอ รวมทั้งดูแลความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชุมชนและนักท่องเที่ยว” นายจักพงษ์ เล่าถึงวิกฤติที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ชาวมูเซอดำ ได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัส มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ผสมผสานเข้ากับรากวัฒนธรรมชนเผ่า จนสามารถสร้างผืนป่าสร้างอาชีพให้แก่ชุมชนมากว่า 43 ปีแล้ว และยังเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวเดินทางมาเรียนรู้วัฒนธรรมอันอ่อนโยนของ ชาวมูเซอดำ ที่เรียกตนเองว่า “ลาหู่” เป็นมูเซอดั้งเดิมที่อพยพมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของพม่าและยูนนาน ซึ่งยังคงยึดวิถีชีวิตเกษตรกรรมเพื่อการยังชีพ ความอยู่รอดของชาวลาหู่ทุกคนขึ้นอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน

การฟื้นคืนผืนป่าเสื่อมโทรมให้กลับมาเป็นผืนดินอุดมสมบูรณ์นี้ พล.ต.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข รองแม่ทัพภาคที่3จึงได้ประสานงานกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) รวมทั้ง จังหวัดตาก และ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมกันถอดบทเรียนของชาวชุมชนห้วยปลาหลด ที่ยึดแนวพระราชดำริ ของ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พบว่าชุมชนมีแนวคิดการบริหารจัดการป่าและน้ำ ด้วยการแบ่งขอบเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า ได้แก่ ป่าชุมชน และป่าอนุรักษ์, การเพาะพันธุ์กล้าไม้ ปลูกป่าเสริมทุกปีร่วมกับ อุทยานแห่งชาติ ตากสินมหาราช การกำหนดระยะเวลาเก็บผลผลิตในพื้นที่ป่าเพื่อเว้นระยะเวลาให้ป่าฟื้นฟูตัวเอง

นอกจากนี้การบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือ ต้นน้ำ มีการสร้างฝายชะลอและเก็บกักน้ำ, กลางน้ำ จะเป็นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการกระจายน้ำเพื่อการเกษตร ส่วนปลายน้ำเป็นน้ำเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดเล็กเพื่อใช้ในหมู่บ้าน

“ร่องลำห้วยตามสันเขาที่เคยลักลอบปลูกฝิ่น เดี๋ยวนี้กลายเป็นแปลงผักปลอดสารพิษให้ผลผลิตตลอดปีเก็บขายเป็นรายได้หลักให้แก่ชาวชุมชน ซึ่งพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของชุมชน ได้แก่ กาแฟอาราบิก้า หน่อไม้ มะขามป้อม และฟักแม้ว (ซาโยเต) อะโวคาโด มีตลาดสินค้าเกษตรชุมชนหรือตลาดมูเซอ เป็นแหล่งรองรับผลผลิตทางการเกษตร ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง สร้างรายได้เฉลี่ยครัวเรือนละ 20,000-35,000 บาทต่อเดือน เกิดรายได้หมุนเวียนในชุมชนไม่ต่ำกว่า 1,200,000 บาทต่อเดือน หรือไม่ต่ำกว่า 14,400,000 บาทต่อปี เป็นชุมชนต้นแบบของประเทศที่กองทัพบกส่งเสริมให้ชุมชนคนกับป่าอยู่ร่วมกัน สร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน” พล.ต.ผดุง กล่าว

ปัจจุบัน ห้วยปลาหลด ที่เคยแห้งแล้ง พลิกฟื้นกลับมาเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดตาก กลายเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวมูเซอดำอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิดคนอยู่กับป่า เมื่อมีป่าก็มีน้ำยิ่งช่วยส่งเสริมให้ป่าอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอย่างยั่งยืน สร้างรายได้รวมทั้งหมู่บ้านปีละกว่า 14 ล้านบาท

มุมมองของนักท่องเที่ยว นางโสภา อินทรใจ กล่าวว่า เมื่อได้มาท่องเที่ยวผ่านดอยมูเซอจะต้องแวะเข้ามาเดินเลือกซื้อผักผลไม้ปลอดสารพิษมาประกอบอาหารกิน มาเดินตลาดชาวเขาที่นี่นอกจากจะพบกับพืชผักผลไม้ตามที่ต้องการรวมทั้งธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ยังได้พบกับรอยยิ้มอันอบอุ่นจากแม่ค้าชาวเขาเผ่าลาหู่หรือมูเซอดำได้อย่างประทับใจ

“บ้านห้วยปลาหลด” จึงเป็นอีกตัวอย่างของการพลิกฟื้นผืนป่าเสื่อมโทรม ให้กลับมามีชีวิต เป็นต้นแบบของการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับป่า สร้างอาชีพและรายได้ ได้อย่างยั่งยืนมั่นคง

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรและมีสายพระเนตรกว้างไกล พระราชทานแนวพระราชดำริ และพันธุ์พืชให้ชาวมูเซอเพาะปลูกพลิกพื้นที่ไร่ฝิ่นเป็นพื้นที่เกษตรยั่งยืน.

พิชิต พฤกษาโสภา