วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เกษียณสุขใจ ปลอดภัย ไร้โรคา

ตุลาคม เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของหลายๆคน เพราะนี่คือเดือนแห่งการเกษียณอายุการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในหลายหน่วยงาน ทั้งราชการและเอกชน ซึ่งท่านผู้ได้ชื่อว่าเป็น สว. (สูงวัย) เมื่อถึงคราเกษียณก็ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกันครั้งใหญ่ บางคนอาจรู้สึกเหงา ว้าเหว่ บางท่านอาจหงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย เพราะทุกอย่างเปลี่ยนไปจากที่เคยมีงานทำทุกวัน มีความสำคัญ มีเพื่อนร่วมงานมากมาย แต่ขอให้เชื่อเถิดครับว่า ผู้อาวุโสยุคนี้ยังทำอะไรได้อีกมากมาย ความคิดความอ่านยังแจ๋ว ประสบการณ์ก็สูง ลองหากิจกรรมหรืออาชีพที่ไม่จำกัดด้วยวัยมาทำ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีนะครับ

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ด้วยอายุที่มากขึ้น สุขภาพร่างกายย่อมมีเสื่อมถอยเป็นธรรมดา แต่ถ้าเรารู้ทันโรคและหาทางป้องกัน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยรุนแรง หรืออย่างน้อยผ่อนหนักให้เป็นเบา วันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน จึงนำความรู้เกี่ยวกับโรคร้ายใกล้ตัวมาเล่าให้ฟัง เพื่อให้ท่าน สว.ได้รู้เท่าทันและหาทางป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ การเกษียณของท่านจะได้มีแต่รอยยิ้มและความสุขครับ

ผมได้รับข้อมูลจากท่าน ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ถึงการป้องกันโรคภัยที่ใกล้ตัววัยเกษียณคุณหมอท่านให้ความรู้ว่าอย่างนี้ครับ

การเกษียณอายุเป็นอีกก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในชีวิต อายุที่เพิ่มมากขึ้นของคนในวัยนี้ยังส่งสัญญาณถึงภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง จึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อและเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าวัยอื่น การเสริมภูมิคุ้มกันและเตรียมร่างกายให้สามารถเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บที่อาจตามมาจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้เข้าสู่ระดับเดิมเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคที่ชอบมาก่อกวนในวัยนี้

ผู้สูงอายุจึงยังมีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันโรค ในขณะเดียวกัน เพื่อสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้กับร่างกายในระยะยาว ผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าเครียด ออกกำลังกายบ้าง และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

วัคซีนที่คุณหมอแนะนำว่าวัยเกษียณควรได้รับเพื่อป้องกันโรคก็เช่น

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดใหญ่ระบาดมากในฤดูฝน โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรงและหายได้เองภายในไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ แต่หากเป็นในผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ปีละ 1 ครั้ง ทุกปี

วัคซีนป้องกันปอดบวม ผู้สูงอายุยังจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อปอดบวมรุนแรง เชื้อที่พบบ่อยบางชนิดอาจนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือด สมองอักเสบ หรือลามไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น กระดูก ทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้ การฉีดวัคซีนป้องกันปอด บวมจากเชื้อที่พบบ่อย หรือวัคซีนนิวโมคอคคัส แนะนำให้ฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ 1 เข็ม ในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จากการวิจัยยังพบว่าการฉีดวัคซีนนิวโมคอคคัสร่วมกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุ สามารถลดการเกิดปอดอักเสบและการติดเชื้อรุนแรงจากเชื้อก่อโรคที่มีสายพันธุ์ตรงกับในวัคซีนได้

และลำดับต่อมาคือ วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ซึ่งโรคนี้คุณหมอได้ให้ความรู้ไว้ค่อนข้างมาก เนื่องจากยังมีคนอีกมากมายที่ไม่เข้าใจถึงสาเหตุและอาการโรคนี้ บางคนก็รักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ครับ

งูสวัด เป็นโรคที่มีอาการแสดงที่ผิวหนังและเกิดจากการติดเชื้อ “วาริเซลลา ซอสเตอร์” (Varicella Zoster Virus: VZV) ซึ่งก็คือเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส โดยหลังจากหายจากอีสุกอีใสแล้ว ตัวเชื้ออาจจะแฝงตัวอยู่อย่างสงบในร่างกายของเราเป็นเวลานานนับสิบๆปี โดยไม่มีความผิดปกติแต่อย่างใด แต่เมื่อใดที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น จากอายุที่มากขึ้น ทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดความเครียด เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ติดเชื้อเอชไอวี ใช้ยาต้านมะเร็ง ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน) เชื้อที่แฝงตัวอยู่นั้นก็จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และกระจายในปมประสาท ทำให้ประสาทอักเสบจนเกิดอาการปวดตามเส้นประสาทโดยเฉพาะตามลำตัวข้างใดข้างหนึ่ง

โรคนี้จะมีโอกาสเกิดความรุนแรงของโรคและระยะเวลาที่เป็นจะนานมากขึ้นไปตามอายุ โดยมักพบในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ส่วนในเด็กและทารกจะพบได้น้อยและมักมีอาการไม่รุนแรง ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จะพบว่ามีโอกาสเป็นโรคงูสวัดได้มากกว่าเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี ถึง 10 เท่า! ไม่เพียงเท่านั้นนะครับ ผู้สูงอายุที่เป็นโรคในกลุ่ม NCDs เช่น เบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ ยังมีอุบัติการณ์เกิดโรคงูสวัดสูงขึ้น เนื่องจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง นับว่าเป็นโรคร้ายที่เป็นอันตรายใกล้ตัวผู้อาวุโสอย่างยิ่งเลยครับ

การเป็นโรคงูสวัดนั้นสร้างความเจ็บปวดแสนสาหัส ชนิดที่ใครไม่เจอกับตัวเองจะไม่มีวันเข้าใจ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแปลบบริเวณเส้นประสาทที่เป็นงูสวัด อาจมีอาการคันและแสบร้อนคล้ายถูกไฟไหม้ตรงบริเวณผิวหนังตามแนวเส้นประสาท มักปวดแสบปวดร้อนตลอดเวลา คล้ายกับถูกมีดแทงเป็นพักๆ หรือปวดแบบแปลบๆเสียวๆเวลาถูกสัมผัสเพียงเบาๆ

ในบางราย อาจมีอาการไข้ หนาวสั่น หรืออาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดท้อง ท้องเดินร่วมด้วย และเมื่อเกิดกับประสาทกล้ามเนื้อ อาจทำให้กล้ามเนื้อตึงๆ หรืออ่อนแรงอยู่ในระยะเวลาหนึ่งได้ อาจร่วมกับปวดแสบปวดร้อน หรือมีอาการชาในบริเวณนั้นๆ

และไม่ใช่แค่นั้นนะครับ ผู้ป่วยยังอาจมีอาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia–PHN) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุด ยิ่งอายุมากก็ยิ่งเป็นรุนแรงและนานขึ้น โดยเฉลี่ยจะพบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ป่วยที่เป็นงูสวัด โดยพบได้ประมาณ 50% ของผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และพบได้มากถึง 70% ในผู้ป่วยที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป

อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด จะมีลักษณะการปวดแบบลึกๆ จะปวดมากขึ้นในตอนกลางคืนหรือเวลาที่อากาศเปลี่ยนแปลง ในบางครั้งอาจรุนแรงมากจนทนไม่ได้ อาจเจ็บปวดมากจนเกิดอาการเหน็บชา ไม่สามารถขยับร่างกายได้ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ยิ่งอายุมากอาการเหล่านี้ก็อาจรุนแรงมากตามไปด้วย และอาจต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการเจ็บปวดเรื้อรังเป็นเวลาร่วมปี

นอกจากอาการทางกาย ยังมีผลกระทบทางจิตใจได้อีกด้วย แม้จะรักษาอาการของโรคได้แล้ว แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่นขึ้นเป็นเดือนๆ และทิ้งรอยแผลเป็นไว้บนใบหน้าหรือร่างกาย หรือบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนทางตา ใบหน้า บริเวณหูด้านนอก จนทำให้เกิดอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก ตากระตุก เสียโฉม ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้ป่วย อาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน สูญเสียความมั่นใจ บางคนถึงขั้นปลีกตัวจากสังคม

ท่านผู้อาวุโสซึ่งปกติก็มักจะเปลี่ยวเหงาอยู่แล้ว เมื่อป่วยด้วยโรคงูสวัดก็จำต้องแยกตัวไปอยู่ห่างจากคนที่เคยใกล้ชิดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ โดยเฉพาะกับหลานๆที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ยิ่งกลายเป็นความห่างเหิน และบางทีรอยแผลที่น่ากลัวก็ทำให้มีคนแสดงท่าทีรังเกียจส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยซ้ำเติมเข้าไปอีกด้วย

โรคน่ากลัวที่อยู่ใกล้ตัว หรือจะบอกว่าแฝงอยู่ในตัวเราเรียบร้อยแล้วก็ว่าได้ จะหาทางป้องกันยังไงดีล่ะ ก็ตามที่บอกไว้ข้างต้นนั่นแหละครับว่า ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่างูสวัดจะมาหรือไม่ และถ้ามา จะมาเมื่อไหร่ แต่ยามใดที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง งูสวัดอาจอุบัติขึ้นทันที และลุกลามอย่างรวดเร็วภายใน 24-48 ชั่วโมง การรักษาด้วยยาจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและดำเนินการรักษาทันทีภายใน 48 ชั่วโมง และใช้เวลาในการรักษาประมาณ 8-10 วัน แม้รักษาหายแล้วแต่ก็ยังทิ้งรอยแผลและอาการเจ็บปวดตามมาในภายหลัง เรียกว่ารังควานกันไม่จบสิ้นง่ายๆ

ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง การได้รับวัคซีนเพียง 1 เข็ม สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้นานถึง 10 ปี หรือถ้าเกิดการติดเชื้อ การฉีดวัคซีนจะสามารถลดความรุนแรงของอาการงูสวัดและอาการปวดเรื้อรังหลังการติดเชื้อลงได้

วัคซีนป้องกันงูสวัดสามารถฉีดได้ในผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนในอายุ 60 ปีจะมีความคุ้มค่ากว่า สำหรับอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนถือว่าเล็กน้อยมากในทางการแพทย์ เช่น เกิดผื่นแดง ปวด บวม คันในบริเวณที่ฉีดวัคซีนต่างๆ ในปัจจุบันนับว่ามีความปลอดภัยสูง โอกาสที่จะเกิดการแพ้วัคซีนในยุคนี้มีน้อยกว่าการแพ้ยามากเลยครับ

ความรู้มีคุณค่าแบบนี้ แฟนผู้อ่านอ่านแล้วก็อย่าละเลยไปนะครับ แม้ว่าท่านจะไม่ใช่ผู้สูงวัย ยังหนุ่มสาวไม่ได้ใกล้ถึงวัยเกษียณ แต่ผมเชื่อว่าในครอบครัว คนใกล้ตัว หรือผู้ร่วมงานที่ท่านรักและเคารพ ย่อมจะมีผู้อาวุโสอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ความห่วงใยและการดูแลเอาใจใส่ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ แก่ผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีที่ผู้มีจิตใจดีพึงกระทำครับผม.

โดย :รายทาง
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน