วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วันสุดท้าย ยอด 1.1 แสนคน กราบพระบรมศพ 'ในหลวง ร.9'

‘พระองค์ที’ทำจิตอาสา บำเพ็ญประโยชน์ที่วัด

พสกนิกรไทยล้นทะลักหลั่งไหลเข้ากราบพระบรมศพคืนสุดท้าย 110,889 คน สร้างปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ ส่วนผู้พลาดโอกาสนำพวงมาลัยมาสักการะที่กำแพงพระบรมมหาราชวังแทน สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เผยแพร่ภาพพระกรณียกิจของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ทีปังกรรัศมีโชติ ขณะทรงร่วมบำเพ็ญประโยชน์ในโครงการ “จิตอาสา เราทำความดี ด้วยหัวใจ” และ ทรงปฏิบัติธรรม ประทับค้างแรม ณ วัดป่ามุตโตทัย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เผยสถิติที่สำนักพระราชวังรวบรวมความจงรักภักดีของประชาชนทุกหมู่เหล่าในการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

บรรยากาศการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง คืนวันที่ 5 ต.ค. วันสุดท้ายสำนักพระราชวังปิดให้เข้ากราบในเวลา 24.00 น. มีประชาชนจากทั่วทิศมาถวายสักการะพระบรมศพกันอย่างล้นทะลัก เจ้าหน้าที่ กอร.รส. ปิดจุดคัดกรองในเวลา 00.20 นาที โดยได้ขยายเวลาไปอีกประมาณ 20 นาที เพื่อไม่ให้ประชาชนตกค้าง โดยประชาชนได้เข้ากราบพระบรมศพ หน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตฯ จนหมดในเวลา 02.18 น. วันที่ 6 ต.ค. ขณะที่สำนัก พระราชวังสรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 5 จนถึงเวลา 02.18 น. วันที่ 6 ต.ค.ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 110,889 คน นับว่าสูงสุด เป็นประวัติการณ์ รวม 337 วัน จำนวน 12,739,531 คน

อย่างไรก็ตาม แม้ปิดการเข้ากราบพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” แล้ว ที่ด้านหน้าประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง ยังมีประชาชนจำนวนมากที่เข้ากราบพระบรมศพฯแล้ว มานั่งรอและมองเข้าไปภายในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แทบทุกคนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ และร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ก่อนจะพากันเดินทางกลับบ้าน

นางสมทรง นครพงศ์ ชาว อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นหนึ่งในประชาชนกลุ่มสุดท้ายที่เข้ากราบ กล่าวด้วยน้ำตาแห่งความตื้นตันใจว่า เป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ที่ได้มีโอกาสมาถวายบังคมในหลวงรัชกาลที่ 9 ในคืนสุดท้าย ก่อนหน้านี้มากราบแล้ว 10 ครั้ง และตั้งปณิธานว่า จะขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป

เช่นเดียวกับนางวันเพ็ญ พรหมมา ชาว กทม. อายุ 45 ปี หนึ่งในจิตอาสาที่คอยอำนวยความสะดวกประชาชนเข้ากราบพระบรมศพ ที่บริเวณประตูวิเศษไชยศรีมาตลอดระยะเวลา 337 วัน และได้เข้ากราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้ถวายงานรับใช้พระองค์ท่าน ตั้งแต่วันแรกที่สำนักพระราชวังให้เข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จนถึงคืนสุดท้าย โดยเฉพาะได้มีการโอกาสรับเฝ้าเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่หน้าประตูวิเศษไชยศรีและพระองค์ท่านทรงมีรับสั่งว่า ขอบใจมาก

คืนวันเดียวกัน พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพภาคที่ 1 พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ กอร.รส. ลงพื้นที่ตรวจ ความเรียบร้อยในการอำนวยความสะดวกผู้ที่เดินทางมาถวายบังคมพระบรมในวันสุดท้าย เวลา 03.00 น. เจ้าหน้าที่ กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าเก็บเต็นท์ เก้าอี้ เริ่มตีเส้นจราจรโดยรอบพระบรมมหาราชวัง และช่วงเช้าวันเดียวกันเจ้าหน้าที่กับจิตอาสา 2 พันคน ทำความสะอาดเขื่อนคลองโอ่งอ่าง จัดเก็บวัชพืช ล้างถนน ตลอดจนปรับปรับปรุงภูมิทัศน์รอบสนามหลวง

นอกจากนี้ ที่บริเวณประตูเทวาภิรมย์ ช่วงเช้า วันที่ 6 ต.ค. ประชาชนที่พลาดโอกาสเข้ากราบพระบรมศพ นำพวงมาลัยดอกดาวเรืองมากราบพระบรมศพ ที่หน้าประตูดังกล่าว นายวิชัย เฉยพ่วง อายุ 44 ปี อาชีพขับ จยย.รับจ้าง หนึ่งในผู้ที่พลาดโอกาสเข้ากราบพระบรมศพกล่าวว่า ตั้งใจว่าหลังจากที่ปิดการเข้ากราบแล้ว จะต้องมากราบพระองค์ท่านให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ขอให้ใกล้มากที่สุด จึงชวนแฟนนำพวงมาลัยดอกดาวเรืองมากราบที่บริเวณกำแพงพระบรมมหาราชวังแทน

ส่วนที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง หลังปิดการถวายสักการะพระบรมศพ บรรยากาศมีแต่ความเงียบเหงา เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง เริ่มทำความสะอาดพรมและพื้นที่ต่างๆบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เก็บเต็นท์ เก็บเก้าอี้ ที่ตั้งอยู่ด้านล่าง เพื่อเตรียมพร้อมรับพระราชพิธี ในวันที่ 13-14 ต.ค.ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในโอกาสครบรอบ วันเสด็จสวรรคต 1 ปี ของในหลวงรัชกาลที่ 9 และในเวลาประมาณ 15.00น. สมเด็จพระราชชนนี เซริง ยังดน วังชุก พระราชชนนีของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอ นัมเกล วังชุกกษัตริย์แห่งประเทศภูฏานเสด็จฯ พร้อมสมเด็จพระ ราชชนนีซังเกย์ โชเดน วังชุก พระมาตุจฉาของกษัตริย์ ภูฏาน ทรงวางพวงมาลาสักการะพระบรมศพ ลงพระราชหัตถเลขาแสดงความเสียพระทัยในสมุดหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากข้อมูลสำนักพระราชวัง ที่มีการเก็บรวบรวม ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปี ของการเปิดให้ประชาชนเดินทางมาแสดงความอาลัย กราบสักการะพระบรมศพ และร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพของทุกภาคส่วน เพื่อบันทึกไว้เป็นฐานข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ ระบุว่า ในวันที่ 14 ต.ค.2559 หลังในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต 1 วัน สำนักพระราชวังเปิดศาลาสหทัยสมาคมให้ข้าราชบริพาร ประชาชน ได้เข้าสรงน้ำเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ตั้งแต่เวลา 08.30-14.00 น. มีผู้เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัยนับหมื่น คน จากนั้นในวันที่ 15 ต.ค. มีพสกนิกรจำนวนมาก เดินทางมากราบพระบรมศพบริเวณหน้าประตูพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวังจึงเปิดศาลาสหทัยสมาคมให้ประชาชนมาร่วมลงนามแสดงความอาลัย เริ่มวันที่ 15-28 ต.ค. รวม 14 วัน มีประชาชน เดินทางมารวมทั้งสิ้น 475,209 คน

ต่อมาวันที่ 29 ต.ค. เมื่อสำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนกราบสักการะพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ช่วง 2 เดือนแรก (ต.ค.-พ.ย.) มีประชาชนเดินทางมาเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 3-4 หมื่นคน ช่วงปลาย ธ.ค.59-ม.ค.60 เกิดปรากฏการณ์ประชาชนเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพมากเป็นครั้งแรก เฉลี่ยถึงวันละ 5-6 หมื่นคน และเปิดให้เข้ากราบตั้งแต่ตี 5 จนถึงตี 4 อีกวัน สถิติสูงสุดคือวันส่งท้ายปีเก่า วันที่ 30 ธ.ค.59 จำนวน 73,614 คน และวันแรกที่เปิดให้กราบสักการะพระบรมศพในเทศกาลปีใหม่ วันที่ 2 ม.ค.60 จำนวน 73,290 คน จากนั้นสถิติประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพคงที่ราว 4-5 หมื่นคนต่อวัน กระทั่งเพิ่มมากขึ้นก่อนพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร 100 วัน 20-21 ม.ค. อีกครั้งเฉลี่ยวันละ 4-6 หมื่นคนเศษ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล 100 วัน พสกนิกรเข้ากราบสักการะพระบรมศพวันละ 2-4 หมื่นคนเศษ จนเดือน ก.ย.เมื่อมีกระแสข่าวแพร่ออกไปว่า จะมีการปิดการกราบสักการะพระบรมศพ ปรากฏการณ์คนไทยที่รักในหลวงรัชกาลที่ 9 แห่เข้ากราบพระบรมศพวันละ 4-5 หมื่นคน ก็เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 มียอดสูงสุดอยู่ที่วันที่ 26 ก.ย. จำนวน 73,889 คน เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายเวลาการเข้ากราบพระบรมศพออกไปถึงวันที่ 5 ต.ค. นับเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของการแสดงความกตัญญูของคนไทยที่มีต่อในหลวง ร.9 สำนักพระราชวังเปิดการกราบพระบรมศพตลอด 24 ชั่วโมง แต่ละวันมีประชาชนเดินทางมากถึง 7-9 หมื่นคนเศษ สถิติสูงที่สุดคือวันสุดท้าย 5 ต.ค. ที่มีคนเข้ากราบสักการะพระบรมศพถึง 110,889 คน

ข้อมูลสำนักพระราชวังระบุด้วยว่า นับตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ราชสกุล องคมนตรี หน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กร มูลนิธิ คณะบุคคลต่างๆ ฯลฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค.59-30 ก.ย.60 รวม 11,745 คณะ พระภิกษุสามเณร แม่ชี นักบวช มาเจริญจิตภาวนาปลงธรรมสังเวช 158,000 รูป/คน มีประชาชนลงทะเบียนเป็นจิตอาสา บำเพ็ญประโยชน์รอบพื้นที่สนามหลวงกว่า 4 แสนคน ตลอดการพระราชพิธีมีกษัตริย์ประเทศต่างๆมาร่วมแสดงความอาลัยรวม 4 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น ตองกา ภูฏาน บาเรนห์ ทั้งยังมีพระบรมวงศานุวงศ์ต่างประเทศ ตลอดจนผู้นำประเทศ ทูตานุทูต บุคคลสำคัญของรัฐต่างๆเดินทางมาแสดงความอาลัยอีกนับร้อยคณะ

วันเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เผยแพร่ภาพพระกรณียกิจของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เป็นภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ขณะทรงร่วมบำเพ็ญประโยชน์ในโครงการ “จิตอาสา เราทำความดี ด้วยหัวใจ” และทรงปฏิบัติธรรม ประทับค้างแรม ณ วัดป่ามุตโตทัย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 23-24 ก.ย.60 เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนชาวไทย ในการร่วมทำความดีกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

การนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกร รัศมีโชติ ทรงร่วมทำกิจกรรมกับพระสหายในพระอิริยาบถต่างๆ อาทิ ทรงกวาดและเก็บใบไม้ ทรงล้างจาน ทรงสนทนาธรรมกับเจ้าอาวาสวัด ทรงกวาดพื้นบริเวณหน้าห้องที่ประทับค้างแรม ทรงประกอบอาหารทั้งคาวหวานสำหรับเตรียมถวายภัตตาหารพระสงฆ์ด้วยพระองค์เอง พร้อมพระราชทานข้อความว่า “เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า”

ทั้งนี้ ในวันที่ 7 ต.ค. ถึงวันที่ 12 ต.ค. จิตอาสาเฉพาะกิจฯ ทั่วประเทศ ทั้ง 8 ประเภท จะเข้ารับสิ่งของ พระราชทาน หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรับการปฐมนิเทศ ณ หน่วยที่ลงทะเบียน และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ระหว่างวันที่ 18-31 ต.ค. 60

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กองอำนวยการร่วม งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เปิดให้ประชาชนและสื่อมวลชน เข้าชมพิธีซ้อมย่อยริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมราชอิสริยยศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 7 ต.ค. โดยเข้าชมได้ในบริเวณพื้นที่ที่กำหนดและจะมีกำหนดการซ้อมอีก 2 ครั้ง คือวันที่ 15 ต.ค. และ 21 ต.ค. เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติแก่สื่อมวลชน ขอให้สื่อมวลชนทุกแขนงที่ลงทะเบียนขึ้นอัฒจันทร์ถ่ายภาพในช่วงงานพระราชพิธีฯ แจ้งข้อมูลกับกรมประชาสัมพันธ์ทางอีเมล prdpresscard@gmail.com

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.ชาญชัย เสสะเวช รรท.ผบช.น. เป็นประธานประชุมตำรวจระดับ สว.จร. ขึ้นไปจนถึง รอง ผบก.ตำรวจภูธร ภาค 1, 2, 7 และนครบาล ที่รับผิดชอบประจำจุดต่างๆ ซักซ้อมเตรียมความพร้อมแผนรักษาความปลอดภัยและจัดการจราจรงานพระราชพิธีฯ พล.ต.ท.ชาญชัย กล่าวว่าได้กำชับให้ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ตลอดแนวเส้นทาง แต่งกายและตัดผมสั้นให้เรียบร้อย ปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด สำหรับจุดคัดครองประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมงานพระราชพิธีฯ ได้ เพิ่มจากเดิม 5 จุด เป็น 9 จุด ได้แก่ 1.สนามไชย 2.ท่าช้าง 3.โรงแรมรัตนโกสินทร์ 4.สะพานช้างโรงสี ข้างกระทรวงกลาโหม 5.ถนนท้ายวัง 6.วัดโพธิ์ 7.ท่าพระจันทร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 8.ท่าเตียน และ 9.ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ต้องไม่เกิดความผิดพลาด หากจะเกิดความผิดพลาดจะต้องผิดพลาดน้อยที่สุด

อีกด้านเช้าวันเดียวกัน ที่โรงละครแห่งชาติ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร จัดซ้อมการแสดงมหรสพสมโภชเนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นการซ้อมการแสดงหุ่นหลวงหุ่นกระบอก เวทีที่ 2 มีผู้แสดงและผู้บรรเลง ขับร้องจากสำนักการสังคีต จิตอาสาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาร่วมซ้อมการแสดง ควบคุมโดยนายชวลิต สุนทรานนท์ นักวิชาการละครและดนตรีทรงคุณวุฒิ ในฐานะประธานการแสดงมหรสพเนื่องในงานพระราชพิธี สำหรับหุ่นหลวงจะแสดง 20 นาที หุ่นกระบอก 40 นาที หากรวมการแสดงละครในเวทีที่ 2 แล้วจะมีผู้แสดงมากถึง 600 คนร่วมแสดงน้อมรำลึกและแสดงความกตัญญูต่อในหลวง ร.9 ครั้งสุดท้าย

ด้านนายกมล การกิจเจริญ ครูอัตราจ้างโรงเรียนกาญจนาภิเษก วิทยาลัยนครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม) ในฐานะผู้กำกับการสร้างหุ่นหลวงและวิธีการร้อยเชือกหุ่นหลวง กล่าวว่า กรมศิลปากรจัดทำโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์งานหุ่นหลวงที่กำลังจะสูญหายได้ฟื้นขึ้นมาใหม่ หลังพบว่ามีการแสดงหุ่นหลวงครั้งสุดท้ายในงานออกพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนั้น ในงานออกพระเมรุในหลวง ร.9 จึงนำหุ่นหลวงกลับมาจัดแสดงอีกครั้ง โดยตัวหุ่นจะบังคับการเคลื่อนไหวด้วยเส้นใยโยงที่ร้อยเรียงกัน

นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เตรียมพร้อมโรงราชรถตั้งแต่เวลา 01.30 น.วันที่ 7 ต.ค. ในการอำนวยความสะดวกแก่กรมสรรพาวุธทหารบก ภายหลังเสร็จสิ้นการซ้อมแล้ว มอบหมายให้ช่างสำนักช่างสิบหมู่คอยตรวจความเรียบร้อยทุกระยะ เพื่อเตรียมความพร้อมในพระราชพิธีจริง ส่วนที่กรมสรรพาวุธเข้าไปทดสอบเทียบเกรินบันไดนาคยังพระเมรุมาศ ถือว่ามีความเรียบร้อยดี